เรามองเห็นอะไรจากตารางผลตอบแทนกองทุนรวมช่วง 9 เดือนแรกของปี 58

 

Morningstar Thailand ได้สรุปผลตอบแทนของกองทุนรวมประเภทต่างๆย้อนหลังในรอบ 3 เดือน, 6 เดือน, 9 เดือนแรกของปี ไปจนถึง 5 ปี ช่องสีแดงคือขาดทุน ช่องสีเขียวคือกำไร ไล่โทนสีไปตามขนาดของผลลัพธ์ด้วย

MutualFund9M15

เราสามารถสังเกตเห็นได้ชัดว่า ในปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดีอย่างปีนี้ ผลตอบแทนย้อนหลังระยะใกล้ๆก็จะเป็นสีแดงเป็นส่วนใหญ่ (แปลว่าขาดทุนกันถ้วนหน้า) แต่เมื่อมองย้อนหลังไปไกลๆ กองทุนเกือบทั้งหมดต่างก็เป็นสีเขียวหรือมีกำไรด้วยกันแทบทั้งสิ้น

อย่างช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ส่วนใหญ่ติดลบ มีเพียงกองทุน Money Market (+1.19%), Short Term Bond (+1.73%), Mid/Long Term Bond (+1.58%), Europe Equity (+4.62%), Property Indirect (+6.84%) และ Healthcare (+4.27%) เท่านั้นที่มีผลตอบแทนเป็นบวก

แต่เราพอมองย้อนหลังไปถึง 5 ปี ก็พบว่า มีผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทั้งหมด เหลือเพียง Emerging Market Equity (-4.77%), Commodities Energy (-13.59%) และ Commodities Precious Metals (-1.86%) เท่านั้น

นั่นแปลว่า แม้ว่าในระยะสั้น จะขาดทุน ในระยะยาวแล้ว การลงทุนไม่ว่าประเภทไหนก็มีโอกาสสูงที่จะมีผลตอบแทนเป็นบวกด้วยกันทั้งสิ้น จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทการลงทุน อย่างกองทุนตลาดเงิน (Money Market) ที่มีความเสี่ยงต่ำก็ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีเฉลี่ยปีละ 2.32% ซึ่งพอๆกับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่อยู่ราวๆ 2.4%ต่อปี ส่วนกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีเฉลี่ยปีละ 11.27%

จากข้อสังเกตนี้ เราพอสรุปได้ว่า กลยุทธ์ที่เราทุกคนควรทำกับเงินเก็บก็คือ ควรนำเงินออมไปลงทุน อย่าเก็บเป็นเงินสดเฉยๆทั้งหมด เพื่อที่ว่าในอนาคตเงินที่เราหามาอย่างยากลำบาก จะเพิ่มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าในระยะสั้น เงินที่ลงทุนอาจติดลบบ้าง แต่ในระยะยาว มันจะทวีค่าสูงขึ้น ช่วยทุ่นแรงการออมเงินของเราไปได้มาก

แต่โปรดระลึกเสมอว่า ก่อนจะลงทุน ต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน เพราะการลงทุนนั้น ยิ่งรู้ ยิ่งกำไร (High Understanding, High Return) นั่นเอง

*************************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
3 พ.ย. 2558
*************************************************************

เครดิตข้อมูลจาก MorningStar Thailand

 

การซื้อกระเป๋า Chanel ถือเป็นการลงทุนหรือไม่

วันที่ 19 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ Coco Chanel ตำนานแห่งวงการแฟชั่น ชาวฝรั่งเศส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ระดับโลก Chanel หากเธอมีอายุถึงปีนี้ก็จะครบ 132 ปี หนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็คือ กระเป๋า Chanel Classic Flap ซึ่งเป็นกระเป๋าถือของคุณผู้หญิงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลายตารางสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด สายสะพายเป็นโซ่โลหะคล้องด้วยสายหนัง ถ้าเป็นขนาด Medium ราคาปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ $4,900 แต่ราคาที่ขายในประเทศไทยอยู่ที่ 204,700 บาท ถือว่าเป็นกระเป๋าที่ราคาแพงมากเลยทีเดียว

ChanelBagPriceIndex

กระเป๋า Chanel Classic Flap รุ่นนี้ เป็นรุ่นที่พัฒนามาจากกระเป๋ารุ่น 2.55 ซึ่งชื่อรุ่นมาจากเดือนและปีที่ Coco Chanel ได้ออกแบบขึ้นมา นั่นคือ กุมภาพันธ์ 1955 และออกขายด้วยราคาใบละ $220 ต่อมา ในทศวรรษ 1980 Karl Lagerfeld หัวหน้าทีมดีไซเนอร์ของ Chanel ได้ปรับปรุงรุ่น 2.55 มาเป็นรุ่น Classic Flap ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมความนิยมลงแต่อย่างใด

เป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนๆ Chanel ว่า กระเป๋า Chanel Classic Flap นั้น ขึ้นราคาทุกปี จากราคา $220 มาเป็นพันกว่าเหรียญในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และขึ้นมาถึงสองพันกว่าเหรียญราวๆปี 2006-2007 พอเกิดวิกฤติ Subprime ในปี 2008 ราคาก็ขึ้นในอัตราชะลอลงเพียงปีสองปี และราคาก็ก้าวกระโดดพร้อมๆกับการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจโลกของ Fed ในรูปแบบของ QE (Quantitative Easing) จนมาอยู่ที่ราคา $4,900 ในปัจจุบัน โดยไม่มีการลดราคาลงเลยแม้แต่ปีเดียว

เว็บไซต์ chanelprices.com ได้ทำดัชนีราคากระเป๋า Chanel Classic Flap Lamp Skin ขนาด Medium (สีน้ำเงิน) และ Jumbo (สีแดง) เปรียบเทียบกับดัชนีหุ้น S&P500 (สีฟ้า) และดัชนีราคาทองคำ (สีทอง) ระหว่างปี 2003-2014 จะเห็นว่า ดัชนีกระเป๋า Chanel เอาชนะทั้งหุ้นและทองคำได้ตลอดช่วงเวลา 11 ปีที่ผ่านมา หากเราคำนวณหาอัตราการเพิ่มขึ้นของราคากระเป๋า Chanel Classic Flap แล้ว พบว่าอยู่ที่ราวๆ 15% ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งหากเราซื้อกระเป๋าชาเนลแล้วเก็บรักษาให้ดี มูลค่าของมันก็เพิ่มขึ้นในอัตรา 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเอาชนะการลงทุนส่วนใหญ่ได้เกือบทั้งหมด

ด้วยตัวเลขที่ว่ามา เหล่าบรรดาภรรยาอาจใช้เป็นเหตุผลกล่อมสามีให้ซื้อกระเป๋า Chanel เพื่อการลงทุนก็ได้ ทางด้านสามีก็อาจอ้างเหตุผลว่า อัตราการเพิ่มของราคาที่ว่ามานั้นเป็นราคากระเป๋าใหม่ ถ้าเราซื้อมาแล้ว มันก็กลายเป็นกระเป๋าเก่า ราคาของมือสองก็ย่อมไม่ดีตามของใหม่แน่ๆ (อันที่จริง ราคากระเป๋ามือสองมันก็เพิ่มตามราคากระเป๋าใหม่เช่นเดียวกัน แต่อาจในอัตราที่ต่ำกว่าบ้าง เหมือนกับบ้านมือสองนั่นแหละ) แล้วเราควรพิจารณาอย่างไร

ผมขอเสนอวิธีคิดอย่างนี้ว่า กระเป๋าแบรนด์เนม มันเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ของที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต ถ้าเราไม่ชอบกระเป๋าแบบนี้ ก็ไม่ต้องคิดจะมาลงทุนกับของประเภทนี้ แต่หากชอบขึ้นมาจริงๆ มีแล้วจะใช้งานอย่างมีความสุข ก็อย่าไปคิดเลยว่า ซื้อลงทุนเพื่อเอาไว้ขายต่อในอนาคตให้ได้กำไร เพราะหากชอบมันจริงๆ ก็อาจไม่ยอมขายออกมาก็ได้ พอไม่ยอมขาย กระเป๋าจะมีมูลค่าเพิ่มยังไงก็ไม่สามารถรับรู้เป็นตัวเงินจริงๆได้ แต่ถ้าจะซื้อ ก็น่าจะเป็นเพราะอยากใช้งานมันจริงๆ และมีเงินพอที่จะซื้อวันนี้ เมื่อพร้อมจะซื้อและอยากซื้อ ก็ซื้อได้เลย (อย่าลืมว่าราคากระเป๋าเพิ่มขึ้นปีละ 15% เลยทีเดียว ซื้อปีหน้าย่อมแพงกว่าซื้อปีนี้) และขอย้ำว่า ไม่ควรจะไปกู้ยืมเงินมาซื้อกระเป๋า เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลที่ 20% ต่อปีมันชนะผลตอบแทนของกระเป๋าที่ 15% แน่ๆ  ถ้ากู้มาซื้อ ยังไงก็ขาดทุน

**************************************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
11 สิงหาคม 2559
**************************************************

ภาพประกอบจาก www.chanelprices.com และ chanel.com