การเงิน vs บัญชี: ความเหมือนที่แตกต่าง ถ้าไม่เข้าใจ ธุรกิจก็ไปไม่ได้ไกล

หากพูดถึงแผนกในบริษัทที่ถือว่าเป็นผู้คุมกระแสเลือดขององค์กร ย่อมมองข้ามแผนกบัญชี และการเงิน เพราะทั้งสองแผนก ซึ่งมักอยู่ภายใต้ฝ่ายเดียวกัน ต่างเป็นสององค์ประกอบหลักที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่ละด้านมีหน้าที่และความสำคัญที่ชัดเจนในการช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทางการเงินและการเติบโตของธุรกิจ แต่ยังมีเจ้าของธุรกิจ SME จำนวนมากแยกไม่ออกว่า สองหน่วยงานนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร แต่มักมองว่า คือฝ่ายบัญชีเหมือนๆกัน ซึ่งหากธุรกิจยังมีขนาดเล็ก ย่อมไม่เห็นความแตกต่างเท่าไรนัก แต่หากธุรกิจจะเติบโตขึ้น เจ้าของธุรกิจหรือ CEO จำเป็นต้องทราบความแตกต่างเพื่อจะได้วิธีการขับเคลื่อนองค์กรทั้งสองมุมมอง

ถ้าจะให้อธิบายความแตกต่างอย่างสั้น ๆ ของ การเงิน (Finance) กับ บัญชี (Accounting) ก็พอจะสรุปได้ว่า การเงินเน้นการจัดการเงินสดและทรัพยากรทางการเงิน เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับธุรกิจ ในขณะที่บัญชีเน้นความถูกต้องและความเป็นมาตรฐานในตัวเลขทางบัญชีที่บันทึกและรายงาน 

การเงิน: การจัดการเงินสดเป็นหัวใจสำคัญ

การเงินภายในองค์กรเน้นย้ำถึงการจัดการเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความสามารถในการดำเนินการและการลงทุนของธุรกิจ การตัดสินใจทางการเงินที่แม่นยำช่วยในการวางแผนการลงทุน, การจัดการความเสี่ยง, และการวางแผนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน การมีเงินสดที่เพียงพอช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อโอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที หากเราเปรียบธุรกิจเหมือนเครื่องบิน เงินสดก็คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นกำเนิดพลังงานขับเคลื่อน หากเครื่องบินบินเร็ว บินสูง แต่น้ำมันหมด เครื่องบินก็ย่อมตกลงสู่พื้น

บัญชี: ความถูกต้องของตัวเลขทางบัญชีเป็นหลัก

ในด้านของบัญชี ความถูกต้องและความเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็น หน้าที่หลักของบัญชีคือการบันทึกทุกการเคลื่อนไหวทางการเงินขององค์กรอย่างแม่นยำ ซึ่งรวมถึงรายได้, ค่าใช้จ่าย, สินทรัพย์, และหนี้สิน ตัวเลขที่ถูกต้องช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถประเมินสถานะทางการเงินขององค์กรได้อย่างเที่ยงตรง นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางแผนทางการเงินและการตัดสินใจทางธุรกิจด้วย

โดยสรุปแล้ว การเงินและบัญชีเป็นส่วนเสริมที่สำคัญต่อกัน การเงินใช้ข้อมูลทางบัญชีเป็นพื้นฐานในการวางแผนและการตัดสินใจทางการเงิน เพื่อนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ ในขณะเดียวกัน บัญชีก็ให้ความสำคัญกับการบันทึกข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียดและแม่นยำ เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจทางการเงินและการวางแผนเป็นไปอย่างมีข้อมูลเชื่อถือได้ เมื่อทั้งสองด้านทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินและการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

**********************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
14 กุมภาพันธ์ 2024
**********************************

สิทธิยกเว้นการตรวจสอบภาษีและลดภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับ SME: มาตรการ 100 ปีมี 1 ครั้ง

 

กรมสรรพากรได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือ SME โดยให้สิทธิยกเว้นการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง รวมถึงการยกเว้น/ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ SME ที่ต้องการได้สิทธินี้จะต้องมาจดแจ้งต่อกรมสรรพากรผ่านเว็บไซต์ http://www.rd.go.th ระหว่าง 15 ม.ค. ถึง 15 มี.ค. 2559

SMETax2016

บางคนเรียกมาตรการนี้ว่า การนิรโทษกรรมทางภาษี แต่จริงๆแล้ว เรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะคำว่านิรโทษกรรมทางภาษีสำหรับกรมสรรพากร แปลว่า ผู้เสียภาษีต้องมีความผิด พร้อมที่จะจ่ายเงินค่าภาษีตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่กรมสรรพากรยกเว้นโทษ ส่วนกรณีนี้ กรมฯอยากให้เรียกว่า มาตรการก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ซึ่งแปลว่า SME ที่มาจดแจ้งกับกรมฯ จะต้องรับปากว่า ต่อไปจะทำบัญชีเล่มเดียว แล้วสรรพากรจะไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง นั่นเอง

จุดเด่นของมาตรการนี้สำหรับ SME ที่เข้าเกณฑ์ ก็คือ กำจัดความเสี่ยงของการถูกตรวจภาษีย้อนหลังไปเลย และยังได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรทั้งหมดที่มีในปี 2559 ส่วนกำไรในปี 2560 ได้รับยกเว้นภาษี 3 แสนแรกตามกฎเกณฑ์ปัจจุบันแล้ว กำไรส่วนที่เกินนั้นยังเสียภาษีเพียง 10%เท่านั้น

ดังนั้น ถ้าใครมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดกลางและขนาดย่อม สมควรที่จะรีบไปจดแจ้งต่อกรมสรรพากรเพื่อใช้สิทธินี้ ซึ่งมีโอกาสจนถึง 15 มี.ค.นี้เท่านั้น

ส่วนที่ผมบอกว่า เป็นมาตรการ 100 ปีมี 1 ครั้ง ก็เพราะกรมสรรพากรเพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง เพราะครบ 100 ปีได้ไม่กี่เดือน ก็ออกมาตรการนี้มาเลย
*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
1 มีนาคม 2559
*********************************************************
ภาพประกอบจาก กรมสรรพากร

เคล็ดลับ 3 ข้อจาก เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน

12002293_1005130326198402_3461221424096807321_nเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (13 ก.ย. 2558) ผมมีโอกาสได้สนทนากับ เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้ง Virgin Group ซึ่งได้แวะมาเมืองไทยเพื่อพบปะกับชาว Virgin Thailand โดยมีพี่ประเสริฐ แกะดำทำธุรกิจ และอีก 3-4 ท่านร่วมวงอยู่ด้วย ในช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกันสั้นๆ พี่ประเสริฐได้ถามเซอร์ริชาร์ดว่า คุณมีธุรกิจมากมาย แล้วบริหารเวลาได้อย่างไร? ท่านเซอร์ตอบได้ใจความว่า เขามีคนเก่งๆมาช่วยมากมาย และยังมีความหลงใหล (Passion) ในงานที่ทำด้วย ซึ่งจะทำให้คุณหาเวลาได้เอง ที่สำคัญต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง จะได้มีพลังทำงานเต็มที่ และก็ตบท้ายว่า พวกเราไปออกกำลังกายที่ Virgin Active หรือยัง?

ด้วยบทสนทนาสั้นๆนี้ ผมถือว่าได้รับเคล็ดวิชาจากสุดยอดผู้ประกอบการระดับโลกอย่าง Sir Richard Brandson มาด้วยกัน 3 ข้อ นั่นคือ

1) ต้องใช้พลังทวี (Leverage) แบบ Other People’s Time คือมีคนเก่งๆมาช่วยทำงานให้

2) ต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อจะได้ทำงานที่เราหลงใหล และ

3) ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ต้องพร้อมขายของเสมอ (ท่านเลยชวนพวกเราไปออกกำลังที่ Virgin Active ของท่านไง)

*********************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
15 กันยายน 2558
*********************************************