ตำนานบ้านดินอวี้ชางโหลว ลางดีหรือลางร้าย

เมื่อกว่า 700 ปีก่อน ในยุคราชวงศ์หยวน ที่มองโกลปกครองแผ่นดินจีนอยู่ ชาวจีนฮากกา 5 ตระกูล ที่อพยพหนีภัยสงครามจากตอนเหนือมายังมณฑลฝูเจี้ยนที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน ทั้งห้าตระกูลเลือกที่จะลงหลักปักฐานในบริเวณเทือกเขาตำบลหนานจิ้ง ซึ่งห่างจากชายฝั่งทะเล ทำให้ห่างจากภัยโจรสลัดอีกด้วย

Yuchanglou
อวี้ชางโหลว

ทั้งห้าตระกูลประกอบด้วย แซ่หลิว, หลัว, จาง, ถาง และ ฟ่าน ได้ลงขันรวมเงินว่าจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้าง บ้านดินถู่โหลว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนฮากกา (หรือจีนแคะ) กล่าวคือ เป็นอาคารขนาดใหญ่หลายชั้น มีหลายครอบครัวอาศัยอยู่รวมกัน แบ่งเป็นห้องๆ คล้ายคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน มีลักษณะค่อนข้างปิด ทำให้รักษาความปลอดภัยได้ง่าย สำหรับบ้านดินที่ทั้งห้าตระกูลร่วมมือกันสร้างนั้น เรียกกันว่า อวี้ชางโหลว ที่แปลว่า บ้านแห่งความมั่งคั่ง สูง 5 ชั้น แต่ละชั้นมี 54 ห้อง อาคารแบ่งเป็น 5 ส่วน มีบันไดแยกจากกัน เพื่อความเป็นส่วนตัวของแต่ละตระกูลทั้งห้าแม้อยู่ในอาคารเดียวกัน ครัวของแต่ละตระกูลอยู่ครึ่งหลังของอาคารซึ่งมีน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับใช้งาน อาคารเป็นรูปวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 54 เมตร ลานตรงกลางสร้างเป็นศาลบรรพบุรุษ การแบ่งอาคารเป็น 5 ส่วนก็เหมือนกับ 5 ธาตุของจีน นั่นคือ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน

ระหว่างก่อสร้าง ทั้งห้าตระกูลได้จัดเวรแบ่งหน้าที่ผลัดกันทำอาหารส่งน้ำให้กับช่างก่อสร้าง ค่ำคืนหนึ่งในช่วงพระอาทิตย์ตกค่อนข้างเร็ว ผู้ที่รับผิดชอบทำอาหารส่งให้ช่างก่อสร้าง เมื่อเสร็จหน้าที่แล้ว คิดว่าไม่มีอะไรอีกที่ต้องทำต่อ จึงดับตะเกียงเข้านอนแต่หัววัน ครอบครัวถัดไปที่รับผิดชอบส่งอาหารก็คิดว่า เวรถัดไปของตนเป็นรุ่งเช้าอีกวัน จึงเข้านอนไปด้วยโดยไม่ได้คุยกับครอบครัวก่อนหน้า วันนั้นช่างก่อสร้างทำงานจนดึก แต่กลับต้องอดอาหารเพราะเจ้าบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว ด้วยความหิว ก็เลยหงุดหงิด ไม่รู้ว่าเพราะความตั้งใจหรือจะแกล้งเจ้าของบ้าน ช่างก่อสร้างจึงก่อบ้านดินไม่สมดุล บางจุดเล็กไป บางจุดใหญ่ไป แต่พอวางคานเสร็จแล้ว ก็ยังคงดูไม่ออกว่าโครงสร้างไม่ได้สมดุล

ว่ากันว่า อวี้ชางโหลว แต่เดิมจะสร้าง 7 ชั้น แต่วันหนึ่งก่อนที่จะปูกระเบื้องหลังคาชั้น 7 มีคนจากภายนอกขึ้นไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยบนภูเขาด้านหลังอวี้ชางโหลว แต่ลมพัดเอากระดาษเงินกระดาษทองที่กำลังเผาปลิวมาที่ชั้น 7 ของบ้าน ทุกๆคนช่วยกันดับไฟได้ทัน แต่คิดว่า เป็นลางร้ายที่เกิดไฟไหม้ในอาคารใหม่ที่ยังไม่มีใครย้ายมาอยู่ ดังนั้นจึงรื้อชั้น 6 และชั้น 7 ออกไป แล้วก็ปูกระเบื้องหลังคาบนชั้น 5 แทน

800px-The_Zig_zag_building
เสาเอียง ใน อวี้ชางโหลว ที่อยู่มานานกว่า 700 ปี

ไม่นานนัก ทุกๆคนก็เริ่มสังเกตเห็นว่า เสาค้ำระเบียงชั้นสองและชั้นสูงกว่านั้นมันเอียง จนอาจจะพังลงได้ คนก็เริ่มกลัวกัน วันหนึ่ง เวลาย่ำค่ำ มีเสือเข้ามาในอาคาร คำรามเสียงดังก้อง เดินอยู่ที่ระเบียงชั้นล่าง และกระโดดขึ้นไปบนชั้นสอง เดินไปรอบๆระเบียง อย่างกับขุนนางระดับสูงเดินตรวจอาคาร จากนั้นก็กระโดดออกทางหน้าต่างด้านหลังขึ้นไปยังภูเขา นั่งลงมองมาทางบ้านอวี้ชางโหลว แล้วคำรามอย่างนุ่มนวล แต่ทุกคนในอาคารต่างได้ยินอย่างชัดเจน ก่อนจะวิ่งจากไป

คนตระกูลหลิวบอกว่า นี่คือ ลางดี เพราะเสือคำรามอย่างเป็นมงคล  เป็นการมาแสดงความยินดีที่อาคารสร้างเสร็จสมบูรณ์ ขณะที่อีกสี่ตระกูลบอกว่า เป็นลางร้าย เพราะมีเสือเข้ามาในบ้าน ถ้ามันเกิดขึ้นครั้งแรกได้ ก็ต้องเกิดครั้งต่อไปแน่นอน ทั้งสี่ตระกูลจึงตัดสินใจขายส่วนของตนเองให้กับตระกูลหลิว แล้วย้ายไปยังหมู่บ้านอื่น บางบ้านก็อพยพต่อมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากตระกูลหลิวครอบครองอาคารอวี้ชางโหลวทั้งหมดแล้ว พวกเขาเริ่มตรวจสอบสภาพอาคารอย่างละเอียด พบว่า ถึงแม้ว่าเสาจะเอียง แต่มันค้ำซึ่งกันและกัน โดยรวมแล้วยังแข็งแรง ไม่อันตราย พวกเขาจึงอาศัยในอาคารอวี้ชางโหลวต่อไปด้วยความสุข ตระกูลหลิวอาศัยอยู่ที่นี่มามากกว่า 700 ปี มีลูกหลานมากมาย มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น มีคนในตระกูลสอบเข้ารับราชการได้ตำแหน่งใหญ่โตทั้งระหว่างราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ในยุคสาธารณรัฐก็มีคนเป็นศาสตราจารย์และข้าราชการระดับสูง ถือว่าเป็นตระกูลหลิว สายที่ประสบความสำเร็จสายหนึ่งเลยทีเดียว

ปัจจุบัน อวี้ชางโหลว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มีชื่อเสียงว่าเป็นบ้านดินที่เอียง ดูเผินๆอาจรู้สึกว่าอันตราย นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า Zig Zag Building แต่มันก็เป็นอย่างนี้มากว่า 700 ปี ตอนที่ผมไปเที่ยวที่นี่ ฟังไกด์เล่าเรื่องตำนานอวี้ชางโหลวให้ฟัง และอ่านหนังสือที่บันทึกเรื่องราวนี้ ก็คิดอยู่ว่า หากเราเป็นคนในห้าตระกูลนั้น เราจะคิดว่า บ้านที่เอียง กับ เสือเข้าบ้าน เป็นลางดี หรือลางร้ายกันแน่  แต่คนตระกูลหลิวเมื่อ 700 ปีก่อน ตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อว่ามันคือลางดี เป็นมงคล สิ่งที่เขาทำต่อจากนั้น ก็คือ ตรวจสอบสภาพอาคารว่ายังปลอดภัย แล้วก็มุ่งมั่นสร้างครอบครัว ณ บ้านแห่งความมั่งคั่งแห่งนี้ จนประสบความสำเร็จ ข้อคิดที่ผมได้จากการท่องเที่ยวบ้านอวี้ชางโหลว ก็คือ บางครั้งชีวิตเรา ก็ต้องเลือกที่จะเชื่อว่า ลางที่เราพบเห็นเป็นลางดี เป็นมงคล แล้วมุ่งมั่นต่อไปจนประสบความสำเร็จนั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
15 สิงหาคม 2559
*******************************

Puss in Boots นิทานสอนกลยุทธ์ จับเสือมือเปล่า

กาลครั้งหนึ่ง ชายชรายากจนผู้มีบุตรชาย 3 คนได้ล้มป่วยลง เมื่อเขาสิ้นใจ เขาเหลือสมบัติให้ลูกๆเพียง 3 อย่าง นั่นคือ โรงสีเล็กๆ, ลา และแมว ลูกชายคนโตได้เอาโรงสีไป คนที่สองเอาลาไป เหลือเพียงแมวให้กับ ทอม น้องชายคนสุดท้อง
puss_in_boots_coverทอมกลุ้มใจมากว่าเขากับแมวจะทำมาหากินเอาชีวิตรอดอย่างไร ปรากฏว่า เจ้าแมวตัวนั้นกลายเป็นแมวพูดได้ มันเสนอแผนการว่า ให้หากระสอบหนังกับรองเท้าบู้ตให้มัน แล้วมันจะจัดการเอง เมื่อเจ้าแมวได้ของที่ต้องการ มันก็ใส่รองเท้าบู้ต เอาแครอตใส่กระสอบ และสะพายกระสอบ มุ่งหน้าไปทุ่งนาซึ่งมีกระต่ายมากมาย มันทำเป็นนอนแกล้งตาย เมื่อกระต่ายเข้ามากินแครอตในกระสอบ เจ้าแมวรีบผูกปากกระสอบให้แน่น แล้วมุ่งหน้าไปยังปราสาทเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา และทูลฯว่า “ใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ได้รับบัญชาจาก ดยุกแห่งคาราบาส เพื่อนำกระต่ายมาเป็นของขวัญให้พระองค์”

วันต่อมา เจ้าแมวไปที่ทุ่งนาอีก คราวนี้เขาเอาข้าวโพดใส่ในกระสอบ พอเปิดกระสอบ นกกระทาก็บินเข้าไป เขาก็มัดปากกระสอบแล้วเอาไปถวายพระราชาในฐานะตัวแทน ดยุกแห่งคาราบาส หลังจากนั้น เจ้าแมวก็กลายเป็นอาคันตุกะประจำปราสาท

วันหนึ่ง ทอมกับแมวเดินอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าแมวรู้ว่า วันนี้พระราชาจะเสด็จพร้อมเจ้าหญิงอราเบลล่าผ่านมาทางนี้ เมื่อรถม้าประจำพระองค์ใกล้มาถึง เจ้าแมวบอกให้ทอมถอดเสื้อผ้าและกระโดดลงไปในแม่น้ำ ทอมทำตามอย่างงงๆ ฝ่ายแมวก็ตะโกนว่า “ช่วยด้วย! ช่วยเจ้านายข้า ดยุกแห่งคาราบาสด้วย” เมื่อราชรถผ่านมาถึง พระราชาจำเจ้าแมวได้เลยให้ทหารช่วยทอมขึ้นมา แล้วให้คนรับใช้ไปหาชุดของเจ้าชายมาให้ พระราชาและเจ้าหญิงจึงรู้จักทอมในฐานะ ดยุกแห่งคาราบาส แล้วทั้งหมดก็ร่วมทางกันไปส่งดยุกแห่งคาราบาสที่ปราสาท แต่เจ้าแมวรีบวิ่งนำหน้าไป พร้อมสั่งชาวนาระหว่างทางให้บอกพระราชาว่า ดยุกแห่งคาราบาส เป็นเจ้าของที่นาทั้งหมด มิฉะนั้นเจ้านายของเขาจะสับพวกเขาไปทำเนื้อสับให้หมด ชาวนาตกใจกลัวก็พากันบอกพระราชาตามที่แมวสั่งไว้ เป็นอย่างนี้ไปตลอดทาง

เจ้าแมวนำรถม้าไปจนถึงปราสาทของยักษ์กินคนที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์อะไรก็ได้ ยักษ์ให้แมวเข้าไปหวังจะกิน แต่เจ้าแมวกลับท้าทายให้ยักษ์ลองแปลงร่างเป็นสิงโต และต่อมาขอให้แปลงเป็นหนู เมื่อยักษ์หลงกลแปลงร่างเป็นหนู แมวก็รีบตะครุบกินทันที เมื่อพระราชามาถึง ปราสาทก็กลายเป็นของ ดยุกแห่งคาราบาส แล้ว หลังจากการต้อนรับอย่างหรูหรา พระราชาก็ประทับใจในมารยาทและอุปนิสัยของดยุกที่แม้จะมั่งคั่งล้นฟ้า ก็ไม่ลืมตัว ยังต้อนรับพระองค์ด้วยความอ่อนน้อม พระองค์จึงเอ่ยปากให้ดยุกมาแต่งงานกับเจ้าหญิงอราเบลล่า และแล้ว ทอม ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง และกลายเป็น เจ้าชาย อยู่กับเจ้าหญิงอย่างมีความสุขในปราสาท เช่นเดียวกับเจ้าแมวเจ้าเล่ห์แสนกล ที่เรียกกันว่า Puss in Boots

นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานพื้นบ้านของยุโรป พบหลักฐานเป็นหนังสือครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เขาว่ากันว่า ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ ให้รู้ถึงความสำคัญของความไม่ย่อท้อต่อสถานการณ์ลำบากและการรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ รวมถึง การรู้จักแต่งตัวและการวางตัวให้เหมาะสม ส่วนผมเองมองว่า นิทานเรื่องนี้แสดงให้เห็นกลยุทธ์ “จับเสือมือเปล่า” อย่างชัดเจน สำหรับคนที่ไม่มีทุนรอนติดตัวมา บางครั้งการใช้กลยุทธ์นี้ก็สามารถพลิกชีวิตขึ้นมาได้

ผมเล่านิทานเรื่องนี้ให้ลูกฟัง พร้อมเตือนเขาไปด้วยว่า แม้ว่าเจ้าแมวจะฉลาดเจ้าเล่ห์จนทำให้เจ้านายเขากลายเป็นเจ้าชายได้ แต่หากพระราชาจับโกหกได้ พวกเขาก็จะหมดความน่าเชื่อถือตลอดไปด้วย ถ้าจะให้ดี ควรรู้จักใช้หัวพลิกแพลง แต่อย่าโกหกอย่างเจ้าแมวเลย สำหรับเราแล้ว ผลของการโกหกมันได้ไม่คุ้มเสียหรอก ในทางกลับกัน ผมก็สอนเขาด้วยว่า สมมติว่าเราเป็นพระราชาในนิทาน เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่ให้ถูกคนอื่นหลอกเช่นกัน บางครั้งคนที่แต่งตัวดูดี ใช่ว่าจะพูดความจริงเสมอไป โลกมันก็เป็นอย่างนี้เอง

*************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
2 ตุลาคม 2558
*************************************************