อาเซียน ภูมิภาคแห่งอนาคตในสายตาของ Microsoft

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคอาเซียนได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากการประกาศจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community) ให้สำเร็จภายในปีนี้ (2015) เมื่อเราเอาเศรษฐกิจของอาเซียนทั้งสิบประเทศรวมกันพบว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก จากจำนวนประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน ในเดือนสิงหาคมนี้ McKinsey Insights ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร Microsoft เอเชีย 2 คน นั่นคือ นาย César Cernuda ประธานไมโครซอฟต์เอเชียแปซิฟิค และนาย Alvaro Celis, Vice President of original equipment sales เกี่ยวกับโอกาสและประสบการณ์การลงทุนในอาเซียน มีเนื้อหาน่าสนใจหลายประการ

Screen Shot 2015-08-18 at 12.43.31 AM

 

ทั้งคู่บอกว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจมากสำหรับ Microsoft ดูจากวิธีการใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารของคนในอาเซียน ทั้งโทรศัพท์ แท็บเบล็ต แล็ปท็อป และการแชร์สิ่งต่างๆบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค อย่างในเวียดนาม มีจำนวนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือมากกว่าจำนวนประชากร ซึ่งเป็นตลาดที่ Windows Phone ของไมโครซอฟต์มีส่วนแบ่งตลาดถึง 30% เลยทีเดียว, กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียเป็นเมืองที่มีจำนวนทวีตมากที่สุดในโลก, ฟิลิปปินส์ ประเทศแห่งการเซลฟี (Selfies) ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ศักยภาพของธุรกิจเทคโนโลยีการสื่อสารในภูมิภาคนี้สูงมาก

ยิ่งมาพิจารณาข้อมูลประชากรก็ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เช่น อายุเฉลี่ยของคนอินโดนีเซียและคนฟิลิปปินส์อยู่ที่ 25 ปีเท่านั้น, จำนวนนักเรียนนักศึกษาในอาเซียนรวมกันสูงถึง 150 ล้านคน นั่นแปลว่า ประชากรอาเซียนอยู่ในวัยหนุ่มสาว ที่พร้อมปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีที่ไมโครซอฟต์เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาเซียนนั่นคือ คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่จะทำให้องค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับเดียวกันได้ด้วยต้นทุนที่คิดตามการใช้งานจริง (ผมมองว่า นี่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ที่สามารถนำไปต่อสู้คู่แข่งรายใหญ่ๆได้)

อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารบริษัทระดับโลกแล้ว รู้สึกได้เลยว่า อาเซียนของเรากำลังเนื้อหอม ใครๆต่างก็สนใจเข้ามาที่นี่ หมายความว่า เมื่อประเทศจีนเริ่มลดความร้อนแรงในการเติบโตแล้ว อาเซียนจะกลายเป็นภูมิภาคที่ร้อนแรงขึ้นจนดึงดูดเงินลงทุนและธุรกิจจากทั่วโลก พวกเราที่อยู่ในเมืองไทยต้องจับตากระแสนี้ให้ดี และหากเรามองเห็นโอกาสและลงมือทำ เราก็จะสามารถขี่กระแสนี้เติบโตอย่างร้อนแรงไปด้วยพร้อมๆกัน

**************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
18 สิงหาคม 2558
**************************************************

ยุทธศาสตร์พระนเรศวร ตำราพิชัยสงครามซุนวู และการกระจายการลงทุน

เมื่อวาน ผมได้มีโอกาสไปไหว้อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทุ่งภูเขาทอง อยุธยา ตรงริมถนนด้านหน้า มีซุ้มติดประวัติและเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่หลายซุ้ม ซุ้มหนึ่งเขียนถึง ยุทธศาสตร์การสงครามของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอนหนึ่งเขียนว่า “หลักการรวมกำลัง อำนาจกำลังรบให้เหนือกว่า ณ ตำบลและเวลาที่จะให้บรรลุผลแตกหัก ความเหนือกว่าจะเป็นผลมาจากการผสมผสานองค์ประกอบของอำนาจกำลังรบอย่างเหมาะสมกับเวลาและสถานที่ และในรูปแบบที่ผู้บังคับบัญชาเลือก เพื่อครองความริเริ่มช่วยให้กำลังที่เสียเปรียบด้านจำนวน สามารถบรรลุผลแตกหักทั้งการปฏิบัติการทัพและการปฏิบัติการรบ” นี่แสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านนิยมหลักการมุ่งเน้น (Concentration) เพราะในขณะนั้น กำลังรบของพระองค์มีจำนวนน้อยกว่ากำลังรบของหงสาวดี ท่านจึงใช้หลักการมุ่งเน้นกำลังของท่านมายังตำแหน่งที่ต้องการรบแตกหัก จึงจะเอาชนะหงสาวดีได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงหลักการลงทุนว่าด้วย การกระจายความเสี่ยง (Diversification) กับ การมุ่งเน้น (Concentration) ขึ้นมาทันที

DiversificaitonConcentration

หนึ่งในบทเรียนการลงทุนเบื้องต้นที่มักสอนกันอย่างแพร่หลายก็คือ “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว (Don’t put all your eggs in one basket)” ความหมายของประโยคนี้ก็คือ อย่าใส่เงินลงทุน (ไข่) ของเราทั้งหมดไว้ในการลงทุน (ตะกร้า) ตัวเดียว เช่น หุ้นตัวเดียว ฯลฯ ก็เพราะว่า หากเกิดเหตุการณ์ด้านลบที่ไม่คาดฝันกับการลงทุนตัวนั้น (ตะกร้าหล่น ไข่แตก) เราก็ยังมีไข่ในตะกร้าใบอื่น (เงินลงทุนในการลงทุนตัวอื่น เช่น หุ้นตัวอื่น เงินฝาก อสังหาฯ) ไม่เสียหายไปทั้งหมด นี่คือหลักกระจายความเสี่ยง (Diversification)

แต่ปรมาจารย์การลงทุนอย่าง วอเรน บัฟเฟตต์ และ ปีเตอร์ ลินช์ ไม่ได้มองเช่นนั้น  บัฟเฟตต์กลับหยิบยกสุภาษิตเก่าแก่ที่บอกว่า “ให้ใส่ไข่ทุกฟองในตะกร้าใบเดียว แล้วจับตาดูตะกร้าใบนั้นให้ดีๆ (Keep all your eggs in one basket, but watch that basket closely.)” เพราะบัฟเฟตต์มองว่า การกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนไปให้ในหุ้นหลายๆตัวมากเกินไปเป็นอุปสรรคขวางกั้นการได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่การลงทุนในตะกร้าใบเดียวแล้วเอาใจใส่เฝ้ามองให้ดีกลับจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า นี่ก็คือหลักการมุ่งเน้น (Concentration)

ปีเตอร์ ลินช์ มองว่า การกระจายการลงทุนมากเกินไปเป็นจุดด้อยของการลงทุน เขาเขียนไว้ในหนังสือว่า “คนทั่วไปสามารถลงทุนแบบมุ่งเน้นในบริษัทไม่กี่บริษัท ขณะที่ผู้จัดการกองทุนรวมถูกบังคับให้กระจายการลงทุน การถือหุ้นจำนวนมากเกินไป ทำให้สูญเสียประโยชน์จากการมุ่งเน้น การลงทุนให้ถูกตัวเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำกำไรมหาศาลคุ้มค่าการลงทุนตลอดชีวิตแล้ว” ซึ่งหมายความว่า ปีเตอร์ ลินช์ ก็นิยมหลักการมุ่งเน้น (Concentration) เช่นเดียวกัน

ตำราพิชัยสงครามซุนวู บทที่ 6 ตื้นลึกหนาบาง เขียนไว้ว่า “เรารวมศูนย์ แต่ศัตรูกระจาย เรารวมเป็นหนึ่ง ศัตรูกระจายเป็นสิบ เราจึงเหนือกว่าศัตรูอยู่สิบต่อหนึ่งในพื้นที่แห่งนั้น เมื่อจึงเอาชนะได้โดยง่าย” นี่ก็คือ หลักการมุ่งเน้น (Concentration) นั่นเอง ถ้าเราปรับมาใช้กับการลงทุน ก็จะตรงกับแนวคิดของบัฟเฟตต์และปีเตอร์ ลินช์ ว่า การลงทุนแบบมุ่งเน้น ทำให้เรามีเงินทุนตั้งต้นที่สามารถสร้างกำไรในเยอะกว่าการกระจายเงินลงทุนไปทั่ว ประเด็นสำคัญคือ เราต้องเลือกการลงทุนนั้นให้ดี ต้องมั่นใจว่าชนะ หรือได้กำไรแน่ๆ แล้วทุ่มเงินลงทุนลงไป ทำอย่างนี้ กำไรที่ได้ย่อมมากกว่าการกระจายการลงทุนหลายเท่า ถ้าใช้สูตรแบบซุนวู คือรวมสิบมาไว้ที่แห่งเดียว ก็ย่อมได้กำไรมากกว่าสิบเท่า นั่นเอง

 

***********************************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
13 สิงหาคม 2558
***********************************************************************

การซื้อกระเป๋า Chanel ถือเป็นการลงทุนหรือไม่

วันที่ 19 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ Coco Chanel ตำนานแห่งวงการแฟชั่น ชาวฝรั่งเศส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ระดับโลก Chanel หากเธอมีอายุถึงปีนี้ก็จะครบ 132 ปี หนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็คือ กระเป๋า Chanel Classic Flap ซึ่งเป็นกระเป๋าถือของคุณผู้หญิงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลายตารางสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด สายสะพายเป็นโซ่โลหะคล้องด้วยสายหนัง ถ้าเป็นขนาด Medium ราคาปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ $4,900 แต่ราคาที่ขายในประเทศไทยอยู่ที่ 204,700 บาท ถือว่าเป็นกระเป๋าที่ราคาแพงมากเลยทีเดียว

ChanelBagPriceIndex

กระเป๋า Chanel Classic Flap รุ่นนี้ เป็นรุ่นที่พัฒนามาจากกระเป๋ารุ่น 2.55 ซึ่งชื่อรุ่นมาจากเดือนและปีที่ Coco Chanel ได้ออกแบบขึ้นมา นั่นคือ กุมภาพันธ์ 1955 และออกขายด้วยราคาใบละ $220 ต่อมา ในทศวรรษ 1980 Karl Lagerfeld หัวหน้าทีมดีไซเนอร์ของ Chanel ได้ปรับปรุงรุ่น 2.55 มาเป็นรุ่น Classic Flap ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมความนิยมลงแต่อย่างใด

เป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนๆ Chanel ว่า กระเป๋า Chanel Classic Flap นั้น ขึ้นราคาทุกปี จากราคา $220 มาเป็นพันกว่าเหรียญในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และขึ้นมาถึงสองพันกว่าเหรียญราวๆปี 2006-2007 พอเกิดวิกฤติ Subprime ในปี 2008 ราคาก็ขึ้นในอัตราชะลอลงเพียงปีสองปี และราคาก็ก้าวกระโดดพร้อมๆกับการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจโลกของ Fed ในรูปแบบของ QE (Quantitative Easing) จนมาอยู่ที่ราคา $4,900 ในปัจจุบัน โดยไม่มีการลดราคาลงเลยแม้แต่ปีเดียว

เว็บไซต์ chanelprices.com ได้ทำดัชนีราคากระเป๋า Chanel Classic Flap Lamp Skin ขนาด Medium (สีน้ำเงิน) และ Jumbo (สีแดง) เปรียบเทียบกับดัชนีหุ้น S&P500 (สีฟ้า) และดัชนีราคาทองคำ (สีทอง) ระหว่างปี 2003-2014 จะเห็นว่า ดัชนีกระเป๋า Chanel เอาชนะทั้งหุ้นและทองคำได้ตลอดช่วงเวลา 11 ปีที่ผ่านมา หากเราคำนวณหาอัตราการเพิ่มขึ้นของราคากระเป๋า Chanel Classic Flap แล้ว พบว่าอยู่ที่ราวๆ 15% ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งหากเราซื้อกระเป๋าชาเนลแล้วเก็บรักษาให้ดี มูลค่าของมันก็เพิ่มขึ้นในอัตรา 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเอาชนะการลงทุนส่วนใหญ่ได้เกือบทั้งหมด

ด้วยตัวเลขที่ว่ามา เหล่าบรรดาภรรยาอาจใช้เป็นเหตุผลกล่อมสามีให้ซื้อกระเป๋า Chanel เพื่อการลงทุนก็ได้ ทางด้านสามีก็อาจอ้างเหตุผลว่า อัตราการเพิ่มของราคาที่ว่ามานั้นเป็นราคากระเป๋าใหม่ ถ้าเราซื้อมาแล้ว มันก็กลายเป็นกระเป๋าเก่า ราคาของมือสองก็ย่อมไม่ดีตามของใหม่แน่ๆ (อันที่จริง ราคากระเป๋ามือสองมันก็เพิ่มตามราคากระเป๋าใหม่เช่นเดียวกัน แต่อาจในอัตราที่ต่ำกว่าบ้าง เหมือนกับบ้านมือสองนั่นแหละ) แล้วเราควรพิจารณาอย่างไร

ผมขอเสนอวิธีคิดอย่างนี้ว่า กระเป๋าแบรนด์เนม มันเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ของที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต ถ้าเราไม่ชอบกระเป๋าแบบนี้ ก็ไม่ต้องคิดจะมาลงทุนกับของประเภทนี้ แต่หากชอบขึ้นมาจริงๆ มีแล้วจะใช้งานอย่างมีความสุข ก็อย่าไปคิดเลยว่า ซื้อลงทุนเพื่อเอาไว้ขายต่อในอนาคตให้ได้กำไร เพราะหากชอบมันจริงๆ ก็อาจไม่ยอมขายออกมาก็ได้ พอไม่ยอมขาย กระเป๋าจะมีมูลค่าเพิ่มยังไงก็ไม่สามารถรับรู้เป็นตัวเงินจริงๆได้ แต่ถ้าจะซื้อ ก็น่าจะเป็นเพราะอยากใช้งานมันจริงๆ และมีเงินพอที่จะซื้อวันนี้ เมื่อพร้อมจะซื้อและอยากซื้อ ก็ซื้อได้เลย (อย่าลืมว่าราคากระเป๋าเพิ่มขึ้นปีละ 15% เลยทีเดียว ซื้อปีหน้าย่อมแพงกว่าซื้อปีนี้) และขอย้ำว่า ไม่ควรจะไปกู้ยืมเงินมาซื้อกระเป๋า เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลที่ 20% ต่อปีมันชนะผลตอบแทนของกระเป๋าที่ 15% แน่ๆ  ถ้ากู้มาซื้อ ยังไงก็ขาดทุน

**************************************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
11 สิงหาคม 2559
**************************************************

ภาพประกอบจาก www.chanelprices.com และ chanel.com

“ห่านน้อยนักแก้ปัญหา” นิทานสอนลูกให้เป็นนักลงทุนแบบสวนกระแส

ฝูงห่านฝูงหนึ่ง มีห่านอยู่ตัวหนึ่งชอบคลุกบ่อโคลน ขนมันไม่ขาวสะอาดเป็นประกายเหมือนตัวอื่น จนถูกหัวเราะเยาะ พอพระจันทร์เต็มดวง หมาจิ้งจอกก็ออกมาไล่ล่าห่านทุกตัวยกเว้นเจ้าห่านมอมแมม. เพราะขนมอมแมมกลืนกับความมืด  

จากนั้นห่านตัวอื่นก็เลยคลุกบ่อโคลนให้มอมแมมบ้างจะได้ไม่ถูกหมาจิ้งจอกจับกินอีก

หลายวันต่อมา หิมะเริ่มตก เจ้าห่านมอมแมมพยายามเตือนตัวอื่นแต่ไม่มีใครฟัง มันจึงเลี่ยงออกมาล้างตัวให้สะอาดเป็นมันวาว
คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง หมาจิ้งจอกออกมาไล่ล่าห่านอีก ไล่ล่าทุกตัว เว้นแต่เจ้ามอมแมมที่ไม่มอมแมมแล้ว หมาจิ้งจอกมองไม่เห็นเจ้ามอมแมมเพราะขนสีขาวกลืนไปกับหิมะ เจ้ามอมแมมเลยดักขาเจ้าจิ้งจอกจนล้มกลิ้งตกเขาไป

คนเขียนนิทานบอกว่า นิทานสอนเรื่องนี้สอนให้เด็กเรียนรู้ว่า แตกต่างบ้างไม่เป็นไร
แต่พอผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายฟังกลับคิดถึงแก่นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าว่าด้วย การสวนกระแส เหมือนที่เซอร์จอห์น เทมเปิลตัน บอกไว้ว่า “การซื้อในยามที่คนอื่นกำลังขายอย่างหมดหวัง และการขายในยามที่คนอื่นกำลังซื้ออย่างเคลิบเคลิ้ม ต้องใช้ความกล้าหาญมากที่สุด แต่มันก็จะให้ผลกำไรสูงสุด”

นิทานโดย Caroline Jayne Church สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์คิดดี้

****************************************************

พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย

CelestialStrategist.com

****************************************************

ทำไม Prada แบรนด์หรูจากอิตาลี มาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง

เมื่อเดือนมิถุนายน 2011 Prada แบรนด์หรูระดับโลกจากอิตาลี ได้เข้าระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงด้วยขายหุ้น IPO ได้เงินไปกว่า 2,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าเพราะเหตุใดยักษ์ใหญ่จากยุโรปถึงเลือกเข้าตลาดหุ้นในฮ่องกง แทนที่จะเป็นในอิตาลี บ้านเกิดของแบรนด์, ในอังกฤษ ศูนย์กลางการเงินในยุโรป หรือในสหรัฐอเมริการ ซึ่งตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

PradaShopinBeijing_CFP
ภาพร้าน Prada ในปักกิ่ง (Photo/CFP)

อันที่จริง Prada บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาตั้งแต่ปี 1913 ได้วางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่มิลาน เมื่อ ก.ย. 2011 แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 ก็ต้องเลื่อนแผนออกไป จากนั้นก็ตามมาด้วยสงครามอ่าวครั้งที่ 2, การระบาดของโรค SARS และวิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2008 ทำให้แผนระดมทุนจากตลาดหุ้นของ Prada ต้องเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า และในที่สุด Prada ก็เลือกที่จะระดมทุนจากตลาดหุ้นฮ่องกง เมื่อ มิ.ย. 2011 ด้วยการขายหุ้นให้กับนักลงทุนจำนวน 20% ของหุ้นทั้งหมด ราคา IPO ที่ 39.50 ดอลลาร์ฮ่องกง ได้เงินมา 2,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นาย Patrizio Bertelli CEO ของ Prada ได้เขียนบทความลงในวารสาร Harvard Business Review ไว้ว่า เมื่อตอนทศวรรษ 1990s เขาเคยเชื่อว่า อนาคตของ Prada อยู่ที่การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา แต่พอมาถึงทศวรรษ 2010s เขามั่นใจว่า อนาคตอยู่ที่ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งเอเชียและประเทศจีน ซึ่งเมื่อเราไปอ่านดูรายงานประจำปีของ Prada พบว่า ยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น) ได้เพิ่มสัดส่วนจาก 18% ในปี 2009 มาเป็น 32% ในปี 2011 (และล่าสุดในปี 2014 กลายเป็น 38% แล้ว)

ด้วยตัวเลขการเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นภูมิภาคที่สร้างรายได้สูงสุดดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Prada จึงเลือกมาระดมทุนจากตลาดหุ้นฮ่องกง เพื่อที่จะมาอยู่ในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และได้รับประโยชน์สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ นั่นคือ ประการแรก เมื่อมาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่ที่มีเศรษฐีเกิดใหม่จำนวนมาก ก็จะได้เงินจากการระดมทุนเป็นกอบเป็นกำ และยังได้ราคาดีกว่าไประดมทุนในยุโรปอีกด้วย (ราคา IPO ของ Prada เท่ากับ P/E ที่ 22.8 เท่า ขณะที่ค่า P/E เฉลี่ย ของหุ้นแบรนด์หรูในตลาดหุ้นยุโรปอยู่ที่ 20 เท่า) ประการที่สอง การระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงจะช่วยส่งเสริมให้คนจีนรู้จักและผูกพันกับแบรนด์ Prada มากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่ Prada เท่านั้นที่มาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง ยังมีแบรนด์ดังจากตะวันตกอีกหลายแบรนด์เลือกมาระดมทุนที่นี่ เช่น L’Occitane บริษัทเครื่องสำอางชื่อดังจากฝรั่งเศส ระดมทุนไปได้ 708 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, Samsonite แบรนด์กระเป๋าเดินทางชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ระดมทุนไป 1,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จะเห็นว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ภูมิภาคที่มีเงินเยอะและเติบโตสูงได้เปลี่ยนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา กลายมาเป็นฝั่งเอเชียแล้ว เชื่อได้ว่าในช่วงสิบกว่าปีนี้ ภูมิภาคที่จะมีบทบาทสำคัญในโลกก็จะรวมถึงกลุ่มอาเซียนของเราอีกด้วย เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ เพราะหลังจากเอเชียแล้ว Patrizio Bertelli ซีอีโอของ Prada ได้มองข้ามช็อตไปถึงทวีปแอฟริกาแล้วว่าภายใน 10-15 ปีข้างหน้า ทวีปแอฟริกาจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว โอกาสมาเร็วและไปเร็วเสมอสำหรับผู้ที่ไม่เตรียมตัวให้พร้อม

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
7 สิงหาคม 2558
*******************************