ในที่สุด บริษัทต่างชาติก็คว้าสิทธิถ่ายทอดพรีเมียร์ลีกอังกฤษในไทยไป

เมื่อวานนี้ มีข่าวออกมาว่า ผลการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษในประเทศไทย สำหรับฤดูกาล 2016-2019 ได้ข้อสรุปแล้ว นั่นคือ บริษัท beIN SPORTS จากสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชนะการประมูล ได้สิทธิไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยตัวเลขราว 190 ล้านปอนด์ ซึ่งน้อยกว่าราคาประมูลครั้งที่แล้วที่ CTH ชนะไป (204.8 ล้านปอนด์) ส่วนผู้เข้าร่วมประมูลอีก 3 รายก็ต้องผิดหวังไป ได้แก่ แชมป์เก่า CTH, TrueVisions และ Fox Sports
ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อ 10 ส.ค. 58 (http://goo.gl/j9utks ) ว่า กลยุทธ์ที่ผู้เข้าประมูลจากไทยคิดว่าจะฮั้วกันเพื่อให้ได้ราคาประมูลต่ำสุดนั้น คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก “..โลกเศรษฐกิจเสรี กลยุทธ์เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลแน่นอนเสมอไป เพราะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสำหรับประเทศไทยไม่ได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจากเมืองไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถึงเราจะฮั้วกันได้ ยังมีบริษัทต่างชาติที่เตรียมเข้าประมูลเหมือนกัน ซึ่งหากเขาได้ไป ก็จะเอากลับมาขายให้ผู้ประกอบการในไทยอีกทีในราคาที่สูงขึ้น..”

สุดท้ายก็เป็นไปตามคาดก็คือ ราคาไม่ได้ถูกลงซักเท่าไรเลย แม้ว่า CTH เข้าประมูลด้วยหวังว่าจะใช้เงินน้อยกว่าครั้งก่อน เพราะตัวเลขครั้งที่แล้วที่ราวๆ 200 ล้านปอนด์นั้น ขาดทุน ส่วน TrueVisions ก็เคยประมูลได้สำหรับฤดูกาล 2010-13 ที่ราคา 38 ล้านปอนด์ ก็ไม่อยากจ่ายแพงขนาด 200 ล้านปอนด์เช่นกัน แต่ปรากฏว่า ยังมีคู่แข่งจากต่างชาติอีก 2 เจ้า คือ Fox Sports และ beIN Sports มาแข่งด้วย ในที่สุด beIN ก็ชนะไปด้วยราคาราว 190 ล้านปอนด์ ต่ำกว่าครั้งที่แล้วเพียง 6-7% เท่านั้น แต่ถ้าคิดแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ราคาแพงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ต่อจากนี้ beIN ก็คงนำลิขสิทธิ์นี้มาขายต่อให้กับผู้ประกอบการในไทย ตามข่าวน่าจะชัดเจนแล้วว่า จะนำไปออกทาง TrueVisions เพราะตอนนี้ beIN ก็มีช่องรายการบนทรูวิชั่นส์อยู่แล้ว 1 ช่อง แต่ก็เชื่อว่า beIN น่าจะขายบางแมตช์ให้กับทีวีช่องอื่นๆที่ต่างก็สนใจจะถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษอยู่แล้ว ส่วน CTH คงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหนื่อยมากที่จะดึงฐานลูกค้าเก่าให้ยังคงเป็นสมาชิก CTH ต่อไป

สรุปก็คือ เจ้าของ Content อย่าง EPL ก็ยังคงเก่งเช่นเคย โดยสามารถวางกลยุทธ์จัดสภาพบรรยากาศและเงื่อนไขการแข่งประมูลจนได้ราคาใกล้เคียงกับของเดิมได้ แม้ว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไทยจะดูไม่ค่อยดีก็ตาม

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
5 พฤศจิกายน 2558
*********************************************************

เครดิตข่าวจาก หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับ 5 พ.ย. 2558

ทีมฟุตบอลพรีเมียร์อังกฤษ ทำเงินเป็นอันดับ 1 ของลีกในยุโรป

เป็นที่รู้กันดีว่า ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่แฟนบอลชาวไทย แต่หากเรามาดูผลประกอบการของสโมสรเหล่านี้ พวกเขายังเป็นลีกอันดับหนึ่งหรือไม่

Screen Shot 2015-08-19 at 12.27.50 AM

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Deloitte ได้ออกรายงาน Annual Review of Football Finance สำหรับข้อมูลงบการเงิน ฤดูกาล 2013/14 โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ขอเริ่มจาก รายได้รวมของทีมฟุตบอลของแต่ละลีกในยุโรป ปรากฏว่า ทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษทำเงินเป็นอันดับ 1 ในยุโรป เป็นจำนวน 3,898 ล้านยูโร มีอัตราเติบโตสูงถึง 32% โดยมีลีกบุนเดสลีกาของเยอรมันทำเงินมาเป็นอันดับ 2 ที่ 2,275 ล้านยูโร (เติบโต 13%), อันดับ 3 จึงเป็นลาลีกาของสเปน ทำเงินได้ 1,933 ล้านยูโร (เติบโตเพียง 3%)

สาเหตุที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ มีอัตราการเติบโตสูงถึง 32% นั้น มาจาก ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลที่สูงถึง 1,760 ล้านยูโร (คิดเป็น 54% ของรายได้ทั้งหมด) ซึ่งเป็นปีแรกของแพกเกจลิขสิทธิ์ปัจจุบัน ที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้วว่าราคาสูงมากๆ เช่นเดียวกับ บุนเดสลีกาที่ได้เงินจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจากแพคเกจปัจจุบันเป็นปีแรกเช่นกัน ดังนั้น จะเห็นว่า ธุรกิจฟุตบอลนั้น รายได้ที่สำคัญที่สุดคือ ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าจะกำไรหรือไม่ เชื่อมั้ยว่า ปัจจุบัน รายได้จากการขายตั๋วชมฟุตบอลของทีมพรีเมียร์ลีกมีสัดส่วนเพียง 19% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้นเอง

สำหรับสาเหตุที่ลาลีกาสเปนทำเงินได้อันดับสามนั้น สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการกระจุกตัวของรายได้อยู่เพียงไม่กี่ทีม ในฤดูกาล 2013/14 มีทีมที่มีรายได้สูงขึ้นเพียงสองทีมจากมาดริดเท่านั้น ส่วนอีก 18 ทีม รายได้กลับลดลง อย่างไรก็ตาม ทางการสเปนได้สนับสนุนธุรกิจฟุตบอลด้วยการออกกฎหมายว่า ตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 เป็นต้นไป ลิขสิทธิ์ฟุตบอลสเปนในประเทศจะต้องขายรวมกันทั้งลีก ด้วยหวังว่าจะทำให้รายได้ลิขสิทธิ์รวมจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านยูโร ที่ผ่านมา ลิขสิทธิ์บอลสเปนค่อนข้างวุ่นวาย เพราะมีการขายลิขสิทธิ์แยกกัน อย่างทีมบาร์เซโลนาขายลิขสิทธิ์แยกจากทีมอื่น เชื่อกันว่า หลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ลาลีกาจะสามารถแซงบุนเดสลีกาไปเป็นลีกทำเงินอันดับสองของยุโรปได้

ในแง่การทำกำไรของทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษในฤดูกาล 2013/14 นั้น ภาพรวมของลีกดูดีทีเดียว เพราะมีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ขาดทุนจากการดำเนินงาน แต่เมื่อเรามาเจาะรายละเอียด พบว่า ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงถึง 117 ล้านปอนด์ ขณะที่ทั้งพรีเมียร์ลีกรวมกัน สร้างกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 614 ล้านปอนด์ หมายความว่า แมนยูทีมเดียวทำกำไรเท่ากับ 19% ของทั้งลีกรวมกัน นั่นทำให้แมนยูมีฐานะการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาก จนยากที่ทีมอื่นจะสู้ได้

โดยสรุปแล้ว กลยุทธ์การทำกำไรของทีมฟุตบอลยุโรปในปัจจุบัน มาจากการสร้างความนิยมของลีกให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ไปทั่วโลกนั่นเอง

*************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
19 สิงหาคม 2558
*************************************************

การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ​รอบนี้จะเป็นอย่างไร?

และแล้วก็ใกล้ถึงเทศกาลประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษกันอีกครั้ง ซึ่งจัดทุกๆ 3 ปี เมื่อสามปีก่อน CTH ได้สร้างประวัติศาสตร์ประมูลลิขสิทธิ์สำหรับปี 2013-2016 มาด้วยราคาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ในราคา 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 10,000 ล้านบาท (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 31.25 บาทต่อดอลลาร์) โดยตั้งเป้าฐานคนดูสูงถึง 3 ล้านราย อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจุบัน CTH มีฐานสมาชิก 1.3 ล้านรายเท่านั้น จึงทำให้ยังอยู่ในภาวะขาดทุนแม้ว่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจะเหลือปีสุดท้ายแล้วเท่านั้น คงเป็นเรื่องยากที่ CTH จะสร้างรายได้เพียงพอต่อต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่ประมูลมาได้

ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris--5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html
ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris–5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html

ข้อมูลจากเว็บไซต์เดลี่เมล์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการเติบโตของราคาลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในการประมูลล่าสุดเมื่อปี 2012 นั้น เติบโตสูงมากในแทบทุกภูมิภาค  ที่เติบโตสูงที่สุดคือประเทศเมียนมาร์ เพื่อนบ้านของเรา ราคาเพิ่มขึ้นถึง 12,400% นั่นคงเป็นเพราะว่าเมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศในปี 2010 พอมาประมูลในปี 2012 ตัวเลขจึงเพิ่มขึ้นมโหฬาร, ที่เพิ่มสูงรองลงมาคือประเทศไทย เมื่อ CTH เพิ่งเข้ามาในตลาดเคเบิลทีวี พร้อมทุนหนา และต้องการจะแย่งตลาดจาก True Visions ให้ได้ จึงทุ่มไม่อั้นจนได้ลิขสิทธิ์ไป

การประมูลครั้งก่อนนั้น มองกันว่า เป็นการประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จึงทำให้ราคาประมูลสูงลิ่วขึ้นไปอย่างไม่น่าเชื่อ ณ ขณะนั้น CTH ต้องการลิขสิทธิ์นี้เพื่อเป็นตั๋วเบิกทางเข้าสู่ตลาดเคเบิลทีวีและเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศในทันที ส่วน True Visions ต้องการลิขสิทธิ์นี้อย่างมากเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ เชื่อกันว่าที่คนยอมจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนหลักพันกับ True Visions นั้นก็เพราะต้องการดูบอลพรีเมียร์อังกฤษนั่นเอง แต่เมื่อราคาประมูลสูงไปถึง 5 เท่าของราคาเก่า ทรูวิชั่นส์ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมและมีข้อมูลในมือว่า ณ ราคาเท่าไร จึงจะทำกำไรจากลิขสิทธิ์นี้ได้ ก็รู้แล้วว่า ด้วยราคานั้น หากประมูลได้ไป มีแต่เจ็บตัวอย่างเดียว จึงยอมถอย ส่วน CTH มีทุนหนาและต้องการได้ลิขสิทธิ์โดยแทบไม่สนว่าจะต้องจ่ายที่ราคาเท่าไร จึงชนะการประมูลไป

วันเวลาผ่านไป ทรูวิชั่นส์นำเงินที่เคยเตรียมไว้จ่ายลิขสิทธิ์บอลพรีเมียร์อังกฤษ เอาไปซื้อคอนเทนต์อื่นๆ ที่สำคัญคือ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลไทยพรีเมียร์ลีก ซึ่งบูมขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เชื่อกันว่าคนไทยนิยมดูมากกว่าบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษแล้ว แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่ถึงหนึ่งในห้าของบอลอังกฤษ ส่วน CTH ต้องเผชิญวิบากกรรมจากต้นทุนลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่ว บวกกับมีการเปลี่ยนแปลงสูงมากในวงการทีวีไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีช่องทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง ทำให้โอกาสเติบโตของเคเบิลทีวีไม่ดีนัก จน CTH ต้องยอมขายลิขสิทธิ์บางแมตช์ให้ทางฟรีทีวีไปฉายเพื่อลดต้นทุนของตนเอง

สำหรับการประมูลในปีนี้ เริ่มมีข่าวว่า มีผู้สนใจจะประมูลลิขสิทธิ์อยู่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น CTH เจ้าของลิขสิทธิ์คนปัจจุบัน, True Visions เจ้าของลิขสิทธิ์รายเดิม, หรือช่องทีวีดิจิตอลต่างๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ก็คือ กลยุทธ์การเข้าประมูล  ทุกเจ้าเริ่มให้ข่าวในทำนองว่า กำลังพิจารณาว่าจะจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจเข้าประมูลด้วยหรือไม่ รวมถึงมีข่าวจาก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.)  ว่าจะจับมือสถานีโทรทัศน์ในไทยทั้งหมด เพื่อเข้าประมูลลิขสิทธิ์ สาเหตุที่มีการพิจารณากลยุทธ์การเข้าประมูลด้วยการจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ ก็มาจากประสบการณ์ครั้งก่อนของ CTH นั่นเอง โดยหวังว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะราคาของลิขสิทธิ์สูงจนยากที่จะทำกำไรได้ง่ายๆ นอกจากนี้ คาดว่าการลดจำนวนผู้เข้าแข่งขันประมูลลง และทำให้การประมูลครั้งนี้ไม่ใช่การประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จะทำให้ราคาประมูลลดลงได้ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าอยากให้ราคาประมูลต่ำที่สุด ผู้เข้าประมูลของไทยจะต้องจับมือกันฮั้วไปประมูล ไม่มีการแข่งขัน จะได้ไม่มีการไล่ราคาให้สูงขึ้นไป และอาจทำให้ราคาลดลงด้วยก็ได้

แต่ในโลกเศรษฐกิจเสรี กลยุทธ์เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลแน่นอนเสมอไป เพราะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสำหรับประเทศไทยไม่ได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจากเมืองไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถึงเราจะฮั้วกันได้ (ซึ่งไม่ง่ายนัก เพราะมีผู้อยากได้ลิขสิทธิ์หลายรายจากทีวีที่เพิ่มขึ้นมาก) ยังมีบริษัทต่างชาติที่เตรียมเข้าประมูลเหมือนกัน ซึ่งหากเขาได้ไป ก็จะเอากลับมาขายให้ผู้ประกอบการในไทยอีกทีในราคาที่สูงขึ้น นี่ยังไม่นับเทคนิคจัดการประมูลของทางอังกฤษ ที่สร้างขั้นตอนการประมูลที่สร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยาทำให้ราคาสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์การประมูลคราวนี้จะเป็นอย่างไรอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะทราบผลแล้ว ต้องติดตามกันต่อไป

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
10 สิงหาคม 2558
*********************************************************