o4qq7u84oF4voe43wjf-o

เงินถุงแดง Emergency Fund ของสยาม

ในการวางแผนการเงิน (Financial Planning) นั้น มีหลักสำคัญเกี่ยวกับการบริหารสภาพคล่องของเราว่า จะต้องมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน (Emergency Fund) ไว้เท่ากับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือนของเรา เพื่อว่าหากเกิดเรื่องฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็น อุบัติเหตุ ล้มป่วยไม่สบาย ตกงาน หรือเหตุอื่นใดที่จำเป็นต้องใช้เงินทันที เราก็จะมีเงินใช้ โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินให้เป็นภาระซ้ำเติมการเงินของเราอีก หลายคนมักประมาทเงินก้อนนี้และมองว่า การเก็บเงินก้อนนี้ไว้เป็นการเสียโอกาสที่จะนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทนสูงๆกัน แต่เชื่อเถอะว่า เงิน Emergency Fund นี้สำคัญในยามฉุกเฉินจริงๆ โดยขอยกตัวอย่างการเงินระดับชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้ง วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ไทยถูกฝรั่งเศสเอาเรือปืนมาปิดอ่าวไทย

วิกฤติครั้งนั้นเริ่มต้นเมื่อ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 เรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ คือ เรือแองกองสตัง (Inconstant) และเรือโกเมต (Comete) ถูกส่งเข้ามาในสยาม อ้างว่าจะให้ความคุ้มครองชาวฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ เพราะขณะนั้นมีข้อพิพาทแถวชายแดนอินโดจีน แต่รัฐบาลสยามปฏิเสธเพราะมีเรือรบลาลูแตง (La Lutin) ของฝรั่งเศสจอดอยู่ในกรุงเทพฯอยู่แล้วหนึ่งลำ ตอนนั้น นายเดอเวล รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสรับปากทูตไทยที่ปารีสว่าจะระงับการเดินทางของเรือรบทั้งสองลำ แต่ผู้บัญชาการฝ่ายฝรั่งเศสที่สยามอ้างว่าไม่ได้รับการแจ้งจากรัฐบาลฝรั่งเศส จึงใช้เรือเมล์ ฌอง บับติสต์ เซย์ เป็นเรือนำร่อง นำเรือรบเข้ามา เมื่อผ่านถึงป้อมพระจุลฯ ฝ่ายไทยจึงยิงปืนเสือหมอบเตือนไป 2 นัด แต่ฝรั่งเศสไม่หยุด จึงเกิดการยิงปืนใหญ่ต่อสู้กัน เรือนำร่องฝรั่งเศสถูกยิงเกยตื้น แต่เรือรบฝรั่งเศสทั้ง  2 ลำ ผ่านป้อมพระจุลฯ ทะลุมาจอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศสที่ถนนเจริญกรุง บางรัก กรุงเทพ ได้ตอนหัวค่ำ (ซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถเคลื่อนที่มายิงปืนใหญ่ใส่พระบรมมหาราชวังที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ประทับอยู่ได้) ผลจากการต่อสู้วันนั้น ทหารฝรั่งเศสตาย 3 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ฝ่ายไทย ทหารตาย 8 นาย บาดเจ็บ 34 นาย

o4hd56hh6Y3oripQb8i-o

20 กรกฎาคม 2436 ฝรั่งเศสยื่นข้อเรียกร้องต่อไทย 6 ข้อ โดยมีใจความสำคัญคือ ให้ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (หมายถึงอาณาจักรล้านช้าง หรือลาวในปัจจุบัน) และเกาะแก่งบนแม่น้ำโขง เป็นของฝรั่งเศส และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ สยามต้องจ่ายเงินค่าปรับชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส 3 ล้านฟรังก์ หรือประมาณ 22,000 ชั่ง ทั้งหมดนี้สยามต้องตอบภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้น จะปิดอ่าวไทยและเมืองชายทะเลของสยาม ฝ่ายไทยรีบส่งโทรเลขให้ทูตไทยในปารีสเพื่อเจรจากับรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ขณะเดียวกันก็ขอคำปรึกษาจากอังกฤษในทำนองให้มาคานอำนาจกับฝรั่งเศส แต่อังกฤษกลับนิ่งเฉย ในที่สุด 22 กรกฎาคม 2436 รัฐบาลสยามจึงตอบกลับฝรั่งเศสโดยยอมเป็นส่วนใหญ่ แต่ขอเจรจาในรายละเอียด พร้อมยืนยันว่าจะจ่ายเงิน 3 ล้านฟรังก์โดยทันที แต่ฝรั่งเศสไม่พอใจที่ไทยต่อรอง จึงประกาศตัดสัมพันธ์ทางทูตกับสยาม และให้กองเรือรบฝรั่งเศสปิดอ่าวไทยทันที จนในที่สุด 29 กรกฎาคม 2436 สยามต้องยอมรับคำขาดของฝรั่งเศสและรีบจ่ายเงิน 3 ล้านฟรังก์ให้ฝรั่งเศสโดยเร็วที่สุด

ปัญหาใหญ่ขณะนั้นคือ ไทยจะหาเงิน 3 ล้านฟรังก์ที่ไหนมาจ่ายฝรั่งเศสโดยทันที ในตอนนั้น รัฐบาลไทยยังอยู่ระหว่างการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี เงินรายได้เข้าคลังยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก รัชกาลที่ 5 เคยเขียนเล่าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ความตอนหนึ่งว่า “…ในเวลาครึ่งปีต่อมา เงินภาษีอากรก็ลดเกือบหมดทุกอย่าง ลดลงไปเป็นลำดับ จนถึงปีมะแม ตรีศก (พ.ศ. 2414) เงินแผ่นดินที่เคยได้อยู่ปีละ 50,000-60,000 ชั่งนั้น เหลือจำนวนอยู่ 40,000 ชั่ง…” หากเราประมาณเอาว่า รายได้แผ่นดินสมัยนั้นอยู่ประมาณ 50,000 ชั่ง เงิน 3 ล้านฟรังก์ซึ่งเทียบเท่ากับ 22,000 ชั่งในตอนนั้น ก็เป็นสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของรายได้แผ่นดินต่อปีเลยทีเดียว หรือหากคิดตามสูตรวางแผนการเงิน เงินค่าปรับที่เราต้องจ่ายอยู่ก็ราวๆค่าใช้จ่ายของรัฐบาลสยามราวๆ 5-6 เดือน  (คิดว่ารัฐบาลขณะนั้นมีค่าใช้จ่ายเท่ากับรายได้พอดี) ซึ่งก็ตรงตามสูตรเลยทีเดียว โดยหากรัฐบาลไทยไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้และต้องเอาเงินรายได้แผ่นดินปีนั้นมาจ่ายก็แทบจะไม่เหลือเงินใช้จ่ายเลย นั่นย่อมทำให้ฝรั่งเศสและเหล่ามหาอำนาจตะวันตกที่จ้องจะยึดไทยอยู่ สามารถเอาเปรียบไทยได้อีกจนอาจต้องสูญเสียเอกราชไปก็ได้ ดูตัวอย่างได้จากเมื่อครั้งอังกฤษรุกรานพม่าเมื่อ พ.ศ. 2369 อังกฤษเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามจากพม่าสูงถึง 2 ล้านปอนด์ พม่าไม่มี Emergency Fund เก็บเอาไว้ ทำให้ราชวงศ์อลองพญาซวดเซจนในที่สุดก็ต้องสูญเสียเอกราชให้อังกฤษในที่สุด

โชคดีของสยามที่ยังมีเงินถุงแดง ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 3 เก็บสะสมไว้อยู่ เงินถุงแดงซึ่งเป็นเงินเก็บหอมรอมริบของรัชกาลที่ 3 ตั้งแต่เมื่อพระองค์ยังไม่ขึ้นครองราชย์ ทรงพระปรีชาในการค้าขายเรือสำเภาจนมีเงินกำไรสะสมจำนวนมาก ส่วนหนึ่งพระองค์ได้เก็บเอาไว้ในถุงแดง และเคยมีพระราชดำรัสว่า “เอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง” ในที่สุดเมื่อพระองค์จากไปเป็นเวลา 43 ปี เงินนี้ก็ได้นำมาใช้ไถ่บ้านไถ่เมืองจริงๆ เงินในถุงแดงนั้นเป็นเหรียญรูปนกอินทรีกางปีกของเม็กซิโก ซึ่งเป็นเงินที่ได้รับการยอมรับในการค้าขายระหว่างประเทศในยุคนั้น  ในวันที่ 22 สิงหาคม 2436 สยามได้จ่ายเงินเหรียญจากท้องพระคลังจำนวน 801,282 เหรียญ คิดเป็นเงินบาท 1,605,235 บาทกับอีก 8 อัฐ มีนำ้หนักรวมกันถึง 23 ตัน โดยนำไปให้ฝรั่งเศสที่เรือ ว่ากันว่า ตอนลำเลียงโดยล้อเลื่อนทางถนน ทำให้เกิดรอยล้อยุบเป็นร่องบนถนนเลยทีเดียว

กล่าวได้ว่า การที่ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกมาได้นั้น ส่วนสำคัญก็เพราะเงินถุงแดงที่รัชกาลที่ 3 ทรงมองการณ์ไกลเก็บสะสมไว้เป็น Emergency Fund ของสยาม นั่นเอง ดังนั้น เราควรนำเอาบทเรียนเรื่องนี้มาใช้กับชีวิตของเราด้วยการเตรียมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ตามสูตรการวางแผนการเงินนั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
5 กันยายน 2559
*******************************

 

มาลงทุนหุ้นในประเทศเจ้าเหรียญทองโอลิมปิคกันดีมั้ย?

ในตลาดหุ้นมักมีนักวิเคราะห์พยายามจับคู่เหตุการณ์ต่างๆที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันมาพยากรณ์ว่า ตลาดหุ้นจะไปในทางทิศทางไหน ล่าสุด เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา มีการแข่งขันโอลิมปิคฤดูร้อนที่บราซิล ที่เรียกว่า ริโอ 2016 (Rio 2016) ปรากฏว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กวาดเหรียญรางวัลสูงสุด เป็นเจ้าเหรียญทองโอลิมปิค โดยได้เหรียญทอง 46 เหรียญ ก็มีคนสนใจว่า จริงๆแล้วมีความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเหรียญทองโอลิมปิคกับผลตอบแทนตลาดหุ้นของประเทศนั้นหรือเปล่า? ซึ่งผลการวิเคราะห์ในอดีตพบว่า มันมีความสัมพันธ์กันจริงๆ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้ว ตลาดหุ้นของประเทศเจ้าเหรียญทองโอลิมปิคทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว จะมีผลตอบแทนดีกว่า ดัชนี MSCI World ที่เป็นดัชนีตลาดหุ้นของโลก ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนหลังโอลิมปิคสิ้นสุดลง ตัวอย่างเช่น โอลิมปิค ฤดูร้อน 1996 สหรัฐอเมริกาชนะเป็นเจ้าเหรียญทอง หนึ่งปีถัดมา (คือจาก 4 ส.ค. 1996 ถึง 4 ส.ค. 1997) ดัชนี MSCI World Index เพิ่มขึ้น 26% ขณะที่ ดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นตัวแทนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 43% เอาชนะตลาดหุ้นโลกไปได้ถึง 17%

 

Screen Shot 2016-09-01 at 5.56.18 PM

ในปี 2008 โอลิมปิคฤดูร้อน ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ และเอาชนะเป็นเจ้าเหรียญทองไปได้ ปีต่อมาหลังโอลิมปิค ดัชนี MSCI World Index ตกลง 19% ขณะที่ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิท (Shanghai Composite Index) ตัวแทนของตลาดหุ้นจีนกลับเพิ่มขึ้น 25% หมายความว่า เอาชนะตลาดหุ้นโลกไปได้ถึง 43%

จากตาราง ถ้าดูย้อนหลัง 20 ปี จากโอลิมปิค 10 ครั้ง ตลาดหุ้นของประเทศเจ้าเหรียญทองเอาชนะตลาดหุ้นโลกได้ 6 ครั้ง ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยอยู่ที่ 4%, ถ้าเราดูระยะเวลาหลังโอลิมปิคเพียง 3 เดือน จะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วเจ้าเหรียญทองจะเอาชนะตลาดหุ้นโลกได้ราว 6% และถ้าเราดูที่ 6 เดือน ตัวเลขก็จะเป็น 6% เช่นกัน

ถ้าเราดูให้ละเอียดแล้ว จะพบว่า ตัวเลขที่ต่างกันมาก มีน้ำหนักจากโอลิมปิค 2008 ที่จีนเป็นเจ้าเหรียญทอง อย่างไรก็ตาม ถ้าเราถอดโอลิมปิค 2008 ออกไป ตัวเลขตลาดหุ้นเจ้าเหรียญทองก็ยังดีกว่าตลาดโลกอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าเราดูที่ระยะเวลา 3 เดือนและ 6 เดือนหลังโอลิมปิค

ทำไมตลาดหุ้นประเทศเจ้าเหรียญทองถึงดีกว่าตลาดหุ้นโลกได้? เป็นไปได้ว่า การชนะเป็นเจ้าเหรียญทองน่าจะเป็นผลจากการที่ประเทศนั้นได้ลงทุนในกีฬามาก่อนหน้า ซึ่งประเทศที่จะมีเงินลงทุนในกีฬามักมาจากประเทศที่มีเศรษฐกิจกำลังเติบโต ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นหลังโอลิมปิคไม่กี่เดือนมีผลตอบแทนดีไปด้วย ดังนั้น ถ้าเราเชื่อทฤษฎีนี้ ก็คงต้องไปเลือกซื้อกองทุนที่อิงกับดัชนี S&P500 ของสหรัฐอเมริกา แต่บอกตามตรง ผมไม่รับประกันกำไรนะครับ

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
26 สิงหาคม 2559
*******************************

เครดิตข้อมูลจาก http://www.truewealthpublishing.asia

 

img_5451-1

วีรกรรมสะพานหลูติ้ง

ในช่วงแรกของการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งก็คือ การถอยทัพหนีการล้อมปราบจากรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็ค ที่เรียกกันว่า การเดินทางไกล (Long March) พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องเดินทางไกลถึง 25,000 ลี้ หรือ 12,500 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ปี ระหว่างตุลาคม 1934 ถึง ตุลาคม 1935 ครั้งนั้นกองทัพจีนแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งมีกำลังพลน้อยกว่ารัฐบาลก๊กมินตั๋งอย่างมาก จำเป็นต้องหนีจากฐานที่มั่นเดิม ผ่าน 11 มณฑล และพื้นที่ทุรกันดารมากมาย ว่ากันว่า ทหารจีนแดงตอนเริ่มต้นเดินทางไกลจำนวน 100,000 คนเมื่อจบภารกิจเดินทางไกลกลับเหลือเพียง 8,000 คนเท่านั้น  แต่ภายใต้ความสูญเสียมากมายขนาดนั้น เหมาเจ๋อตุงกลับประกาศชัยชนะโดยบอกว่า ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์โลก ที่มีการเดินทัพทางไกลขนาดนี้ ได้พิสูจน์ความเป็นวีรชนคนกล้าของกองทัพแดง พรรคก๊กมินตั๋งทุ่มทรัพยากรล้อมปราบกองทัพแดงมากมายขนาดนั้น แต่ยังไม่สามารถพิชิตกองทัพแดงได้ ที่สำคัญที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์ได้โฆษณาป่าวประกาศนโยบายปลดแอกมวลชนต่อประชาชน 200 ล้านคนใน 11 มณฑล ด้วยการเดินทางไปทั่วแผ่นดินจีน

มีวีรกรรมมากมายเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไกล แต่วีรกรรมที่ผมประทับใจที่สุด นั่นคือ วีรกรรมยึดสะพานหลู่ติ้ง เพื่อข้ามแม่น้ำต้าตู้เหอ ในเดือนพฤษภาคม 1935 ตอนนั้นกองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ได้ถอยทัพมาถึงแม่น้ำต้าตู้เหอ และต้องรีบข้ามแม่น้ำใหญ่สายนี้ไปให้ได้ มิฉะนั้น กองทัพก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คต้องทำลายกองทัพแดงอย่างสิ้นเชิง แม่น้ำสายนี้เป็นสายน้ำเชี่ยวกราก สองฟากฝั่งเป็นหน้าผา มีวังวนแก่งหินที่เป็นอันตรายเต็มไปหมด แต่ที่นั่นมีสะพานข้ามแม่น้ำแห่งเดียวคือ สะพานหลูติ้ง ยาวประมาณ 110 เมตร สร้างด้วยโซ่เหล็กขนาดใหญ่ 13 เส้น ปูไม้กระดานสำหรับเดิน สร้างขึ้นเมื่อปี 1701 แต่เมื่อกองทัพแดงไปถึง กองทัพที่อยู่ฝ่ายเจียงไคเช็คได้ถอดไม้กระดานปูพื้นเก็บไปเสียแล้ว เหลือเพียงโซ่เหล็กเท่านั้น

ภารกิจของกองทัพแดงตอนนั้นคือ ต้องข้ามสะพานหลูติ้ง และยึดฐานที่มั่นฝั่งตรงข้ามให้ได้ ก่อนที่กองทัพใหญ่ของเจียงไคเช็คจะมาถึง นี่คือภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะอีกฝั่งของโซ่เหล็ก กองทัพท้องถิ่นที่อยู่ฝ่ายเจียงไคเช็คได้วางกำลังพร้อมยิงใส่ทหารกองทัพแดงที่พยายามข้ามมา กองทัพแดงประกาศรับสมัครหน่วยกล้าตายจำนวน 22 คน รับภารกิจไต่โซ่เหล็กข้ามแม่น้ำ ฝ่าดงกระสุนไปยึดฐานที่มั่นอีกฝั่งแม่น้ำให้ได้ เพื่อให้ทหารอีกหนึ่งกองร้อยรีบเอาไม้กระดานปูสะพานข้ามไป นี่คือภารกิจที่มีโอกาสตายมากกว่ารอด มีแต่คนที่บ้าบิ่นเท่านั้นที่จะยอมรับภารกิจเช่นนี้

แต่สำหรับกองทัพแดงขณะนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องยากที่จะหาหน่วยกล้าตาย 22 คนเพื่อปฏิบัติภารกิจนั้น ทั้ง 22 คนถือปืนประจำตัว พกลูกระเบิดมือคนละ 12 ลูก สะพายดาบทหารม้า มุ่งหน้าไต่โซ่เหล็กไปข้างหน้า ท่ามกลางห่ากระสุนที่ยิงต่อสู้กัน หน่วยกล้าตาย 4 คนร่วงลงจากสะพานตกลงไปในแม่น้ำเชี่ยวกรากลอยลับหายไป ส่วนข้าศึกอีกฝั่งเริ่มจุดไฟเผาสะพานไม่ให้ข้ามมาได้ หน่วยกล้าตายที่เหลือฝ่าไฟเข้าไปจนยึดสะพานอีกฝั่งไว้ได้ ทำให้กองกำลังที่เหลือปูสะพานและยกทัพนับหมื่นข้ามสะพานมาได้

ชัยชนะเหนือสะพานหลูติ้งของกองทัพแดง ได้รับการโจษจันไปทั่วแผ่นดินจีน ภาพวาดหน่วยกล้าตายทั้ง 22 คนที่กำลังข้ามสะพานได้รับการเผยแพร่ไปทั่วประเทศ (ภาพวาดประกอบบทความนี้ ผมถ่ายรูปจากพิพิธภัณฑ์เชิดชูนายพล หยางเฉิงอู่ ผู้เป็นหัวหน้าปฏิบัติการข้ามสะพานหลูติ้ง ที่เมืองฉางทิง มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อเดือนมีนาคม 2016 นี้) การพิชิตภารกิจเสี่ยงตายเช่นนี้ทำให้ทหารกองทัพแดงแทบจะกลายเป็นกองทัพที่ทุกคนเชื่อกันว่า ไม่มีใครจะพิชิตเขาได้อีกแล้ว ขวัญกำลังใจของทหารพุ่งสูงถึงขีดสุด แม้ว่าอยู่ระหว่างถอยทัพหนีการล้อมปราบ แต่ขวัญกำลังใจทหารไม่ได้ลดน้อยถอยลง มีแต่เพิ่มพูนขึ้น เหมาเจ๋อตุงไม่พลาดที่จะโฆษณาป่าวประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้ ถือเป็นจุดพลิกผันของพรรคคอมมิวนิสต์ จากเดิมมีแต่ล่าถอยเสียเปรียบก๊กมินตั๋ง แต่คราวนี้ทุกคนในกองทัพเชื่อว่า พวกเขาไม่มีวันแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว มีแต่ดีขึ้นและขยายตัวขึ้น

เรื่องนี้คือตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์ที่ 36 นั่นคือ หนีคือสุดยอดกลยุทธ์ ที่สอนเราว่า การถอยหนีไม่ใช่ความพ่ายแพ้ ในการล่าถอยกลับเต็มไปด้วยพลังที่จะฟื้นตัวเอาชนะกลับมาได้ นั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
26 สิงหาคม 2559
*******************************

เศรษฐีเงินล้านเขาจัดสรรเงินกันอย่างไร

เป็นที่ทราบกันในหมู่นักวางแผนการเงิน นักลงทุน หรือผู้คนในแวดวงการเงิน ว่า การเอาเงินทั้งหมดที่มีอยู่ไปใส่ในที่ๆเดียวนั้นเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง ภาษิตนักการเงินเรียกว่า “อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ในตะกร้าใบเดียว” เพราะถ้าตะกร้าใบนั้นตกพื้น ไข่ทั้งหมดที่เรามีอยู่ก็จะแตกไปหมดด้วย ดังนั้น เงินลงทุนของเราจึงควรจัดสรรไปยังสินทรัพย์ต่างๆตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับแต่ละคน ว่าแต่ว่าสัดส่วนที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร เราลองมาดูตัวอย่างว่าคนรวยๆเขาจัดสรรเงินลงทุนกันอย่างไรดีกว่า

บริษัท CapGemini ได้จัดทำรายงาน World Wealth Report ว่าด้วย เศรษฐีเงินล้านทั่วโลก มากว่า 20 ปีแล้ว คำว่า เศรษฐีเงินล้าน นั้น ไม่ใช่ล้านบาท แต่หมายถึง ล้านดอลลาร์ โดย CapGemini เรียกคนกลุ่มนี้ตามภาษาทางการว่า กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสุทธิสูง (High Net Worth Individuals: HNWIs) ซึ่งหมายถึง ผู้ที่มีสินทรัพย์ลงทุนสุทธิตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขึ้นไป (โดยไม่รวมถึงสินทรัพย์ที่เป็นบ้านที่ใช้อยู่อาศัย ของสะสม และของที่ใช้บริโภคอุปโภค) ถ้าคิดเป็นไทยก็ต้องมีเงินลงทุนตั้งแต่ 35 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับรายงานปี 2016 นี้ ทาง CapGemini บอกว่า เป็นปีแรกที่เศรษฐีเงินล้านของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมีจำนวนและมูลค่าความมั่งคั่งแซงภูมิภาคอเมริกาเหนือไปแล้ว ซึ่งหลักๆก็เป็นเศรษฐีจากจีนและญี่ปุ่น

MillionairePort2016rev

ในรายงาน World Wealth Report 2016 บอกว่า เศรษฐีเงินล้านในโลกนี้ โดยเฉลี่ย จัดสรรเงินลงทุนไปอยู่ใน หุ้น 25%, เงินสดและเทียบเท่าเงินสด (พวกเงินฝากทั้งหลาย) 24%, ตราสารหนี้ 18%, อสังหาริมทรัพย์ (ไม่รวมบ้านหลังที่ใช้พักอาศัย) 18% และการลงทุนทางเลือก (พวก Hedge Fund, ตราสารอนุพันธ์, เงินตราต่างประเทศ, สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ) 16% จากข้อมูลดังกล่าว สรุปได้ว่า เศรษฐีเงินล้านในโลกนี้ ต่างเข้าใจและปฏิบัติตามกฎการกระจายความเสี่ยงด้วยการจัดสรรเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆได้ดีทีเดียว เขาไม่ได้เอาเงินลงทุนใส่ใน หุ้น ตราสารหนี้ ที่อยู่ในตลาดการเงิน เท่านั้น แต่เขาใส่ใน สินทรัพย์จับต้องได้ อย่าง อสังหาริมทรัพย์ ด้วย เพราะเคยมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว เวลาเกิดวิกฤติใหญ่ๆ หุ้นหรือตราสารหนี้ซึ่งเป็นการลงทุนในตลาดการเงิน หรือเรียกว่า เงินลงทุนกระดาษ paper investment ต่างก็ร่วงไปด้วยกัน อสังหาริมทรัพย์กลับเป็นสินทรัพย์ที่ไว้ใจได้มากกว่าด้วยซ้ำไป

ที่น่าสังเกตคือ เศรษฐีถือเงินสดในสัดส่วนค่อนข้างสูง ราวๆ 1 ใน 4 ของเงินลงทุนทั้งหมดเลยทีเดียว ทั้งๆที่เงินสดนั้นแทบไม่ได้ให้ผลตอบแทนเลย ในระยะยาว การถือเงินสดจะมีมูลค่าลดลงเพราะอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเสียอีก แต่ทำไมเศรษฐีในโลกนี้ถึงถือเงินสดราว 1 ใน 4 ล่ะ นั่นเป็นเพราะว่า แม้เงินสดหรือเงินฝากจะแทบไม่มีผลตอบแทน แต่วันใดก็ตาม ที่ตลาดเกิดข่าวร้าย ไม่ว่าจะเป็น หุ้นตกหนัก ราคาที่ดินร่วง นั่นย่อมเป็นโอกาสซื้อครั้งสำคัญที่จะสร้างผลตอบแทนมโหฬาร แต่โอกาสนั้นจะมีให้สำหรับผู้ที่มีเงินสดในมือเท่านั้น เศรษฐีผู้ฉลาดในเรื่องการหาเงิน จึงถือเงินสดไว้พอสมควร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสซื้อสินทรัพย์ลงทุนในช่วงลด แลก แจก แถม ซึ่งจะมาเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจนั่นเอง

ข้อคิดสำหรับคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐีเงินล้าน ก็คือ เราต้องมีการกระจายสินทรัพย์ลงทุน อย่าเชื่อมั่นตนเองจนเทเงินไปที่สินทรัพย์อันใดอันหนึ่งจนหมด หากเราคาดการณ์ถูก เราก็ได้กำไรเยอะก็จริง แต่หากคาดผิด เงินของเราอาจสูญไปเลยก็ได้ สำหรับการถือเงินสดนั้น คนที่ยังมีเงินลงทุนไม่มากนัก การถือเงินสดไว้ถึงหนึ่งในสี่ ก็อาจจะเป็นสัดส่วนสูงเกินไป เพราะทำให้เราเสียโอกาสสร้างผลตอบแทนขยายพอร์ตลงทุนของเรา ก็คงต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคน ซึ่งเราก็ต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องนี้จึงจะกำหนดได้เหมาะสม หรืออีกวิธีหนึ่งก็อาจไปปรึกษา นักวางแผนการเงิน ที่มีความรู้จริงๆ ซึ่งจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับคนแต่ละคนได้ดี

ปล. ท่านใดสนใจติดต่อนักวางแผนการเงินเก่งๆ สามารถส่งข้อความหลังไมค์มาสอบถามผมได้นะครับ

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
23 สิงหาคม 2559
*******************************

800px-The_Zig_zag_building

ตำนานบ้านดินอวี้ชางโหลว ลางดีหรือลางร้าย

เมื่อกว่า 700 ปีก่อน ในยุคราชวงศ์หยวน ที่มองโกลปกครองแผ่นดินจีนอยู่ ชาวจีนฮากกา 5 ตระกูล ที่อพยพหนีภัยสงครามจากตอนเหนือมายังมณฑลฝูเจี้ยนที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน ทั้งห้าตระกูลเลือกที่จะลงหลักปักฐานในบริเวณเทือกเขาตำบลหนานจิ้ง ซึ่งห่างจากชายฝั่งทะเล ทำให้ห่างจากภัยโจรสลัดอีกด้วย

Yuchanglou
อวี้ชางโหลว

ทั้งห้าตระกูลประกอบด้วย แซ่หลิว, หลัว, จาง, ถาง และ ฟ่าน ได้ลงขันรวมเงินว่าจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้าง บ้านดินถู่โหลว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนฮากกา (หรือจีนแคะ) กล่าวคือ เป็นอาคารขนาดใหญ่หลายชั้น มีหลายครอบครัวอาศัยอยู่รวมกัน แบ่งเป็นห้องๆ คล้ายคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน มีลักษณะค่อนข้างปิด ทำให้รักษาความปลอดภัยได้ง่าย สำหรับบ้านดินที่ทั้งห้าตระกูลร่วมมือกันสร้างนั้น เรียกกันว่า อวี้ชางโหลว ที่แปลว่า บ้านแห่งความมั่งคั่ง สูง 5 ชั้น แต่ละชั้นมี 54 ห้อง อาคารแบ่งเป็น 5 ส่วน มีบันไดแยกจากกัน เพื่อความเป็นส่วนตัวของแต่ละตระกูลทั้งห้าแม้อยู่ในอาคารเดียวกัน ครัวของแต่ละตระกูลอยู่ครึ่งหลังของอาคารซึ่งมีน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับใช้งาน อาคารเป็นรูปวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 54 เมตร ลานตรงกลางสร้างเป็นศาลบรรพบุรุษ การแบ่งอาคารเป็น 5 ส่วนก็เหมือนกับ 5 ธาตุของจีน นั่นคือ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน

ระหว่างก่อสร้าง ทั้งห้าตระกูลได้จัดเวรแบ่งหน้าที่ผลัดกันทำอาหารส่งน้ำให้กับช่างก่อสร้าง ค่ำคืนหนึ่งในช่วงพระอาทิตย์ตกค่อนข้างเร็ว ผู้ที่รับผิดชอบทำอาหารส่งให้ช่างก่อสร้าง เมื่อเสร็จหน้าที่แล้ว คิดว่าไม่มีอะไรอีกที่ต้องทำต่อ จึงดับตะเกียงเข้านอนแต่หัววัน ครอบครัวถัดไปที่รับผิดชอบส่งอาหารก็คิดว่า เวรถัดไปของตนเป็นรุ่งเช้าอีกวัน จึงเข้านอนไปด้วยโดยไม่ได้คุยกับครอบครัวก่อนหน้า วันนั้นช่างก่อสร้างทำงานจนดึก แต่กลับต้องอดอาหารเพราะเจ้าบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว ด้วยความหิว ก็เลยหงุดหงิด ไม่รู้ว่าเพราะความตั้งใจหรือจะแกล้งเจ้าของบ้าน ช่างก่อสร้างจึงก่อบ้านดินไม่สมดุล บางจุดเล็กไป บางจุดใหญ่ไป แต่พอวางคานเสร็จแล้ว ก็ยังคงดูไม่ออกว่าโครงสร้างไม่ได้สมดุล

ว่ากันว่า อวี้ชางโหลว แต่เดิมจะสร้าง 7 ชั้น แต่วันหนึ่งก่อนที่จะปูกระเบื้องหลังคาชั้น 7 มีคนจากภายนอกขึ้นไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยบนภูเขาด้านหลังอวี้ชางโหลว แต่ลมพัดเอากระดาษเงินกระดาษทองที่กำลังเผาปลิวมาที่ชั้น 7 ของบ้าน ทุกๆคนช่วยกันดับไฟได้ทัน แต่คิดว่า เป็นลางร้ายที่เกิดไฟไหม้ในอาคารใหม่ที่ยังไม่มีใครย้ายมาอยู่ ดังนั้นจึงรื้อชั้น 6 และชั้น 7 ออกไป แล้วก็ปูกระเบื้องหลังคาบนชั้น 5 แทน

800px-The_Zig_zag_building
เสาเอียง ใน อวี้ชางโหลว ที่อยู่มานานกว่า 700 ปี

ไม่นานนัก ทุกๆคนก็เริ่มสังเกตเห็นว่า เสาค้ำระเบียงชั้นสองและชั้นสูงกว่านั้นมันเอียง จนอาจจะพังลงได้ คนก็เริ่มกลัวกัน วันหนึ่ง เวลาย่ำค่ำ มีเสือเข้ามาในอาคาร คำรามเสียงดังก้อง เดินอยู่ที่ระเบียงชั้นล่าง และกระโดดขึ้นไปบนชั้นสอง เดินไปรอบๆระเบียง อย่างกับขุนนางระดับสูงเดินตรวจอาคาร จากนั้นก็กระโดดออกทางหน้าต่างด้านหลังขึ้นไปยังภูเขา นั่งลงมองมาทางบ้านอวี้ชางโหลว แล้วคำรามอย่างนุ่มนวล แต่ทุกคนในอาคารต่างได้ยินอย่างชัดเจน ก่อนจะวิ่งจากไป

คนตระกูลหลิวบอกว่า นี่คือ ลางดี เพราะเสือคำรามอย่างเป็นมงคล  เป็นการมาแสดงความยินดีที่อาคารสร้างเสร็จสมบูรณ์ ขณะที่อีกสี่ตระกูลบอกว่า เป็นลางร้าย เพราะมีเสือเข้ามาในบ้าน ถ้ามันเกิดขึ้นครั้งแรกได้ ก็ต้องเกิดครั้งต่อไปแน่นอน ทั้งสี่ตระกูลจึงตัดสินใจขายส่วนของตนเองให้กับตระกูลหลิว แล้วย้ายไปยังหมู่บ้านอื่น บางบ้านก็อพยพต่อมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากตระกูลหลิวครอบครองอาคารอวี้ชางโหลวทั้งหมดแล้ว พวกเขาเริ่มตรวจสอบสภาพอาคารอย่างละเอียด พบว่า ถึงแม้ว่าเสาจะเอียง แต่มันค้ำซึ่งกันและกัน โดยรวมแล้วยังแข็งแรง ไม่อันตราย พวกเขาจึงอาศัยในอาคารอวี้ชางโหลวต่อไปด้วยความสุข ตระกูลหลิวอาศัยอยู่ที่นี่มามากกว่า 700 ปี มีลูกหลานมากมาย มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น มีคนในตระกูลสอบเข้ารับราชการได้ตำแหน่งใหญ่โตทั้งระหว่างราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ในยุคสาธารณรัฐก็มีคนเป็นศาสตราจารย์และข้าราชการระดับสูง ถือว่าเป็นตระกูลหลิว สายที่ประสบความสำเร็จสายหนึ่งเลยทีเดียว

ปัจจุบัน อวี้ชางโหลว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มีชื่อเสียงว่าเป็นบ้านดินที่เอียง ดูเผินๆอาจรู้สึกว่าอันตราย นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า Zig Zag Building แต่มันก็เป็นอย่างนี้มากว่า 700 ปี ตอนที่ผมไปเที่ยวที่นี่ ฟังไกด์เล่าเรื่องตำนานอวี้ชางโหลวให้ฟัง และอ่านหนังสือที่บันทึกเรื่องราวนี้ ก็คิดอยู่ว่า หากเราเป็นคนในห้าตระกูลนั้น เราจะคิดว่า บ้านที่เอียง กับ เสือเข้าบ้าน เป็นลางดี หรือลางร้ายกันแน่  แต่คนตระกูลหลิวเมื่อ 700 ปีก่อน ตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อว่ามันคือลางดี เป็นมงคล สิ่งที่เขาทำต่อจากนั้น ก็คือ ตรวจสอบสภาพอาคารว่ายังปลอดภัย แล้วก็มุ่งมั่นสร้างครอบครัว ณ บ้านแห่งความมั่งคั่งแห่งนี้ จนประสบความสำเร็จ ข้อคิดที่ผมได้จากการท่องเที่ยวบ้านอวี้ชางโหลว ก็คือ บางครั้งชีวิตเรา ก็ต้องเลือกที่จะเชื่อว่า ลางที่เราพบเห็นเป็นลางดี เป็นมงคล แล้วมุ่งมั่นต่อไปจนประสบความสำเร็จนั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
15 สิงหาคม 2559
*******************************

เขาว่า “มันบ้า” : เรื่องเล่าชาวสวน (ทางคนอื่น) แห่งเกาะลันตา

เมื่อราว 40 ปีก่อน เกาะลันตาแห่งจังหวัดกระบี่ยังเป็นเพียงเกาะที่ห่างไกลความเจริญ ไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างทุกวันนี้ ใครมีฐานะพอใช้ได้ก็ต้องส่งลูกหลานมาเรียนหนังสือที่ตัวเมืองกระบี่หรือไม่ก็มาที่ตัวเมืองตรังที่ไม่ไกลมากนัก ตัวเมืองดั้งเดิมของเกาะลันตาจะอยู่ที่ท่าเรือซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะ เพราะมีลักษณะเป็นอ่าวหลบลม เหมาะกับการจอดเรือ มีระยะทางใกล้กับแผ่นดินใหญ่ ทำให้เดินทางได้สะดวก ใครมีเงินพอจะซื้อที่สร้างบ้านได้ ก็ต้องย่านตลาดตรงท่าเรือ เพราะเป็นใจกลางเมืองของเกาะ ปัจจุบันเรียกกันว่า ชุมชนเมืองเก่า ตลาดศรีรายา ส่วนฝั่งตะวันตกของเกาะที่เป็นทะเลอันดามันนั้นถือว่าเป็นย่านกันดาร ไม่มีใครอยากไปอยู่

ตอนนั้น คุณอาท่านหนึ่งท่านมักจะขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านที่ในตลาดท่าเรือ ข้ามเขากลางเกาะ ลุยผ่านป่า เพื่อไปดูที่ดินริมทะเลฝั่งตะวันตกของเกาะอยู่เสมอ ใครๆก็ทักว่าจะไปดูทำไม มีแต่ป่าแต่ดง แกก็บอกว่า กำลังคิดว่าจะซื้อที่ดินด้านนั้น คนที่ฟังก็ต่างห้ามว่า จะไปซื้อที่กันดารแถวนั้นทำไม มีเงินก็มีซื้อที่ดินแถวตลาดสิ คุณอาก็ไม่ตอบอะไร แกก็ยังแวะเวียนไปดูที่ดินฝั่งตะวันตกอยู่เรื่อยๆ คนก็ยังถามกันว่า แกขี่รถมอเตอร์ไซค์ข้ามเขาไปทำไม คนก็ได้ข้อสรุปว่า “มันบ้า” เวลาผ่านไป คนก็เริ่มชินกับพฤติกรรมประหลาดๆของแก ในที่สุด คุณอาก็ซื้อที่ดินริมทะเลฝั่งตะวันตกจริงๆ


เวลาผ่านไป มีการสร้างท่าเรือสำหรับแพขนานยนต์ เพื่อให้รถยนต์สามารถลงแพขนานยนต์ จากกระบี่มายังเกาะลันตาได้ ทำให้ตัวเมืองได้เปลี่ยนจาก ชุมชนศรีรายา ย้ายมาที่ ศาลาด่าน ซึ่งเป็นจุดที่แพขนานยนต์ตั้งอยู่ด้านฝั่งเกาะลันตาใหญ่ ในขณะเดียวกัน การตัดถนนเลียบชายทะเลฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชายหาดสวยงาม ทำให้ฝั่งตะวันตกกลายเป็นย่านท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาะ ที่ดินที่คุณอาซื้อไว้ ก็แปลงสภาพจากที่กันดาร กลายเป็น ที่ดินติดชายหาดที่สวยงาม คุณอาจึงสร้างเป็นรีสอร์ต เปิดรับนักท่องเที่ยว กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ที่ทำเงินมากกว่าอาชีพดั้งเดิมของชาวเกาะลันตา ภาพฝันของคุณอาที่แกวาดเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนจึงปรากฏเป็นรูปเป็นร่างให้คนอื่นเห็นอย่างชัดเจน ตอนนี้ไม่มีใครบอกว่าแกมันบ้าอีกแล้ว แต่เขาเรียกแกว่า เศรษฐีรีสอร์ต แทน

เราจะได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าทำนองนี้อยู่เสมอ คนที่ประสบความสำเร็จมักมองสวนทางต่างจากคนส่วนใหญ่ เราเรียกกันเล่นหว่า พวกชาวสวน (ทางคนอื่น) ภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า Contrarian ในวันที่คนอื่นมองไม่เห็นว่าเขาคิดฝันอะไรในใจ เขาก็ถูกดูถูก ถูกหาว่าบ้า แต่เมื่อเขามุ่งมั่นทำสิ่งที่เขาเห็นชัดเจนในหัวของเขา จนประสบความสำเร็จ คนอื่นมองเห็น บางคนก็ชื่นชม แต่ก็ยังมีคนบางคนบอกว่า เป็นเรื่องฟลุก ไม่ใช่ฝีมือ จะมีสักกี่คนที่เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ต้องผ่านการอดทนมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตนเองเชื่อ แม้ว่ามันจะต่างจากคนส่วนใหญ่ มากขนาดไหน ความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ตนเองคิดฝันเอาไว้เป็นคุณสมบัติข้อสำคัญในการประสบความสำเร็จของมนุษย์เรา และกลยุทธ์ “มองสวนทางจากคนส่วนใหญ่” หรือ Contrarian ก็ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จมานักต่อนักแล้ว

ว่าแต่ตอนนี้ เมื่อที่ดินฝั่งตะวันตกของเกาะลันตากำลังพุ่งขึ้น เพราะใครๆก็อยากทำรีสอร์ตหรือทำธุรกิจท่องเที่ยว คุณอาท่านนี้ก็ใช้กลยุทธ์ชาวสวน เริ่มมองข้ามช็อตไปแล้ว โดยได้ไปซื้อที่ดินทางภาคอีสาน เพื่อทำเกษตร ปลูกทุเรียน และอินทผาลัม เพราะมองว่ามันจะทำเงินได้อีกมาก ซึ่งก็ตรงกับมุมมองของ จิม โรเจอร์ส นักลงทุนระดับโลก ผู้ใช้กลยุทธ์ Contrarian มาโดยตลอด ที่เขียนไว้ในหนังสือ “รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น  Street Smarts” ว่า “ถ้าอยากจะรวย ควรจะไปเป็นเกษตรกรให้หมด” 

************************************************

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย

CelestialStrategist.com

12 มิถุนายน 2559

************************************************

กลยุทธ์ทำให้นกร้องเพลง ตอน 3 อิเอยาสุ โตกุกาวะ

แล้วก็มาถึง จอมคนคนที่ 3 ผู้รวมชาติของญี่ปุ่น นั่นคือ อิเอยาสุ โตกุกาวะ เจ้าของกลยุทธ์ “ฉันจะเฝ้ารอคอยจนกว่านกจะร้องเพลง” ผู้ประสบความสำเร็จในการขึ้นครองตำแหน่งโชกุน และสืบทอดอำนาจตำแหน่งโชกุนในตระกูลโตกุกาวะ ต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสามศตวรรษ

Tokugawa Ieyasuอิเอยาสุ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1542 ในแคว้น มิคาว่า เป็นบุตรของไดเมียวเล็กๆ ในวัยเด็กถูกส่งตัวไปเป็นตัวประกันที่ตระกูลอิมางาวะ แคว้นใหญ่ข้างเคียงเพื่อแสดงความภักดี ต่อมาได้ส่งตัวกลับมาเป็นไดเมียวแห่งมิคาว่าหลังจากที่พ่อเขาเสียชีวิต กลยุทธ์ในช่วงต้นของอิเอยาสุ คือ การเข้าสวามิภักดิ์กับแคว้นที่กำลังขยายอำนาจ โดยเมื่อแคว้นโอวาริของ โอดะ โนบุนากะ จอมคนท่านแรกที่เราเคยกล่าวถึงไปแล้วในตอนแรก ได้พิชิตชัยเหนือตระกูลอิมางาวะได้ เขาก็เปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายเดียวกับ โอดะ โนบุนากะ ทันที การเป็นพันธมิตรกับโอดะ ทำให้ อิเอยาสุได้เริ่มสั่งสมทรัพยากรและความพร้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่เมื่อโอดะ โนบุนากะ ถูกหักหลังโดยลูกน้องคนสนิทอย่าง อาเคชิ มิตสึฮิเดะ จนเขาต้องทำเซ็ปปุกุตายไป อิเอยาสุที่กำลังเดินทัพอยู่ก็ต้องหนีตายอย่างทุลักทุเลภายใต้ความช่วยเหลือจากนินจาผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านฮัตโตริ ฮันโซ จนกลับไปถึงแคว้นมิคาว่าของตนอย่างปลอดภัย ถึงตอนนั้นเขาต้องตัดสินใจว่าจะเลือกตั้งตนเป็นใหญ่หรือไปอยู่กับฝ่ายใด หลังจากคิดใคร่ครวญอย่างดีแล้ว เขาตัดสินใจเลือกอยู่ฝ่ายฮิเดโยชิ จอมคนคนที่ 2 ซึ่งเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เพราะเมื่อฮิเดโยชิสามารถยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ อิเอยาสุก็ได้รับมอบดินแดนคันโต ซึ่งปัจจุบันคือ โตเกียว เป็นรางวัล

ในช่วงท้ายของฮิเดโยชิ เขามีความหวาดระแวงในตัวอิเอยาสุอย่างยิ่งว่า อาจก่อกบฏได้หากตัวฮิเดโยชิไม่อยู่ เขาจึงแต่งตั้งสภาไทโร ประกอบด้วย ผู้อาวุโส 5 ท่าน คานอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อว่าราชการแทนบุตรชายของเขาที่ยังเป็นเด็กจนกว่าจะพร้อม หนึ่งในนั้นคือ อิเอยาสุ นั่นเอง นอกจากนี้ การบุกเกาหลีของฮิเดโยชิ ที่ยืดเยื้อและสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างยิ่งนั้น ไม่ได้มีกองทัพจากอิเอยาสุเลย ทำให้เขาแทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนั้น

เมื่อฮิเดโยชิถึงแก่อสัญกรรม ความตึงเครียดที่ว่าอิเอยาสุจะก่อกบฏก็เกิดขึ้น แต่เขาก็ยังคงรอคอยให้ผู้อาวุโสคนสำคัญในสภาไทโร อย่าง มาเอดะ โทชิอิเอะ เสียชีวิตไปก่อน เขาจึงเริ่มก่อการจนเกิดการสู้รบครั้งประวัติศาสตร์ที่ ทุ่งเซกิงะฮะระ กับทางกองทัพ อิชิดะ มิซึนะริ ผู้ภักดีต่อบุตรชายของฮิเดโยชิ ในปี 1600 โดยอิเอยาสุได้เกลี้ยกล่อมแม่ทัพฝ่ายอิชิดะทรยศมาอยู่ข้างเขาได้ ทำให้เขาสามารถเอาชนะในสมรภูมิครั้งนี้ได้ ทำให้เขาขึ้นครองอำนาจเหนือญี่ปุ่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ และได้รับการแต่งตั้งเป็น โชกุน จากองค์จักรพรรดิ ใน ค.ศ.1603

แม้ว่าเขาจะขึ้นครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จแล้วก็ตาม อิเอยาสุยังไม่ได้เข้ายึดปราสาทโอซาก้าซึ่งเป็นที่พำนักของ ฮิเดโยริ บุตรชายของฮิเดโยชิ ที่ว่ากันว่าเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด เขาเฝ้าอดทนรอจนกระทั่งปี 1615 เขาจึงยกทัพเข้าโจมตีปราสาทโอซาก้า จนฮิเดโยริต้องทำเซ็ปปุกุคว้านท้องสิ้นชีวิตไปพร้อมกับมารดาของเขา ทำให้อำนาจของตระกูลโตกุกาวะมั่นคง สามารถครองอำนาจสืบทอดตำแหน่งโชกุนไปได้จนถึง ค.ศ. 1868 เลยทีเดียว

หากเรานำชีวิตของอิเอยาสุมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุน อิเอยาสุ ก็เหมือนกับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ที่สามารถเฝ้ารอให้ราคาหุ้นที่ต้องการลงทุนร่วงลงมาจนได้ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เพียงพอ จึงจะลงทุน เขาไม่ชอบการเสี่ยงเข้าไปลงทุนในหุ้นหวือหวา แต่เขาเน้นการลงทุนที่เขาชนะแน่ๆมากกว่า เขาไม่มีความยึดติดกับหุ้นตัวไหน โดยจะลงทุนกับหุ้นที่ชนะแน่ๆ และพร้อมทิ้งไปหาตัวใหม่หากเห็นว่าไม่เป็นไปตามที่คิด การที่จะใช้กลยุทธ์นี้ได้ เขาต้องอดทน และต้องรักษาสุขภาพ เพราะกลยุทธ์เช่นนี้ต้องใช้เวลารอคอย หากอายุไม่ยืนยาวพอ ก็จะไม่เห็นผลชัดเจน กลยุทธ์นี้แม้ไม่หวือหวา แต่ได้ผลแน่นอนและยั่งยืน

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
30 พฤษภาคม 2559
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ ตำนานสามวีรบุรุษสร้างชาติญี่ปุ่น โดย วีระชัย โชคมุกดา และ Ninja Attack! โดย Hiroko Yoda & Matt Alt