กลยุทธ์ทำให้นกร้องเพลง ตอน 3 อิเอยาสุ โตกุกาวะ

แล้วก็มาถึง จอมคนคนที่ 3 ผู้รวมชาติของญี่ปุ่น นั่นคือ อิเอยาสุ โตกุกาวะ เจ้าของกลยุทธ์ “ฉันจะเฝ้ารอคอยจนกว่านกจะร้องเพลง” ผู้ประสบความสำเร็จในการขึ้นครองตำแหน่งโชกุน และสืบทอดอำนาจตำแหน่งโชกุนในตระกูลโตกุกาวะ ต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสามศตวรรษ

Tokugawa Ieyasuอิเอยาสุ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1542 ในแคว้น มิคาว่า เป็นบุตรของไดเมียวเล็กๆ ในวัยเด็กถูกส่งตัวไปเป็นตัวประกันที่ตระกูลอิมางาวะ แคว้นใหญ่ข้างเคียงเพื่อแสดงความภักดี ต่อมาได้ส่งตัวกลับมาเป็นไดเมียวแห่งมิคาว่าหลังจากที่พ่อเขาเสียชีวิต กลยุทธ์ในช่วงต้นของอิเอยาสุ คือ การเข้าสวามิภักดิ์กับแคว้นที่กำลังขยายอำนาจ โดยเมื่อแคว้นโอวาริของ โอดะ โนบุนากะ จอมคนท่านแรกที่เราเคยกล่าวถึงไปแล้วในตอนแรก ได้พิชิตชัยเหนือตระกูลอิมางาวะได้ เขาก็เปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายเดียวกับ โอดะ โนบุนากะ ทันที การเป็นพันธมิตรกับโอดะ ทำให้ อิเอยาสุได้เริ่มสั่งสมทรัพยากรและความพร้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่เมื่อโอดะ โนบุนากะ ถูกหักหลังโดยลูกน้องคนสนิทอย่าง อาเคชิ มิตสึฮิเดะ จนเขาต้องทำเซ็ปปุกุตายไป อิเอยาสุที่กำลังเดินทัพอยู่ก็ต้องหนีตายอย่างทุลักทุเลภายใต้ความช่วยเหลือจากนินจาผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านฮัตโตริ ฮันโซ จนกลับไปถึงแคว้นมิคาว่าของตนอย่างปลอดภัย ถึงตอนนั้นเขาต้องตัดสินใจว่าจะเลือกตั้งตนเป็นใหญ่หรือไปอยู่กับฝ่ายใด หลังจากคิดใคร่ครวญอย่างดีแล้ว เขาตัดสินใจเลือกอยู่ฝ่ายฮิเดโยชิ จอมคนคนที่ 2 ซึ่งเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เพราะเมื่อฮิเดโยชิสามารถยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ อิเอยาสุก็ได้รับมอบดินแดนคันโต ซึ่งปัจจุบันคือ โตเกียว เป็นรางวัล

ในช่วงท้ายของฮิเดโยชิ เขามีความหวาดระแวงในตัวอิเอยาสุอย่างยิ่งว่า อาจก่อกบฏได้หากตัวฮิเดโยชิไม่อยู่ เขาจึงแต่งตั้งสภาไทโร ประกอบด้วย ผู้อาวุโส 5 ท่าน คานอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อว่าราชการแทนบุตรชายของเขาที่ยังเป็นเด็กจนกว่าจะพร้อม หนึ่งในนั้นคือ อิเอยาสุ นั่นเอง นอกจากนี้ การบุกเกาหลีของฮิเดโยชิ ที่ยืดเยื้อและสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างยิ่งนั้น ไม่ได้มีกองทัพจากอิเอยาสุเลย ทำให้เขาแทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนั้น

เมื่อฮิเดโยชิถึงแก่อสัญกรรม ความตึงเครียดที่ว่าอิเอยาสุจะก่อกบฏก็เกิดขึ้น แต่เขาก็ยังคงรอคอยให้ผู้อาวุโสคนสำคัญในสภาไทโร อย่าง มาเอดะ โทชิอิเอะ เสียชีวิตไปก่อน เขาจึงเริ่มก่อการจนเกิดการสู้รบครั้งประวัติศาสตร์ที่ ทุ่งเซกิงะฮะระ กับทางกองทัพ อิชิดะ มิซึนะริ ผู้ภักดีต่อบุตรชายของฮิเดโยชิ ในปี 1600 โดยอิเอยาสุได้เกลี้ยกล่อมแม่ทัพฝ่ายอิชิดะทรยศมาอยู่ข้างเขาได้ ทำให้เขาสามารถเอาชนะในสมรภูมิครั้งนี้ได้ ทำให้เขาขึ้นครองอำนาจเหนือญี่ปุ่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ และได้รับการแต่งตั้งเป็น โชกุน จากองค์จักรพรรดิ ใน ค.ศ.1603

แม้ว่าเขาจะขึ้นครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จแล้วก็ตาม อิเอยาสุยังไม่ได้เข้ายึดปราสาทโอซาก้าซึ่งเป็นที่พำนักของ ฮิเดโยริ บุตรชายของฮิเดโยชิ ที่ว่ากันว่าเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด เขาเฝ้าอดทนรอจนกระทั่งปี 1615 เขาจึงยกทัพเข้าโจมตีปราสาทโอซาก้า จนฮิเดโยริต้องทำเซ็ปปุกุคว้านท้องสิ้นชีวิตไปพร้อมกับมารดาของเขา ทำให้อำนาจของตระกูลโตกุกาวะมั่นคง สามารถครองอำนาจสืบทอดตำแหน่งโชกุนไปได้จนถึง ค.ศ. 1868 เลยทีเดียว

หากเรานำชีวิตของอิเอยาสุมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุน อิเอยาสุ ก็เหมือนกับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ที่สามารถเฝ้ารอให้ราคาหุ้นที่ต้องการลงทุนร่วงลงมาจนได้ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เพียงพอ จึงจะลงทุน เขาไม่ชอบการเสี่ยงเข้าไปลงทุนในหุ้นหวือหวา แต่เขาเน้นการลงทุนที่เขาชนะแน่ๆมากกว่า เขาไม่มีความยึดติดกับหุ้นตัวไหน โดยจะลงทุนกับหุ้นที่ชนะแน่ๆ และพร้อมทิ้งไปหาตัวใหม่หากเห็นว่าไม่เป็นไปตามที่คิด การที่จะใช้กลยุทธ์นี้ได้ เขาต้องอดทน และต้องรักษาสุขภาพ เพราะกลยุทธ์เช่นนี้ต้องใช้เวลารอคอย หากอายุไม่ยืนยาวพอ ก็จะไม่เห็นผลชัดเจน กลยุทธ์นี้แม้ไม่หวือหวา แต่ได้ผลแน่นอนและยั่งยืน

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
30 พฤษภาคม 2559
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ ตำนานสามวีรบุรุษสร้างชาติญี่ปุ่น โดย วีระชัย โชคมุกดา และ Ninja Attack! โดย Hiroko Yoda & Matt Alt

 

กลยุทธ์ทำให้นกร้องเพลง ตอน 2 โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ

ตอนที่แล้ว ผมได้เล่าเรื่องของท่านโอดะ โนบุนะกะ ไปแล้ว มาถึงตอนที่ 2 ก็เป็นเรื่องของท่านโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้เฉลียวฉลาดและชำนาญงานการเมืองการปกครองมากที่สุด ผู้ที่บอกว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะสอนให้มันร้องเพลงให้ได้”

hideyoshi2

โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ เกิดเมื่อ 2 ก.พ. ค.ศ. 1536 อายุน้อยกว่าโนบุนะกะ 2 ปี ฮิเดโยชิเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน ไม่มีสายเลือดซามูไรหรือชนชั้นสูงอยู่เลย เมื่อโตขึ้น ได้ออกจากบ้านเพื่อไปเป็นทหาร เข้าร่วมกับกองทัพของโนบุนะกะในตำแหน่งพลทหารรับใช้ ผู้ดูแลรองเท้าให้โนบุนะกะ ต่อมา เขาได้แสดงความสามารถไต่เต้าตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ สามารถคิดกลยุทธ์เข้ายึดปราสาทกิฟุได้ จนได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพ เข้าร่วมทำศึกมากมายจนกลายเป็นขุนพลคนสำคัญของโนบุนะกะ

เมื่อโนบุนะกะเสียชีวิตจากการก่อกบฏของ อาเคชิ มิทสึฮิเดะ ทาง ฮิเดโยชิ จึงนำทัพเข้าปราบกบฏและเอาชนะพร้อมสังหารมิทสึฮิเดะได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ จากนั้น ฮิเดโยชิ ได้อ้างตนเป็นผู้คุ้มครองตระกูลโอดะ โดยเขาประกาศตั้ง โอดะ ฮิเดโนบุ บุตรชายวัยห้าขวบของโอบุนากะขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลโอดะคนใหม่ ทั้งๆที่ยังมีคนในตระกูลโอดะคนอื่นโตพอจะสืบตระกูลได้ ทำให้ขุนพลในตระกูลรู้ทันทีว่าฮิเดโยชิวางแผนจะขึ้นเป็นใหญ่ จึงเกิดการต่อสู้กัน ในที่สุด ฮิเดโยชิก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด และก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในภาคกลางของญี่ปุ่น แต่เขาไม่สามารถขึ้นเป็น โชกุน ได้เพราะชาติกำเนิดเป็นเพียงชาวนาเท่านั้น เป็นได้เพียงตำแหน่ง คัมปะกุ (Kampaku) หรือผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ เท่านั้น

ในเวลานั้น กล่าวได้ว่า ฮิเดโยชิ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ในด้านการปกครอง เขาได้ดำเนินการสำรวจที่ดินที่ใช้ในการเกษตรทั้งหมด ทำให้เกิดการปฏิรูปการใช้ที่ดินและพัฒนาผลผลิตการเกษตร, เขาเร่งยึดอาวุธจากชาวนาในชนบท เพื่อป้องกันการเกิดกบฏชาวนา โดยอ้างว่าต้องเอาไปหลอมเพื่อหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เรียกว่า การล่าดาบ (Sword Hunt), สนับสนุนให้ไดเมียวออกกฎหมายควบคุมสมาชิกของตนเองทำให้เกิดระบบสังคมชนชั้นที่ชัดเจน, ส่งเสริมการค้าเสรี สนับสนุนการต่อเรือ แต่งเรือสินค้าไปต่างประเทศ เปิดรับเรือสินค้าจากชาติอื่นๆ โดยมีเมืองนางาซากิ เป็นเมืองท่าติดต่อกับนานาชาติ ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรืองอย่างมาก

oda_nobunaga_toyotomi_hideyoshi_map_of_conquest
แผ่นดินญี่ปุ่นในยุคของ โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ
ในด้านการทหาร เขาได้บุกยึดเกาะชิโกกุ เกาะคิวชู จนสามารถรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นที่แตกแยกมาหลายร้อยปีให้กลับมารวมกันได้ จากนั้น เขาต้องการแผ่ขยายอำนาจไปไกลกว่านั้น จึงส่งกองทัพ 150,000 คนไปบุกเกาหลี ครั้งแรกในปี 1592 โดยขึ้นฝั่งที่เมืองปูซาน เข้ายึดเมืองฮันซอง (กรุงโซลในปัจจุบัน) โดยใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น จากนั้น บุกยึดเมืองเปียงยาง แต่ทางราชวงศ์หมิงของจีน ได้ส่งกองทัพเข้ามาช่วยเกาหลี ทำให้ต้องเจรจาสงบศึก ต่อมา ฮิเดโยชิได้ส่งกองทัพมาบุกเกาหลีอีกครั้งในปี 1597 แต่ครั้งนี้ จีนและเกาหลีได้เตรียมการไว้อย่างดี ทำให้การบุกครั้งไม่สำเร็จอีกครั้ง

ช่วงท้ายของชีวิตฮิเดโยชิ เขาทราบดีว่า ด้วยชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยทำให้เขาไม่ได้เป็นโชกุน เขาจึงวางแผนให้บุตรชายวัย 5 ขวบของเขาขึ้นสืบทอดอำนาจ ด้วยการแต่งตั้ง สภาไทโร ซึ่งประกอบด้วยผู้อาวุโส 5 คน คือ โตกุกาวะ อิเอยาสุ, มาเอดะ โทชิอิเอะ, อุกิตะ ฮิเดอิเอะ, อุเอสึงิ คาเงคัตสึ และ โมริ เทรุโมโตะ เพื่อช่วยบริหารบ้านเมืองและคานอำนาจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อ ฮิเดโยชิได้เสียชีวิตในปี 1598 ด้วยวัย 61 ปี สภาไทโรก็แตกเป็นสองฝ่าย ในที่สุด โตกุกาวะ อิเอยาสุ ก็รวบอำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่แทนทายาทของฮิเดโยชิ

โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นตัวอย่างของบุคคลผู้สามารถสร้างตนจนประสบความสำเร็จสูงสุดในแผ่นดิน แม้ว่าจะเกิดมาในตระกูลที่ยากจนและต่ำต้อย ในแง่กลยุทธ์ เขาไม่มีเงินทุนตั้งต้นใดๆเลย มีจุดตั้งต้นแย่กว่าโนบุนากะเสียอีก จำเป็นต้องเริ่มจากการเป็นลูกจ้างของคนอื่น แสดงความรู้ความสามารถจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำ อีกทั้งเมื่อขึ้นเป็นใหญ่ ยังสามารถบริหารประเทศจนมีเศรษฐกิจรุ่งเรือง แผ่ขยายอำนาจข้ามทะเลไปเกาะอื่นๆ กล่าวได้ว่าเขาประสบความสำเร็จจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มาจากตระกูลต่ำต้อย อีกทั้งทายาทยังมีอายุน้อยมาก จึงไม่สามารถสืบต่ออำนาจของเขาต่อไปได้

หากเรานำมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุน ฮิเดโยชิ เปรียบเสมือนนักลงทุนที่เริ่มจากเงินทุนเป็นศูนย์ แต่เขาไม่ได้ใช้กลยุทธ์กล้าได้กล้าเสียเท่ากับโนบุนากะ เขาค่อยๆสะสมทุนให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อโอกาสทำกำไรที่มีความเสี่ยงต่ำมาถึง (วันที่โนบุนากะเสียชีวิต) เขาก็ทุ่มทุนที่สะสมมาสุดตัวและพลิกชีวิตขึ้นมาทันที จากนั้น เขาใช้ความได้เปรียบที่ได้มา ขยายพอร์ตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในประเทศ จึงข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จสูงสุดตามที่หวัง แต่พอร์ตในประเทศของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรนัก ผมคิดว่า นักลงทุนรายย่อยที่มาจากครอบครัวธรรมดา ไม่มีเงินถุงเงินถัง สามารถเรียนรู้ประวัติของฮิเดโยชิแล้วนำมาใช้กับชีวิตของเรา เพื่อที่ว่าจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
11 กันยายน 2558
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ฉบับสร้างชาติ โดย วีระชัย โชคมุกดา

 

กลยุทธ์ทำให้นกร้องเพลง ของ 3 วีรบุรุษสร้างชาติญี่ปุ่น ตอน 1

คนญี่ปุ่นมีเรื่องเล่ากันว่า หากถามวีรบุรุษผู้รวมชาติญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 16 ทั้งสามท่านว่า มีนกเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ เราอยากให้นกร้องเพลงให้เราฟัง เราจะต้องทำอย่างไร

ท่านโอดะ โนบุนะกะ ตอบว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะฆ่ามันให้หมด”
ท่านโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ตอบว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะสอนให้มันร้องเพลงให้ได้”
ท่านโตกุกาวะ อิเอยาสุ ตอบว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะเฝ้ารอคอยให้มันร้องเพลง”

เรื่องเล่านี้สะท้อนกลยุทธ์ที่แตกต่างกันของทั้งสามท่านที่อยู่ร่วมสมัยกัน และได้สร้างวีรกรรมจนทำให้ญี่ปุ่นสามารถรวมชาติได้ โนบุนากะใช้ความเด็ดขาดปราบปรามเมืองต่างๆจนก้าวขึ้นเป็นใหญ่ ท่านฮิเดโยชิใช้ความสามารถในการวางแผนและปกครองขยายอำนาจไปทั่วญี่ปุ่น แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นท่านอิเอยาสุ ที่เฝ้ารอคอยให้ทั้งสองท่านแรกเสียชีวิตไป แล้วก้าวขึ้นเป็นใหญ่อย่างแท้จริง และตระกูลของท่านก็สืบทอดอำนาจในตำแหน่งโชกุนมาอีกกว่า 250 ปี เราลองมาฟังเรื่องราวของท่านแรกกันดีกว่า

Odanobunagaโอดะ โนบุนากะ เกิดเมื่อ 23 มิ.ย. ค.ศ. 1534 พ่อของเขาเป็นไดเมียว เจ้าแคว้นโอวาริ แคว้นเล็กๆในตอนกลางเกาะฮอนชู เขาเป็นคนมุทะลุ เอาแต่ใจตนเอง จนได้ฉายาว่า “ควายแห่งโอวาริ” เมื่อเขาอายุได้ 17 ปี พ่อของเขาได้เสียชีวิตลง ด้วยความเป็นลูกชายคนโต เขาจึงขึ้นเป็นหัวหน้าครอบครัวและไดเมียวแทนพ่อของเขา แต่ในงานศพของพ่อ เขากลับก่อเรื่องทะเลาะอาละวาดกลางงาน ทำให้อาจารย์ของเขาต้องทำเซ็ปปุกุ (ฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง) เพื่อชดใช้ความผิดที่สั่งสอนศิษย์ได้ไม่ดี ด้วยความที่เขาขึ้นเป็นไดเมียวตั้งแต่อายุยังน้อยและยังมีชื่อเสียงไม่ดี ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับในหมู่ญาติพี่น้องและบริวาร มีการวางแผนฆ่าเขาหลายครั้ง แต่โนบุนากะรู้ก่อนและจึงได้ชิงลอบสังหารฝ่ายตรงข้าม ผู้ที่ต่อต้านคนสำคัญคนหนึ่งคือ น้องชายของเขาเอง โอดะ โนบูยูกิ ได้ก่อกบฏขึ้น เขาเอาชนะน้องชายได้ แต่แม่ของเขาขอร้องให้ไว้ชีวิตน้อง เขาจึงปล่อยไป ต่อมา โนบูยูกิได้วางแผนกบฏอีกครั้ง คราวนี้โนบุนากะได้ปล่อยข่าวว่าล้มป่วย หลอกให้น้องชายเข้ามาเยี่ยมจึงถูกสังหาร หลังเหตุการณ์นี้ โนบุนากะได้ส่งทหารเข้าไปยึดอำนาจจากผู้คิดกบฏทั้งหมด เขาจึงสามารถรวมอำนาจในแคว้นได้อย่างมั่นคงเมื่อปี 1559

ต่อมา อิมางาวะ โตชิโมโตะ ไดเมียวแห่งแคว้นมิคาวา ผู้คิดการใหญ่นำทัพ 25,000 คนจะไปทำสงครามกับเกียวโต โดยผ่านมาทางแคว้นโอวาริ ของโนบุนากะ ซึ่งมีทหารเพียง 2,000 กว่าคนเท่านั้น แทนที่โนบุนากะจะอ่อนน้อมต่ออิมางาวะ และให้ยกทัพผ่านไปโดยดี โนบุนากะกลับนำทัพเพียง 2,000 กว่าคนเข้าต่อสู้ ด้วยความชำนาญในภูมิประเทศ และการส่งกองกำลังเฉพาะกิจเข้าจู่โจมอิมางาวะขณะเกิดพายุฝน จนสามารถตัดศีรษะอิมางาวะได้ ทัพของโอบุนากะจึงเอาชนะทัพจากแคว้นมิคาวาสำเร็จ ชัยชนะครั้งนี้สร้างชื่อเสียงให้กับโนบุนากะโด่งดังไปทั่วประเทศ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเขาและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น มีคนเข้ามาสวามิภักดิ์กับเขาจำนวนมาก ศัตรูก็เปลี่ยนมาเป็นมิตร แม้กระทั่ง โตกุกาวะ อิเอยาสุ ก็เข้ามาอยู่ฝ่ายเขาด้วย

โนบุนากะ ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาได้ปรับปรุงกองทัพของเขาใหม่ ด้วยเหตุว่าแคว้นของเขาเป็นแคว้นเล็ก มีซามูไรน้อย เขาจึงนำชาวนามาเป็นทหาร แต่ทหารชาวนามีฝีมือรบด้อยกว่าชนชั้นซามูไรมาก เขาจึงพัฒนาหอกขึ้นมาเป็นอาวุธประจำตัวของทหาร แทนที่ดาบซามูไร เพราะว่าในสนามรบ หอกมีประสิทธิภาพในการรบเหนือกว่าดาบ หลายครั้งสามารถเอาชนะนับรบซามูไรที่ชำนาญดาบได้ นอกจากนั้น เขายังเอา ปืนคาบศิลา มาใช้ในกองทัพ โดยไม่สนการถูกปรามาสว่าเอาอาวุธของคนขี้ขลาดมาใช้ ทั้งหมดนี้ทำให้กองทัพของโนบุนากะกลายเป็นกองทัพที่เข้มแข็งเป็นที่เลื่องลือ

ระหว่างนั้น โนบุนากะขยายอำนาจด้วยการเสนอลูกสาวหรือน้องสาวให้ไปแต่งงานกับเจ้าแคว้นรอบข้าง ใครไม่ยอมรับข้อเสนอ เขาก็จะยกทัพไปโจมตี ชื่อเสียงของโนบุนากะโด่งดังไปถึงองค์จักรพรรดิที่เกียวโต จักรพรรดิจึงส่งพระราชสาส์นขอความช่วยเหลือต่อโนบุนากะ ให้ช่วยกอบกู้อำนาจจากโชกุนคืนมายังพระองค์ ขณะเดียวกันโชกุนก็ส่งหนังสือมาขอความช่วยเหลือจากเขาเช่นกัน เขาจึงมองว่า ตัวเขาเองได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้ปกป้องประเทศญี่ปุ่น เขาจึงจัดทำตรายางประจำตัวของเขาขึ้นมา มีข้อความว่า “ปกครองจักรวรรดิด้วยพละกำลัง” จากนั้น โนบุนากะ ได้ยกทัพมายังเมืองหลวงเกียวโต แต่งตั้งโชกุนหุ่นเชิดของเขาขึ้นมา พร้อมปราบปรามเมืองที่แข็งข้อ ด้วยความดีความชอบนี้ จักรพรรดิได้แต่งตั้งเขาเป็น ไนไดจิน หรือ อัครมหาเสนาบดี เขาจึงก้าวเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงในญี่ปุ่น

Azuchimomoyama-japan
อาณาเขตภายใต้การปกครองของโอดะ โนบุนากะ เมื่อถึงแก่กรรม ค.ศ. 1582

อย่างไรก็ตาม ผู้ต่อต้านเขายังคงมีอยู่จำนวนมาก หนึ่งในศัตรูสำคัญของโนบุนากะก็คือ พระนักรบในศาสนาพุทธ ที่มีอิทธิพลสูงมากในญี่ปุ่น ส่วนโนบุนากะเองนั้น ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ จึงได้เข้าปราบปรามพระนักรบเหล่านั้นด้วยความโหดเหี้ยม การกวาดล้างครั้งใหญ่คือ การที่เขานำทหาร 30,000 คนเข้าล้อมภูเขาฮิเออัน เขาศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธญี่ปุ่น แล้วเผาวัด ฆ่าทุกคนที่ถูกพบเห็น ไม่ว่าจะเป็น พระ สตรี และเด็ก และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เขาสร้างกำแพงล้อมชาวพุทธที่ตั้งมั่นอยู่ทางตะวันออกของเกาะฮอนชู แล้วจุดไฟเผาฆ่า 20,000 ชีวิตในนั้น

ในปี 1582 โนบุนากะได้นำทัพไปทำสงครามที่คิวชู ระหว่างทาง อาเคชิ มิตสึฮิเดะ ลูกน้องของเขา ได้วางแผนนำกองกำลังย้อนกลับมาล้อมโนบุนากะซึ่งขณะนั้นมีทหารคุ้มกันไม่มาก ไม่สามารถต้านทานได้ โนบุนากะตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง หรือเซ็ปปุกุ ปิดชีวิตนักรบผู้ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีแห่งซามูไร อย่างไรก็ตาม ผู้สืบทอดอำนาจของเขากลับไม่ใช่ลูกชายของเขา แต่กลายเป็น โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ขุนพลคนสนิทของเขาแทน

หากให้สรุปบทเรียนจากเรื่องราวของโนบุนากะในด้านกลยุทธ์ จะได้ข้อคิดว่า โนบุนากะเติบโตจากตระกูลที่มีอำนาจไม่มากนัก เขาจึงต้องใช้กลยุทธ์บุกตะลุยไปข้างหน้า ไม่เว้นทางถอย เพราะไม่มีทรัพยากรเหลือพอให้ถอย เขาไม่สนใจแบบแผนดั้งเดิม เพราะนั่นจะทำให้เขาสู้กับผู้มีอำนาจในขณะนั้นไม่ได้ เขาต้องคิดหาแนวทางใหม่ๆเพื่อให้เขาได้เปรียบคนอื่น เช่น นำชาวนามาเป็นทหาร ใช้หอกยาวแทนดาบ นำปืนมาใช้การต่อสู้ เป็นต้น กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของเขาเป็นหลัก แต่เขาไม่สามารถสร้างทายาทขึ้นมาสืบต่อได้ทันและเพียงพอ ทำให้เมื่อเขาพลาดท่าเสียที ตระกูลของเขาก็เสื่อมอำนาจลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเรานำมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุน โนบุนากะก็เหมือนกับนักลงทุนที่ไม่ได้มีเงินทุนตั้งต้นมากมายนัก เขาต้องใช้กลยุทธ์ทุ่มหมดหน้าตัก ถ้ามีโอกาสก็ใช้มาร์จิ้นเต็มที่ เมื่อเขาชนะ ผลตอบแทนจึงมากมายทวีคูณ เขาไม่เลือกเล่นหุ้นแบบมาตรฐาน แต่หาแนวทางใหม่ๆเพื่อเทรดสร้างผลตอบแทนให้เร็วและสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธ์ทุ่มสุดตัวเช่นนี้ เมื่อเขาพลาด สิ่งที่เขาสร้างมาก็ต้องสูญไปเกือบทั้งหมดเช่นกัน

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
8 กันยายน 2558
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดย วีระชัย โชคมุกดา