เงินอย่างเดียวขับเคลื่อนกลยุทธ์ไม่ได้

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์วันนี้ (27 ก.ค.58) เรื่อง เศรษฐกิจชะงัก ลงทุนเมกะโปรเจคต์อืด สะท้อนให้เห็นความยากลำบากในการขับเคลื่อนกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐบาลนี้มียุทธศาสตร์ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะผลักดันเมกะโปรเจคต์หรือการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนด้านคมนาคมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับโครงการเหล่านี้ 

  

งแต่จากสถานการณ์ล่าสุด พบว่า โครงการเหล่านี้ต้องล่าช้าไปกว่ากำหนด จนเริ่มเกิดความไม่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ตามแผน ส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล ความล่าช้านี้ไม่ได้เกิดจากการไม่มีเงิน เพราะรัฐบาลจัดงบมาให้แล้ว และยังกระตุ้นให้ใช้เงินเร็วๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย เชื่อกันว่า สาเหตุที่เกิดความล่าช้าเกิดจากความไม่พร้อมของหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการเหล่านี้ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ทำโครงการใหญ่ขนาดนี้มานาน, ขาดบุคลากรที่สามารถดูแลโครงการนี้ได้, กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่เอื้อต่อการทำโครงการขนาดใหญ่, กลไกการทำงานภายในและระหว่างหน่วยงานมีปัญหา, วัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานไม่เอื้อต่อการทำโครงการขนาดใหญ่ และอื่นๆอีกมากมายที่เป็นไปได้

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจัดสรรเงินให้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการกลไกอื่นๆด้วย ทั้งเรื่องทรัพยากรบุคคล ระบบการทำงาน วัฒนธรรมการทำงาน ระบบติดตามและวัดผล ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้รวมกันเรียกว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) นั่นเอง

Strategist คือใคร?

Strategist แปลเป็นไทยตรงๆว่า นักยุทธศาสตร์ วิกิพีเดียได้ให้ความหมายของคำว่า Strategist ว่า A strategist is a person with responsibility for the formulation and implementation of a strategy. หรือแปลว่า นักยุทธศาสตร์ คือบุคคลที่รับผิดชอบในการกำหนดและดำเนินการยุทธศาสตร์ แล้วยุทธศาสตร์แปลว่าอะไร

ยุทธศาสตร์ (Strategy) เกี่ยวข้องการตั้งเป้าหมาย, การกำหนดสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น และการระดมและจัดสรรทรัพยากรเพื่อทำสิ่งที่ต้องทำนั้น

นักยุทธศาสตร์มีความหลากหลายมาก ในยุคโบราณ นักยุทธศาสตร์ประเภทที่มีบทบาทมากก็คือ นักยุทธศาสตร์ทางการทหาร ตัวอย่างเช่น จูกัดเหลียง หรือขงเบ้ง ผู้วางยุทธศาสตร์ที่เขาโงลังกั๋งให้เล่าปี่จนทำให้เล่าปี่ผู้ซึ่งหนีทัพโจโฉกระเจิดกระเจิงมาสามารถตั้งตนเป็นฮ่องเต้ได้ในดินแดนเสฉวนจนเกิดเป็นสามก๊ก, ฟ่านหลี ผู้วางยุทธศาสตร์ให้เยว่อ๋องโกวเจี้ยนจนสามารถพลิกจากผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะเหนืออู๋อ๋องฟูชา จนทำให้แคว้นเยว่พลิกสถานะกลายเป็นแคว้นทรงอิทธิพลขึ้นมา, นายพลคาร์ล ฟอน เคลาเซวิทซ์ แห่งปรัสเซีย (หรือเยอรมันในปัจจุบัน) เจ้าของคำพูดที่ว่า “แทคติคคือศิลปะการใช้กองทัพเอาชนะในสนามรบ ส่วนยุทธศาสตร์คือศิลปะการใช้สนามรบเพื่อเอาชนะสงคราม” ฯลฯ

ในยุคปัจจุบัน นักยุทธศาสตร์ได้นำไปประยุกต์ในหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น วงการกีฬา เรียกว่า Sport Strategist ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์นักกีฬา รวมถึงคู่แข่ง เพื่อวางแผนและดำเนินการให้นักกีฬาเอาชนะการแข่งขันได้ แต่ที่มีบทบาทสูงในยุคนี้ก็คือ นักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ CEO ในการวางแผนและดำเนินการยุทธศาสตร์ทางธุรกิจเพื่อให้บริษัทประสบความสำเร็จได้ บางครั้งก็เรียกกันว่า นักวางแผนกลยุทธ์, ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร, ฝ่ายบริหารกลยุทธ์ ฯลฯ

ผู้ที่ทำให้การบริหารเชิงกลยุทธ์มีบทบาทสูงมากในโลกธุรกิจปัจจุบัน ก็คือ ศาสตราจารย์ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งได้เผยแพร่แนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และได้พิสูจน์ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดขององค์กร จนทำให้ทุกวันนี้ องค์กรชั้นนำทุกแห่งของโลกจะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องยุทธศาสตร์องค์กรอย่างชัดเจน

“หัวใจของยุทธศาสตร์ คือการเลือกว่าจะไม่ทำอะไร” – ไมเคิล อี. พอร์เตอร์

***********************************

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
24 ก.ค. 2558