บทเรียนการปฏิรูปในศตวรรษที่ 19 ใครรุ่ง? ใครดับ? : ตอนที่ 3.1 การปฏิรูปของสยามสมัยรัชกาลที่ 5

ในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ราชอาณาจักรสยามก็เป็นดินแดนที่มหาอำนาจตะวันตกพุ่งเป้าเข้ามามีอิทธิพลครอบครอง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเห็นสัญญาณอันตรายนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทรงยอมเจรจาเซ็นสนธิสัญญาเบอร์นี กับอังกฤษ ใน ค.ศ.1826 ถือว่าเป็นประเทศแรกๆในเอเชียที่เปิดการค้าเสรีกับตะวันตก และด้วยความที่สยามไม่ได้ถือนโยบายปิดประเทศเข้มข้นอย่างจีนและญี่ปุ่น สนธิสัญญานี้จึงไม่ได้เสียเปรียบอังกฤษ กลับกลายเป็นพ่อค้าอังกฤษเสียอีกที่ไม่พอใจกับสนธิสัญญาเพราะยังต้องเสียค่าธรรมเนียมปากเรือค่อนข้างแพง ซึ่งทำให้ภัยจากตะวันตกไม่ได้หายไป เพียงแต่ชะลอเวลาไปเท่านั้น อย่างที่พระองค์พระองค์ทรงตรัสกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เมื่อตอนทรงประชวรใกล้เสด็จสวรรคตในปี 1851 ว่า
“การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”

พอถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 อังกฤษซึ่งได้เข้ามากดดันให้แก้ไขสนธิสัญญาเดิม ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 แล้ว จึงได้ส่ง เซอร์ จอห์น เบาว์ริง เข้ามาเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาเดิม เพื่อให้ได้เปรียบไทยมากขึ้น ในเวลานั้น อังกฤษเพิ่งเอาชนะจีนในสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 และทำสนธิสัญญานานกิงในปี 1842 ที่ได้เปรียบจีนมากมาย ฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็ใช้เรือรบยิงปืนใหญ่กดดันให้ญี่ปุ่นเซ็นสนธิสัญญาคะนะงะวะเปิดประเทศสำเร็จในปี 1854 รัชกาลที่ 4 ทรงทราบดีว่า หากไม่ยอมแก้ไขสนธิสัญญาเดิม อังกฤษก็พร้อมใช้กำลังทหารเข้ายึดสยาม ดังนั้น จึงเปิดให้มีการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาและลงนามกันในปี 1855 โดยสยามต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับคนในสังกัดอังกฤษ, เปิดการค้าเสรี โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมปากเรือ เหลือแต่ภาษีขาเข้า ร้อยละ 3 และภาษีขาออกตามพิกัดภาษีที่ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะฝิ่นที่อังกฤษไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า เพียงแต่ต้องขายให้เจ้าภาษีเท่านั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงขึ้นครองราชย์ในปี 1868 ด้วยวัยเพียง 15 พรรษา ถ้าพูดภาษาสามัญชนก็คือ พระองค์ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ได้มีการแต่งตั้ง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) (ต่อมาท่านได้เลื่อนยศเป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แม้รัชกาลที่ 5 จะขึ้นครองราชย์ในวัยเยาว์ พระองค์ก็ทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปราชอาณาจักรสยามให้เข้มแข็ง ก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศตะวันตก ในปี 1870 ได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา เพื่อเรียนรู้การปกครองอาณานิคมของอังกฤษและฮอลันดา ต่อมาในปี 1872 ก็ได้เสด็จประพาสอินเดียกับพม่าที่เป็นเมืองขึ้นอังกฤษ ทรงเล็งเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก แต่เวลานั้นพระองค์เป็นเพียงกษัตริย์ในนาม ไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

ในปี 1873 เมื่อเจริญพระชนมายุครบ 20 พรรษา รัชกาลที่ 5 ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และทรงเริ่มบริหารบ้านเมืองด้วยพระองค์เองแล้ว แต่อำนาจการบริหารที่แท้จริงยังไม่ได้อยู่ในมือพระองค์ เพราะขุนนางตำแหน่งสำคัญๆยังเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งจากผู้สำเร็จราชการแต่เดิมทั้งนั้น อีกทั้งยังมีวังหน้า ที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งโดยผู้สำเร็จราชการ ไม่ได้เป็นการคัดเลือกโดยพระองค์เลย จึงดูเหมือนว่า อำนาจบริหารแผ่นดินอยู่ในกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ นำโดยรัชกาลที่ 5, กลุ่มอำนาจเก่า นำโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และกลุ่มวังหน้า นำโดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (พระนามเมื่อแรกประสูติ คือ พระองค์เจ้ายอร์ชวอชิงตัน) จะเห็นได้จาก บางตอนจากพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ถึงสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ที่กล่าวว่า
“..ในเวลานั้น อายุพ่อเพียง ๑๕ ปีกับ ๑๐ วัน ไม่มีมารดา มีญาติฝ่ายมารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวไหล หรือไม่โลเลเหลวไหลก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลัก ฐาน ฝ่ายญาติข้างพ่อคือเจ้านายทั้งปวง ก็ตกอยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยาและต้องรักษาตัวรักษาชีวิต อยู่ด้วยกันทุกองค์ ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อการอันใดเสียก็มีโดยมาก ฝ่ายข้าราชการจึงว่ามีผู้ใดที่ได้รักใคร่ สนิทสนมอยู่บ้างก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มีกำลังสามารถอาจจะอุดหนุนอันใดเปรียบ เหมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมุติกษัตริย์…และความหนักของมงกุฎ อันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ทั้งมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้างทั้งภายในภายนอก…”

ปี 1874 ในวัย 21 พรรษา พระองค์ทรงเลือกใช้กลยุทธ์เริ่มปฏิรูปด้วยอำนาจที่คนยุคนั้นคาดคิดไม่ถึง นั่นคือ ทรงเริ่มจากอำนาจนิติบัญญัติ (ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนมักใช้แต่อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ แต่มองข้ามอำนาจนิติบัญญัติไป) ด้วยการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) ซึ่งมีสมาชิก 12 คน เพื่อเป็นที่ปรึกษาในการบริหารราชการ และที่สำคัญคือ เป็นองค์กรร่างกฎหมาย เพื่อตราเป็นพระราชบัญญัติออกมา
มาตรการปฏิรูปแรกจากสภานี้ ก็คือ การออกกฎหมายจัดตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการจัดเก็บภาษีอากร ดึงอำนาจการเก็บภาษีที่กระจัดกระจายจากขุนนางเจ้านายหลายๆส่วนเข้ามาไว้ที่เดียว ตามมาด้วยการออกกฎหมายเกษียณอายุลูกทาสลูกไทย เพื่อกำหนดค่าตัวลูกทาสตอนเป็นเด็ก และมีค่าตัวลดลงทุกปีจนพ้นเป็นไทได้หมดในปี 1905 และเพื่อสร้างทีมงานส่วนพระองค์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทรงจัดตั้ง สภาที่ปฤกษาในพระองค์ (Privy Council) ประกอบด้วยสมาชิก 49 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาส่วนพระองค์ สอดส่องเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมือง และสืบสวนข้อเท็จจริงและถวายความเห็นในข้อราชการต่างๆ
เพียงเริ่มต้นปฏิรูปเท่านี้ กระแสต่อต้านการปฏิรูปก็พุ่งสูงขึ้นทันที อาจเป็นเพราะความเป็นห่วงที่เชื่อว่าการปฏิรูปอย่างรวดเร็วเกินไปจะเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง หรือเป็นเพราะสูญเสียผลประโยชน์ที่มีแต่เดิมก็ตามแต่ ในที่สุด การปฏิรูปก็สะดุดลงไปบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤติการณ์วังหน้าขึ้น

28 ธันวาคม 1874 เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในวังหลวงจากโรงผลิตแก๊สอะเซทิลีนสำหรับเดินท่อจ่ายไปยังโคมไฟแสงสว่างในวัง ทหารวังหน้าจัดทีมเข้าไปหมายจะช่วยดับเพลิง แต่ทหารวังหลวงไม่ยินยอมด้วยความระแวงเกรงจะเป็นการก่อวินาศกรรมโดยฝ่ายวังหน้า จึงเกิดการปะทะขึ้น จากนั้น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) เกรงว่าจะถูกจับกุมข้อหากบฏ จึงหลบหนีเข้าไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษ เปิดโอกาสให้อังกฤษเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ สมเด็จเจ้าพระยาฯ อดีตผู้สำเร็จราชการ ต้องเดินทางจากบ้านพักที่ราชบุรี เพื่อเข้าไปเจรจากับวังหน้าในสถานกงสุลอังกฤษ ในที่สุด วังหน้าทรงยอมออกจากสถานกงสุลกลับสู่วังพระองค์เอง วิกฤติวังหน้าครั้งนั้นจึงสิ้นสุดลง

แต่การปฏิรูปที่แท้จริงยังไม่ได้เริ่มขึ้น…

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
10 มกราคม 2561
*******************************

บทเรียนการปฏิรูปในศตวรรษที่ 19 ใครรุ่ง? ใครดับ? : ตอนที่ 2 การปฏิรูปเมจิของญี่ปุ่น

ในช่วงศตวรรษที่ 17-19 ญี่ปุ่นปกครอบด้วยระบอบโชกุน ที่อำนาจการบริหารบ้านเมืองอยู่ที่ โชกุนตระกูลโทกุกะวะ โดยจักรพรรดิเป็นเพียงผู้นำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่มีอำนาจบริหารใดๆ ระบอบโชกุนบริหารประเทศด้วยการปิดประเทศ การค้าขายกับต่างชาติเป็นระบบผูกขาดผ่านโชกุน และทำได้เฉพาะที่ เมืองนางาซากิ เท่านั้น ประชาชนในญี่ปุ่นจะถูกระบุให้อยู่ในชนชั้น 1 ใน 4 ชนชั้น (ซามูไร ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า) ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชนชั้นได้ ซึ่งมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละชนชั้นอย่างชัดเจน ด้วยระบบอันเข้มงวดเช่นนี้ ทำให้ญี่ปุ่นเกิดความสงบทางการเมือง อำนาจอยู่ในมือของตระกูลโทกุกาวะ ได้ยาวนานกว่า 268 ปี

แต่เมื่อกระแสอิทธิพลของตะวันตกรุกคืบเข้ามาในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี 1853 พลเรือจัตวา แมทธิว เพอร์รี่ ได้นำเรือรบที่ทันสมัยของสหรัฐอเมริกา ที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า เรือดำ เข้ามาเทียบท่าถึงอ่าวเอโดะที่เมืองหลวง โดยไม่สนใจคำสั่งของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้เขานำเรือไปที่นางาซากิ ยิ่งไปกว่านั้น นายพลเพอร์รี่กลับหันปากกระบอกปืนไปยังตัวเมือง แล้วยิงปืนใหญ่ โดยอ้างว่า เพื่อฉลองวันชาติสหรัฐฯ จนทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตกตะลึงในแสนยานุภาพเรือรบสหรัฐฯที่ญี่ปุ่นไม่สามารถต่อสู้ได้ จึงจำเป็นต้องยอมเจรจาสนธิสัญญาเปิดประเทศที่เสียเปรียบต่อสหรัฐฯ (ยุคนั้นประเทศในเอเชียต่างถูกมหาอำนาจตะวันตกกดดันให้เปิดประเทศตามสนธิสัญญาที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง อย่างในประเทศไทย ก็ต้องเซ็นสนธิสัญญาบาวริ่งกับอังกฤษในปี 1855 ส่วนจีนที่ไม่ยอมเจรจาก็เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 และต้องพ่ายแพ้เสียดินแดนให้ตะวันตก)

หลังเปิดประเทศตามสนธิสัญญาที่เสียเปรียบ รัฐบาลโชกุนโทุกุกะวะซึ่งเรียกกันว่า รัฐบาลบาคุฟุ ก็สูญเสียความมั่นคงอย่างรุนแรง เพราะคนขาดความเชื่อมั่นว่าระบอบนี้จะนำพาชาติให้รอดพ้นจากตะวันตกได้ การค้าขายกับต่างชาติที่ก้าวกระโดดจากการเปิดประเทศ กลับทำให้ระบบเงินตราของญี่ปุ่นตอนนั้นเกิดปัญหารุนแรง เกิดกระแสเงินไหลออกจากประเทศ โดยเฉพาะการไหลออกของทองคำ จากการแห่กันเก็งกำไร (Arbritage) ของฝรั่งจากอัตราแลกเปลี่ยนทองคำในประเทศกับต่างประเทศที่แตกต่างกันมากเกินไป แม้ว่าจะมีพ่อค้าร่ำรวยเพิ่มขึ้นจากการค้าต่างประเทศ แต่จำกัดเฉพาะในวงแคบๆเท่านั้น คนส่วนใหญ่กลับเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ อัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้น ผสมกับเกิดทุพภิกขภัยทางการเกษตร จนเกิดการลุกฮือของชาวนาขึ้นหลายครั้ง

กลุ่มไดเมียว (เจ้าเมือง) จากแคว้นซัตสึมะ และแคว้นโชชู จึงได้ก่อตั้งพันธมิตรซัตโซ ขึ้นในปี 1866 ร่วมกับกลุ่มซามูไรรุ่นใหม่ นำโดย ซากะโมโตะ เรียวมะ (คอซีรีย์และการ์ตูนญี่ปุ่นคงคุ้นชื่อเขากันอย่างดี) มีเป้าหมายเพื่อ ดึงอำนาจบริหารประเทศจากรัฐบาลบาคุฟุของโชกุนตระกูลโทกุกะวะ กลับสู่จักรพรรดิญี่ปุ่น และปฏิรูปประเทศ แต่เส้นทางนี้ไม่ได้จบโดยสันติ กลุ่มรัฐบาลบาคุฟุและผู้คัดค้านไม่ยินยอม เกิดการลอบสังหารซากะโมโตะ เรียวมะ และต่อมา เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ที่เรียกว่า สงครามโบชิน ระหว่างปี 1868-1869 ในที่สุดสงครามก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายนิยมจักรพรรดิ การปฏิรูปเมจิจึงได้ถือกำเนิดขึ้น มีการเชิญจักรพรรดิย้ายที่ประดับจากเมืองเกียวโต มายังเอโดะ และเปลี่ยนชื่อเมืองเอโดะ เป็น โตเกียว

การปฏิรูปเมจิ หลายครั้งมักใช้คำว่า การฟื้นฟูยุคเมจิ (Meiji Restoration) เพราะเป้าหมายที่ประกาศคือ การฟื้นฟูอำนาจขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น แต่ผมคิดว่า ควรใช้คำว่า ปฏิรูป จะเหมาะสมกว่า เพราะเนื้อหาที่แท้จริง เป็นการปฏิรูปที่กระทบทุกมิติของประเทศ ภายใต้คำขวัญว่า “ประเทศมั่งคั่ง กองทัพแข็งแกร่ง” ส่วนการบอกว่า อำนาจกลับคืนสู่องค์พระจักรพรรดินั้น ดูจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศได้กลับไปสู่กลุ่มชนชั้นนำ หรือเรียกว่า คณาธิปไตย จะตรงความหมายมากกว่า เราลองมาดูเนื้อหาการปฏิรูปเมจิกัน

ในด้านการเมือง ได้ยกเลิกอำนาจปกครองของแคว้นต่างๆ โดยจัดตั้งรัฐบาลกลาง แล้วดึงอำนาจการบริหารประเทศจากท้องถิ่นมาสู่ส่วนกลาง, จัดตั้งรัฐสภา โดยมีการส่งตัวแทนจากแคว้นต่างๆเข้ามามีบทบาทในการออกกฎหมาย, , จัดตั้งกระทรวง 8 กระทรวงเพื่อบริหารประเทศ, ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่น จะเห็นว่านี่คือการดึงอำนาจในมือโชกุนโทกุกะวะและไดเมียวทั่วประเทศ เข้ามาสู่โครงสร้างใหม่ ที่นำแนวคิดระบอบการปกครองของตะวันตกมาใช้ แต่เน้นการรวมศูนย์อำนาจมาที่รัฐบาลกลางที่เป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นนำในยุคนั้น

ในด้านเศรษฐกิจ มีการออกกฎหมายปฏิรูปภาษีที่ดิน เปิดให้เอกชนเป็นเจ้าของที่ดินได้เป็นครั้งแรก, สร้างรถไฟไปทั่วประเทศ ระยะเวลาเพียง 18 ปี สร้างทางรถไฟไปถึง 2,250 กิโลเมตร, วางระบบโทรเลขเชื่อมโยงเมืองใหญ่ทั่วประเทศ, สนับสนุนให้เกิดบริษัทเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล, ก่อตั้งธนาคารตามแบบตะวันตก, มีการสร้างท่าเรือ เหมืองแร่ ลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” เป็นประเทศแรกของเอเชียด้วยตนเอง

ในด้านสังคม ได้ยกเลิกระบบชนชั้นทั้งสี่ ทำให้คนทุกชนชั้นสามารถเลือกอาชีพได้ตามที่ตั้งใจ, เปิดโรงเรียนสอนหนังสือแบบตะวันตก ทำให้คนเข้ารับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง นี่คือการปลดปล่อยศักยภาพของคนให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มที่ ทำให้ญี่ปุ่นก้าวกระโดดไปไกลกว่าประเทศอื่นๆในเอเชีย

ในด้านการทหาร ยกเลิกกองทัพท้องถิ่นของแต่ละแคว้น, ยกเลิกระบบซามูไร ที่ตอนนั้นมีกว่า 1.9 ล้านคน โดยค่อยเป็นค่อยไป จากที่ซามูไรทุกคนได้เงินเดือนจากรัฐ จึงเป็นภาระที่หนักมากของรัฐบาล จึงทยอยปรับเป็นได้พันธบัตรรัฐบาลแทนในที่สุด, จัดตั้งกองทัพของรัฐบาลกลาง ตามรูปแบบกองทัพสมัยใหม่ โดยชายญี่ปุ่นทุกคนเมื่ออายุครบ 21 ปี ต้องเป็นทหารรับใช้ชาติ 4 ปี, มีการพัฒนาและผลิตอาวุธยุคใหม่ด้วยตนเอง จนสามารถทำสงครามรบชนะทั้งกับจีน (ปี 1894-1895) และรัสเซีย (ปี 1904-1905)

ผลจากการปฏิรูปเมจิ ทำให้ในปี 1912 เมื่อจักรพรรดิเมจิได้สวรรคต ถือเป็นสัญลักษณ์การสิ้นสุดยุคเมจิ ประเทศญี่ปุ่นได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่แห่งเอเชีย ได้ยกเลิกสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมที่ทำกับประเทศตะวันตกทั้งหมด เป็นการปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ปัจจัยที่ทำให้การปฏิรูปเมจิประสบความสำเร็จแตกต่างจากการปฏิรูปร้อยวันของจีน อยู่ที่ แกนนำการปฏิรูปได้เข้ายึดอำนาจจากกลุ่มอำนาจเก่าได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และแกนนำเหล่านี้มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถ ทุ่มเท จนการปฏิรูปก้าวหน้าไปตามทิศทางที่วางไว้ ไม่ได้ทำแบบครึ่งๆกลางๆ แต่ข้อด้อยของการปฏิรูปเมจิที่เห็นได้ชัดคือ เส้นทางปฏิรูปเต็มไปด้วยความรุนแรงนองเลือด มีทั้งการสู้รบในสงครามกลางเมือง และการลอบสังหารเหล่าผู้นำการปฏิรูป นั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
3 มกราคม 2561
*******************************

บทเรียนการปฏิรูปในศตวรรษที่ 19 ใครรุ่ง? ใครดับ? : ตอนที่ 1 ปฏิรูปร้อยวันของจีน

ในช่วงไม่นานที่ผ่าน เราได้ยินคำว่า ปฏิรูป กันบ่อยครั้ง จนหลายต่อหลายครั้งก็สงสัยว่า การปฏิรูปนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์โลก มีการปฏิรูปเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง บางทีก็สำเร็จ บางทีก็ไม่สำเร็จ จึงน่าสนใจที่จะศึกษาดูว่า เราได้บทเรียนอะไรบ้างจากการปฏิรูปในอดีต โดยอยากหยิบยกกระแสการปฏิรูปในช่วงศตวรรษที่ 19 ของประเทศในเอเชียมาเล่าสู่กันฟัง

หลังจากที่ยุโรปได้เข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 จนถึงกลางศตวรรษที่ 19 ประเทศในยุโรปต่างพัฒนาจนเศรษฐกิจเข้มแข็ง ก่อให้เกิดการขยายอิทธิพลทางการค้าไปทั่วโลก และเมื่อมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เหล่ามหาอำนาจยุโรปก็แผ่ขยายอำนาจยึดอาณานิคมไปทั่วโลก ประเทศในเอเชียหลายประเทศถูกยึดครอง หลายประเทศเล็งเห็นภัยที่เกิดขึ้นและความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศ บางประเทศปฏิรูปสำเร็จ บางปฏิรูปไม่สำเร็จ เรามาดูกรณีศึกษาบางประเทศเริ่มจาก การปฏิรูปร้อยวันของจีน

ช่วงศตวรรษที่ 19 ประเทศจีนอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง มีฮ่องเต้เป็นคนแมนจู ซึ่งเป็นชนเผ่าทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และได้เข้าโค่นล้มราชวงศ์หมิงที่มีฮ่องเต้เป็นชาวฮั่นของจีนในศตวรรษที่ 17 ยุคต้นของราชวงศ์ชิงนั้นมีฮ่องเต้แมนจูที่มีความสามารถโดดเด่น โดยเฉพาะยุค คัง-ยง-เฉียน ที่เป็นยุคทองของชิง มีฮ่องเต้ที่เปรื่องปราดติดต่อกัน 3 พระองค์ คือ คังซี ยงเจิ้ง และเฉียนหลง ครอบคลุมระยะเวลานานถึง 138 ปี (ค.ศ. 1661-1799) แต่หลังจากนั้น ความเจริญของอาณาจักรจีนก็ถูกประเทศตะวันตกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ เนื่องจากนโยบายปิดประเทศ จนตกขบวนรถการปฏิรูปอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ต่อมายังพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นในกลางศตวรรษที่ 19 จนถูกต่างชาติเข้าบังคับให้เปิดประเทศแบบเอาเปรียบ เข้ายึดดินแดนจำนวนมาก สูญเสียอธิปไตย กลายเป็นสังคมกึ่งอาณานิคม แต่ราชวงศ์ชิงยังไม่คิดปฏิรูปใดๆ จนเกิด กบฏไท่ผิงเทียนกว๋อ เข้ายึดดินแดนทางตอนใต้ ราชวงศ์ชิงใช้เวลาปราบปรามกว่า 14 ปี จนมีคนล้มตายไปถึง 20-30 ล้านคน ถึงเวลานั้น ชนชั้นนำบางส่วนจึงเริ่มขบวนการเรียนรู้วิทยาการตะวันตก ภายใต้การคัดค้านจากกลุ่มขุนนางหัวโบราณที่ยังคิดว่าประเทศจีนยังคงยิ่งใหญ่ ส่วนพวกตะวันตกยังล้าหลังจีนอยู่ แต่ขบวนการนี้ก็ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก มีแต่นำเทคโนโลยีจากตะวันตกเข้ามาพัฒนาประเทศเท่านั้น

qing-dynasty-china-19th-century-27-638.jpg

ต่อมาในปี 1895 จีนได้พ่ายแพ้สงครามกับญี่ปุ่น ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาณาจักรจีนนั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตอีกต่อไป พ่ายแพ้ทั้งกับมหาอำนาจตะวันตก และพ่ายแพ้ให้กับญี่ปุ่น ประเทศเล็กๆที่ได้ปฏิรูปประเทศสำเร็จในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 (เรียกว่า ปฏิรูปเมจิ รายละเอียดจะเล่าในครั้งต่อไป) เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มบัณฑิตของจีนนำโดย คังโหยว่เหวย ได้เสนอนโยบายปฏิรูปประเทศ ต่อฮ่องเต้กวงซู่ และฮ่องเต้ก็ได้ประกาศพระราชโองการกำหนดนโยบายเพื่อปฏิรูปประเทศ ในเดือนมิถุนายน 1898 เนื้อหาการปฏิรูปได้แก่ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจแบบใหม่ สนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรม จัดตั้งหน่วยงานเพื่อเร่งรัดการพัฒนารถไฟและการทำเหมืองแร่ ยกเลิกการเขียนบทกวีในการสอบจอหงวนแต่หันมาสอบความรู้สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันแทน ตั้งโรงเรียนศึกษาวิทยาการตะวันตก ปลดขุนนางส่วนเกิน ลดขนาดกองทัพแบบเก่า และพัฒนากองทัพแบบใหม่ แต่เนื่องจากเนื้อหาการปฏิรูปไปกระทบผลประโยชน์ของชนชั้นนำ จึงเกิดการต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือ เป็นการดำเนินการที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจกลับมาอยู่ในมือฮ่องเต้ จากแต่เดิมอยู่ภายใต้ซูสีไทเฮา

ในที่สุด เพียง 103 วันหลังการประกาศพระราชโองการปฏิรูป ซูสีไทเฮาทรงเข้ายึดอำนาจ กังขังฮ่องเต้กวงซู่ ประหารชีวิตกลุ่มปฏิรูป และยกเลิกนโยบายปฏิรูปทั้งหมด การปฏิรูปร้อยวันจึงประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง หลังจากนั้น ประเทศจีนก็ดิ่งเหวลงอย่างไม่ฉุดไม่ขึ้น แม้ว่าต่อมาในปี 1911 เกิดปฏิวัติซินไฮ่ โค่นล้มราชวงศ์ชิง เปลี่ยนเป็น ระบอบสาธารณรัฐ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ประเทศจีนฟื้นคืนมาได้ รัฐบาลกลางแทบไม่มีอำนาจบริหาร ต่อมาเกิดการรุกรานจากญี่ปุ่น และเกิดสงครามชิงแผ่นดินระหว่างก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์ กว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะยึดอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จและก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ล่วงเข้าไปจนถึงปี 1949 ผ่านการปฏิวัติ ปฏิรูป หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งศตวรรษที่ 21 จีนใหม่จึงกลับมาเป็นมหาอำนาจของโลกได้อีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปร้อยวันของจีนที่ล้มเหลว มาจาก การประกาศการปฏิรูปมาจากผู้ที่ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง แม้ว่าฮ่องเต้กวงซู่จะเป็นฮ่องเต้ก็จริง แต่อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงอยู่ในมือซูสีไทเฮามากกว่า ฮ่องเต้กวงซู่อาศัยการปฏิรูปเพื่อดึงอำนาจจากมือซูสีไทเฮากลับมาที่พระองค์ แต่โลกความเป็นจริงมันไม่ง่ายเช่นนั้น การปฏิรูปไม่ได้เป็นพลังที่จะทำให้ผู้นำมีอำนาจมากขึ้น ในทางกลับกัน การปฏิรูปกลับต้องการอำนาจทางการเมืองที่เข้มแข็งจากผู้นำ จึงจะทำให้การปฏิรูปนั้นสำเร็จ

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
31 ธันวาคม 2560
*******************************

มองโลกปีหน้า 2561 ด้วยปรากฏการณ์ฟ้า

วันนี้ (21 ธ.ค. 2560) เป็นวันที่มีปรากฏการณ์ของฟ้าประจำปีเกิดขึ้น ก็คือ โลกหันขั้วใต้เข้าหาดวงอาทิตย์มากที่สุดของปี หรือพูดแบบให้โลกเราเป็นหลักก็จะได้ว่า ดวงอาทิตย์โคจรปัดใต้สุดของปี เรียกกันว่า “วันเหมายัน” (อ่านว่า เห-มา-ยัน) หรือ Winter Solstice ในทางดาราศาสตร์ถือว่า เป็นวันที่ซีกโลกเหนือเข้าสู่ฤดูหนาว คนโบราณเรียนรู้ปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้มานานแสนนานแล้ว ที่เกาะอังกฤษ ผู้คนจะไปทำพิธีศักดิ์สิทธิ์กันที่ Stonehenge เพื่อฉลองเวลาพระอาทิตย์ตกดินในวันนี้ ในประเทศจีน ก็ถือเอาวันเห-มายัน เป็นวันเทศกาล ตงจื้อ (จีนกลาง) หรือ ตังโจ่ย (แต้จิ๋ว) จีนตอนใต้ ทำขนมบัวลอย หรือภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า ขนมอี๋ กินกัน จีนตอนเหนือก็กินเกี๊ยวน้ำ ถือว่าเป็นวันมงคล บรรดาวันคริสต์มาสหรือวันปีใหม่แต่เดิมนั้น ก็มาจากปรากฏการณ์นี้ครับ เพียงแต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป วันที่เกิดปรากฏการณ์นี้ก็ขยับถอยเข้ามา (ด้วยเหตุที่โลกเอียงและหมุนควงคล้ายลูกข่าง) จนปัจจุบันนี้ จะอยู่ราวๆวันที่ 21-22 ธันวาคมของทุกปี

เหตุที่สำคัญก็เพราะว่า เป็นสัญญาณของธรรมชาติของการเข้าสู่ฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ เป็นการโคจรปัดใต้สุดของดวงอาทิตย์ (เราถือเอาโลกเป็นศูนย์กลางของการสังเกต) หรือพูดง่ายๆเป็นจุดต่ำสุดของปี เมื่อมีต่ำสุด ก็ต้องมีการปัดสูงขึ้น เติบโตขึ้นนั่นเอง นักปราชญ์โบราณจึงเอาวันนี้เป็นวันสำคัญ ทั้งในแง่การเตรียมการต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึง, การทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามวัฒนธรรมความเชื่อของท้องถิ่น และที่สำคัญสำหรับนักโหราศาสตร์คือ การคำนวณตำแหน่งดาวบนท้องฟ้า ณ วันเวลาที่ดวงอาทิตย์ปัดใต้สุด เพื่อพยากรณ์เหตุการณ์ความเป็นไปของปีหน้า
สำหรับปีนี้ ดวงอาทิตย์ปัดใต้สุด ณ เวลา 23:29 น. วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2560 คำนวณดวงที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงประเทศไทย พบว่า ดาวเด่นก็คือ ดาวเสาร์ ดาวแห่งข้อจำกัดและอุปสรรค กำลังกุมกับดวงอาทิตย์ตอนนี้ ทำให้เราคงมองโลกปีหน้า (2561) ได้ยาก เพราะเรื่องต่างๆเต็มไปด้วยอุปสรรคข้อจำกัด จุดที่ดูดีอยู่ก็ตรงที่ ดาวทั้งสองทำมุม 45องศา กับดาวพฤหัส ดาวแห่งความสำเร็จและการขยายตัว นั่นแปลว่า คนที่ขยันหมั่นเพียร ประหยัดมัธยัสถ์ อดทนต่อความลำบาก จะประสบความสำเร็จ พูดอย่างนี้บางท่านก็บอกว่า ไม่ต้องดูดวงก็ได้ คนขยันก็ต้องสำเร็จอยู่แล้ว ซึ่งก็จริง แต่หลายครั้ง ขยันให้ตายก็ไม่สำเร็จ ก็เกิดขึ้นบ่อยไป

ภาพรวมประเทศไทยก็คงอยู่ในความสงบ ไม่วุ่นวาย อยู่ในกฎระเบียบ การเงินการคลังของรัฐดีขึ้น คงมีมาตรการเก็บภาษีใหม่ๆเกิดขึ้นหรือแม้แต่ภาษีที่ดินที่กำลังร่างกฎหมายกันอยู่ก็อาจมีพลิกผันจากที่ร่างตอนนี้ได้อีก การติดต่อค้าขายก็อยู่ในเกณฑ์ดี ตลาดหุ้นและธุรกิจบันเทิงอยู่ในช่วงปรับตัวเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน คนมีความรู้ย่อมได้เปรียบคนไม่มีความรู้

โดยทั่วไปแล้ว คนที่โชคดี มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ก็คือคนที่เกิดเดือนพฤศจิกายน ส่วนคนที่เจออุปสรรคเยอะหน่อยก็คือ คนที่เกิดช่วงปลายเดือนธันวาคม อันนี้เป็นการพูดแบบกว้างๆ ใครอยากทราบรายละเอียดเป็นรายบุคคล คงต้องไปหานักโหราศาตร์ประจำตัวช่วยให้คำปรึกษากันเอง

คำแนะนำจากดวงเห-มายัน สำหรับปีหน้า ก็คือ ให้ทำงานหนัก อย่าขี้เกียจ มีเงินเข้ามาก็ต้องออมไว้และเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองมีความรู้ การที่ดาวเสาร์ทำมุมกับดาวพฤหัส ก็มีความหมายเหมือนกับที่เพื่อนผม โค้ชหนุ่ม Money Coach เคยเขียนไว้ว่า เตรียมพบรับมือกับเรื่องร้ายๆ แล้วชีวิตจะเจอแต่เรื่องดีๆครับ

****************************************
โดย พัลลาส (pallas@horauranian.com)
CelestialStrategist.com
เพจ นักกลยุทธ์วิถีฟ้า
21 ธันวาคม 2560
****************************************

หัวใจของการค้าขายคือการสื่อสาร

ในยุคเรอเนสซองซ์ (Renaissance) ราวศตวรรษที่ 14-17 สาธารณรัฐเวนิส (ปัจจุบันคือ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี) คือศูนย์กลางการค้าของโลก เป็นจุดเชื่อมต่อการค้าระหว่างยุโรป เอเชีย และอาฟริกา ที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าหลากชาติหลายภาษามาแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษาสื่อสารกัน แน่นอนว่า การใช้ภาษามือเพื่อบอกจำนวนที่จะแลกเปลี่ยนกันย่อมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังที่ปรากฏในตำราคณิตศาสตร์ เขียนโดย Girolamo Tagliente เมื่อราวๆปี ค.ศ.1515 การใช้ภาษามือได้วิวัฒนาการมาเรื่อยๆซึ่งยังมีใช้ในตลาดหลักทรัพย์บางแห่งยุคปัจจุบัน

ในโลกยุคปัจจุบัน ประเทศจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ก็ปรากฏว่า มีการใช้สัญลักษณ์มือในการบอกจำนวนเพื่อใช้ในการค้าเช่นกัน โดย เลข 1-5 นั้น ไม่ต่างจากที่เราทราบโดยทั่วไป คือบอกตามจำนวนนิ้วที่ยกขึ้น แต่พอเป็นเลข 6-10 นั้น เป็นการใช้มือทำสัญลักษณ์ให้คล้ายกับตัวเลขในภาษาจีนคือ 6 六 , 7 七 , 8 八 , 9 九 , 10 十

IMG_3078

จะเห็นว่า หัวใจสำคัญของการค้าขายคือการสื่อสาร จึงไม่แปลกที่เวนิสในยุคเรอเนสซองซ์ กับจีนในยุคปัจจุบัน ต่างก็มีการใช้สัญลักษณ์มือเพื่อบอกจำนวนตัวเลขในการค้าขาย ดังนั้น หากเราอยากประสบความสำเร็จในการค้าขาย เราก็จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาอื่นๆเพื่อใช้ในการค้าขายด้วย อย่างที่ จิม โรเจอร์ส เคยเขียนไว้ในหนังสือว่า คนในศตวรรษที่ 21 อย่างน้อยจะต้องรู้ 2 ภาษา นั่นคือ ภาษาอังกฤษ กับภาษาจีน

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
23 กรกฎาคม 2560
*******************************
(ภาพและข้อมูลเรื่องสัญลักษณ์มือในเวนิส มาจาก บทความ Vision Statement: Market Indicators ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับ July-August 2015 หน้า 28-29)

กลยุทธ์โฟกัสของ Oppo

จากตัวเลขยอดขายในปี 2016 ที่รายงานโดย IDC ปรากฏว่า Oppo ได้ประกาศศักดาก้าวเป็นอันดับหนึ่งของตลาดสมาร์ตโฟนในประเทศจีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 16.8% แซงหน้า Xiaomi, Huawei, Apple ถือว่าเป็นก้าวย่างสำคัญของแบรนด์โทรศัพท์จากมณฑลกว่างตงแห่งนี้ (vivo อันดับ 4 ก็เป็นแบรนด์ภายใต้บริษัทแม่เดียวกันกับ Oppo นั่นคือ BBK Electronics) โดยในปีก่อนหน้า Oppo ยังอยู่อันดับที่ 4 ที่ส่วนแบ่งตลาดในจีนเพียง 8.2% เท่านั้น ภายในปีเดียว Oppo มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมาเท่าตัว แล้ว Oppo ทำได้อย่างไร?

ChinaSmartPhoneMarketShare2016

กลยุทธ์ที่ Oppo เลือกใช้ก็คือ กลยุทธ์โฟกัส ซึ่งเป็นไปตามตำราพิชัยสงครามซุนวู บทที่ 6 ตื้นลึกหนาบาง เขียนไว้ว่า “เรารวมศูนย์ แต่ศัตรูกระจาย เรารวมเป็นหนึ่ง ศัตรูกระจายเป็นสิบ เอาสิบไปตีหนึ่งของศัตรู เราก็มากแต่ศัตรูน้อย เมื่อเอามากไปตีน้อยจึงเอาชนะได้โดยง่าย”

Oppo โฟกัสในทุกด้านของธุรกิจ ในด้านผลิตภัณฑ์ Oppo มุ่งเน้นพัฒนาโทรศัพท์ที่มีจุดเด่น 2 อย่างเท่านั้น นั่นคือ ถ่ายรูปสวย และแบตเตอรี่อยู่ได้นานด้วยการชาร์จสั้นกว่าคนอื่น การทุ่มเททรัพยากรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปที่จุดเด่นสองอย่างที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ทำให้ Oppo สามารถตามทันผู้นำตลาดเดิมที่มีทรัพยากรในการพัฒนามากกว่าได้ แต่หาก Oppo คิดจะพัฒนาโทรศัพท์ให้เด่นในทุกด้าน ก็ย่อมสู้ผู้นำในตลาดโลกอย่าง Apple และ Samsung ได้ยาก

ในด้านการขาย ขณะที่คนอื่นทุ่มเทไปกับช่องทางออนไลน์ Oppo กลับมุ่งเน้นไปที่ช่องทางการขายดั้งเดิมพวกร้านค้าและตู้ขายมือถือ การมุ่งเน้นกลุ่มนี้ทำให้ Oppo สามารถให้ margin กับตัวแทนจำหน่าย Oppo ได้มากกว่าคู่แข่ง ทำให้เมื่อมีคนมาหาซื้อมือถือที่ร้าน ที่ร้านย่อมเชียร์ให้ซื้อ Oppo ที่ทำให้ร้านได้กำไรมากกว่านั่นเอง

ในด้านการโฆษณา ผมเคยคุยกับผู้บริหารด้านโฆษณาของ Oppo เขาบอกผมว่า โจทย์เขาชัดเจนมาก นั่นคือ กลุ่มเป้าหมายของเขาคือกลุ่มวัยรุ่น เขาจึงโฆษณาในรายการเรียลลิตี้ โดยเฉพาะการร้องเพลง ในเวลาไพรม์ไทม์ พรีเซ็นเตอร์ของเขาต้องเป็นคนดังที่สุดสำหรับวัยรุ่นในตอนนี้ เขาไม่สนใจลงโฆษณาที่ไม่ตรงตามโจทย์นี้เลย เมื่อโจทย์ชัดเจน ทีมงานก็ทำงานได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้รับสารที่ Oppo สื่อไปได้อย่างชัดเจนเช่นกัน อย่างในเมืองไทย Oppo โฆษณาในรายการร้องเพลงทั้ง The Voice Thailand และ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง จนคนจดจำแบรนด์ได้ทั่วบ้านทั่วเมือง

ด้วยกลยุทธ์โฟกัสอย่างนี้ ทรัพยากรของ Oppo จึงทุ่มเทไปยังจุดที่เขามุ่งเน้นจุดเดียว ทำให้เกิดพลังมหาศาลตามที่ซุนวูว่าไว้”เรารวมศูนย์ แต่ศัตรูกระจาย เรารวมเป็นหนึ่ง ศัตรูกระจายเป็นสิบ เอาสิบไปตีหนึ่งของศัตรู เราก็มากแต่ศัตรูน้อย เมื่อเอามากไปตีน้อยจึงเอาชนะได้โดยง่าย” จนทำให้ Oppo ก้าวขึ้นอันดับหนึ่งในประเทศจีนได้นั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
24 เมษายน 2560
*******************************

เครดิตภาพจาก China Daily Asia

กลยุทธ์ยืมซากคืนชีพ กับกลยุทธ์ซื้อหุ้นกลุ่มอุตฯที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีที่ผ่านมา

มีกลยุทธ์การลงทุนแบบหนึ่งที่แนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีที่ผ่านมา และถือเอาไว้หนึ่งปี พอครบปีก็ขายออกไปและทำเช่นเดิมซ้ำอีก กลยุทธ์นี้มีสมมติฐานที่ว่า การลงทุนแบบสวนกระแส (Contrarian) จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบตามคนส่วนใหญ่ เพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของกลยุทธ์นี้ มีนักวิเคราะห์กลยุทธ์หุ้นคนหนึ่งที่ชื่อว่า Kim Iskyan แห่ง True Wealth Publishing สิงคโปร์ ได้รวบรวมข้อมูลจาก Bloomberg ย้อนหลัง 10 ปี โดยใช้ดัชนี Bloomberg World Asia-Pacific เป็นตัวแทนตลาด และแยกกลุ่มอุตสาหกรรมออกเป็น 10 กลุ่ม นำมาทำตารางตามรูป โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนลงทุนดีที่สุดของปีจะใส่สีเขียวเอาไว้ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดก็เป็นสีแดง


จากภาพ จะเห็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดไม่สามารถรักษาแชมป์ในปีถัดไปได้เลย ดังนั้นกลยุทธ์ที่ซื้อหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปีที่ผ่านมาโดยคาดว่าปีถัดไปจะยังคงดีเช่นเดิมนั้น เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ไม่ได้ผล  มีบางปีกลุ่มที่ดีที่สุดกลายเป็นกลุ่มที่แย่ที่สุดในปีถัดไปเลย อย่างปี 2014 ที่หุ้นกลุ่มสินค้าปลีก (Consumer Discretionary) ให้ผลตอบแทน -3% ทั้งๆที่ปีก่อนหน้ามีผลตอบแทนถึง 25%

ส่วนกลยุทธ์ที่ซื้อหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีที่ผ่านมา กลับให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด 7 ปีจากทั้งหมด 10 ปี (ยกเว้นปี 2012, 2013, 2014) และหากเราใช้กลยุทธ์นี้ทุกปีตั้งแต่ปี 2008 เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 13% ขณะที่ตลาด (ดัชนี Bloomberg World Asia-Pacific) ได้ผลตอบแทนเพียง 6% ต่อปี หรือพูดได้ว่า กลยุทธ์นี้เอาชนะตลาดถึง 7% ต่อปีเลยทีเดียว สำหรับปี 2017 นี้ กลยุทธ์นี้จะแนะนำให้ซื้อหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities Sector) และกลุ่มสุขภาพ (Healthcare) เพราะเมื่อปีที่แล้ว หุ้นสองกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทน -9% แย่ที่สุดในตลาด

กลยุทธ์ซื้อหุ้นที่มีผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีที่ผ่านมานี้ ดูๆไปก็เหมือนกับกลยุทธ์ที่ 14 จากคัมภีร์ 36 กลยุทธ์แห่งชัยชนะของจีน นั่นคือ กลยุทธ์ยืมซากคืนชีพ (借尸还魂 เจี้ยซือหวนหุน) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ให้หาประโยชน์จากสิ่งที่ดูเหมือนตายไปแล้วหรือไร้ประโยชน์ ในกรณีนี้ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีที่ผ่านมาก็เหมือนกับซากศพที่ใครๆไม่สนใจ แต่เมื่อไปลงทุน ซากนั้นกลับกลายมีชีวิตขึ้นมา ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดในปีต่อมานั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
5 กุมภาพันธ์ 2560
*******************************

หัวเหว่ย ร่วมมือกับ ไลก้า : กลยุทธ์คบไกลตีใกล้

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2016 หัวเหว่ย (Huawei) ผู้ประกอบการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ไลก้า (Leica) ผู้ผลิตกล้องถ่ายรูปชั้นนำของโลกจากเยอรมัน ที่จะพัฒนาการถ่ายรูปบนสมาร์ทโฟน สองเดือนต่อมา หัวเหว่ย ก็ออกโทรศัพท์รุ่น P9 ที่ไลก้าร่วมพัฒนากล้องถ่ายรูปเข้าสู่ตลาด สร้างความสั่นสะเทือนในวงการโทรศัพท์มือถือไปทั่วโลก

huawei_leica_distantneighbor

หากเราย้อนไปดูเส้นทางของหัวเหว่ยในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ พบว่า เมื่อปี 2010 หัวเหว่ย มีส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือทั้งโลกอยู่ที่ 1.7% เป็นอันดับที่ 10 ของโลก ต่อจากนั้น ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด ไต่อันดับขึ้นมาจนเป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2012 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 2.9% และยังคงเติบโตต่อเนื่องจนถึงปี 2015 ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 8.2% ครองอันดับ 3 ของโลก ตามหลังอันดับสองอย่าง Apple ที่มีส่วนแบ่งตลาด 18.7% อยู่ 10%

กลยุทธ์ที่หัวเหว่ยใช้ในการเติบโตที่ผ่านมา นั่นคือ เป็นโทรศัพท์ราคาถูก ที่มีคุณภาพสินค้าคุ้มค่ากว่าราคา แต่หากหัวเหว่ยต้องการจะขึ้นเป็นอันดับสอง หรืออันดับหนึ่ง จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่มากกว่านั้น เพราะ Samsung และ Apple ต่างมีชื่อเสียงในเรื่องนวัตกรรม ทำให้ขายสินค้าได้แพงกว่ามาก ผู้บริโภคยังไม่รู้สึกว่า แบรนด์ Huawei เป็นแบรนด์พรีเมียมแต่อย่างใด แล้วกลยุทธ์ใดที่จะทำให้หัวเหว่ยก้าวกระโดดต่อไปได้ล่ะ

การจับมือกับ Leica คือคำตอบเชิงกลยุทธ์ที่หัวเหว่ยเลือก เพราะในสมัยนี้ การถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานหลักที่ผู้บริโภคใช้ ใครๆก็อยากถ่ายรูปออกมาให้สวย ถ้า Huawei พัฒนาเทคโนโลยีกล้องด้วยตัวเอง จะทำให้ดีแค่ไหน คนก็ยังไม่รับรู้ว่าเป็นระดับโลก แต่ ไลก้า เป็นแบรนด์ระดับโลกในด้านเลนส์ถ่ายภาพ เมื่อ หัวเหว่ย จับมือกับไลก้า คนรับรู้ทันทีว่านี่คือโทรศัพท์ที่คุณสมบัติการถ่ายรูปที่ดีที่สุด ในขณะเดียวกัน ไลก้า เองก็สามารถเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์มือถือได้โดยไม่ต้องสร้างเทคโนโลยีทั้งหมดเอง เพียงแต่เอาแบรนด์ของตนเองมาต่อยอดกับ Huawei เท่านั้น

ผลลัพธ์ของกลยุทธ์นี่ทำให้ในปี 2016 หัวเหว่ย มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมาอีก 1% กลายเป็น 9.3% ตามติด Apple ที่ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือเพียง 12.5% ห่างกันเพียง 3% เท่านั้น ภายในเวลา 1 ปี ช่องว่างระหว่างเบอร์ 2 กับเบอร์ 3 ลดลงจาก 10% เหลือเพียง 3% เท่านั้น ขณะที่ ผู้บริโภครับรู้ว่าแบรนด์ Huawei ไม่ใช่แบรนด์ของถูกอย่างเดียวแล้ว นับว่า เป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่หลายคนคาดทีเดียว นั่นทำให้ Huawei ขยับหมากไปอีกขั้นด้วยการประกาศตั้ง ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ Leica ที่ประเทศเยอรมัน ในชื่อว่า Max Berek Innovation Lab เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพบนโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ในเดือนกันยายน 2016 ส่งผลให้ทั่วโลกจับตาดูว่า ปี 2017 นี้ Huawei กับ Leica จะเปิดตัวสินค้าใหม่ตัวไหนเข้ามาสั่นสะเทือนตลาดโลกอีกครั้ง

หากเรามองจังหวะการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของ Huawei ด้วยสายตานักพิชัยสงคราม เราจะนึกออกทันทีว่า หัวเหว่ย กำลังใช้กลยุทธ์ที่ 23 ของตำรา 36 กลยุทธ์สู่ชัยชนะ ซึ่งเป็นคัมภีร์พิชัยสงครามโบราณของจีน นั่นคือ กลยุทธ์ คบไกลตีใกล้ (遠交近攻 หยวนเจียวจิ้นกง) กลยุทธ์นี้มีที่มาจากในยุคจ้านกว๋อ เว่ยหร่าง สมุหนายกแคว้นฉิน เสนอต่อ ฉินเจาเซียงอ๋อง ว่า แคว้นใกล้เคียงแข็งขืนต่อแคว้นฉินก็เพราะมีแคว้นฉีที่อยู่ไกลหนุนหลังอยู่ เราจึงควรยกทัพไปโจมตีแคว้นฉีที่อยู่ไกลก่อน เพื่อให้ทุกแคว้นหวาดกลัว ไม่กล้าเป็นพันธมิตรกับฉี แต่ ฟ่านซุย ขุนนางอีกคนรีบคัดค้าน บอกว่า การโจมตีแคว้นฉีที่อยู่ไกลทำได้ยาก กองทัพต้องเดินทางไกลและเหนื่อยยาก หากข้าศึกรวมตัวกันโจมตีแคว้นเรา กองทัพจะถอนทัพกลับมาไม่ทัน ดังนั้น แคว้นฉินควรผูกมิตรกับแคว้นไกล โจมตีแคว้นใกล้ ฉินเจาเซียงอ๋อง เห็นด้วยกับฟ่านซุย จึงปลดเว่ยหร่าง และแต่งตั้ง ฟ่านซุย ขึ้นเป็นสมุหนายก ขับเคลื่อนกลยุทธ์คบไกลตีใกล้ และด้วยกลยุทธ์นี้ ทำให้แคว้นฉินทยอยเอาชนะแคว้นใกล้ก่อน และในที่สุดก็รวมประเทศจีนได้สำเร็จ

คำว่า คบไกลตีใกล้ ในเรื่องของหัวเหว่ย ไม่ได้หมายถึง หัวเหว่ย แบรนด์จีน ไปคบกับ ไลก้า แบรนด์เยอรมัน ที่อยู่ไกล แต่ไกลในที่นี้คืออยู่คนละธุรกิจกัน หัวเหว่ย ในธุรกิจมือถือ ไปคบกับ ไลก้า จากธุรกิจเลนส์ถ่ายภาพ เพื่อไปตี ใกล้ นั่นคือ ตลาดมือถือ นั่นเอง ข้อคิดในเรื่องนี้คือ การคิดหากลยุทธ์เพื่อชัยชนะ บางครั้งเราต้องมองไปยังธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจที่เราอยู่ เพื่อดูว่า เราจะสามารถสร้างพันธมิตร สร้างโอกาสจากธุรกิจอื่น เพื่อมาเสริมธุรกิจของเราได้หรือไม่ นั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
29 มกราคม 2560
*******************************

แผนสำรองแผนเดียวอาจไม่พอ เพราะกระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรง

ครั้งก่อน ผมได้เล่าถึงข้อคิดจากการเสียกรุงครั้งที่ 2 ว่า กลยุทธ์ที่ดีต้องมีแผนสำรองนั้น อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ แผนสำรองแผนเดียวอาจไม่พอ เรามาฟังเรื่อง กระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรง ในประวัติศาสตร์จีนกันดีกว่า

ในยุคจ้านกว๋อ ราวๆ 300 ปีก่อนคริสตศักราช ที่แคว้นฉี มีขุนนางคนสำคัญคนหนึ่ง ชื่อว่า เมิ่งฉางจวิน (孟嘗君) ท่านมีชื่อเสียงว่าเป็นคนใจกว้าง ชอบคบหาคนมีฝีมือ รับเลี้ยงดูแขกจำนวนมาก ว่ากันว่า แขกที่มาอาศัยอยู่บ้านท่านเมิ่งมีมากถึงกว่า 3,000 คน แขกเหล่านี้มีทุกชนชั้นจากทั่วทุกสารทิศ ครั้งหนึ่งมีอาคันตุกะเข้ามาขออยู่อาศัยกับท่านเมิ่ง ชื่อว่า เฝิงเซวียน แต่เมื่อเมิ่งฉางจวินถามว่า เขามีความสามารถอันใด เฝิงเซวียนกลับตอบว่า ไม่มีความสามารถอะไรเลย ถึงอย่างนั้น เมิ่งฉางจวินก็ยังต้อนรับให้เฝิงเซวียนมาอยู่กับท่าน

เฝิงเซวียนมาอยู่อาศัยกับท่านเมิ่งเป็นเวลานาน ไม่ได้ทำงานอะไรให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่เรียกร้องขอรถม้าและผลประโยชน์ วันหนึ่ง เมิ่งฉางจวินจึงมอบหมายภารกิจให้กับเฝิงเซวียน โดยให้เขาเดินทางไปเก็บเงินค่าที่นาและดอกเบี้ยเงินกู้จากบรรดาชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้ของท่านเมิ่งที่เมืองเซวีย และขากลับให้เฝิงเซวียนเอาเงินที่เก็บมาได้หาซื้อของที่ท่านเมิ่งยังขาดอยู่กลับมาให้ด้วย

เมื่อเฝิงเซวียนเดินทางไปถึงเมืองเซวีย เขาเรียกประชุมบรรดาชาวบ้านในเมืองซึ่งต่างก็เป็นลูกหนี้ท่านเมิ่ง แล้วประกาศว่า เมิ่งฉางจวินมีเมตตาต่อชาวบ้านเมืองเซวีย เห็นว่าทุกคนต่างลำบากยากที่จะคืนเงินให้ท่านเมิ่งได้ ท่านเมิ่งจึงขอยกหนี้สินทั้งหมด ให้ทุกคนมีโอกาสทำมาหากินต่อไป บรรดาสัญญากู้เงินที่ติดค้างก็ให้เอามารวมกันแล้วเผาจนหมดสิ้น ชาวบ้านต่างสรรเสริญคุณความดีของท่านเมิ่งกันทั่วทุกคน

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ เฝิงเซวียนกลับมาหาเมิ่งฉางจวิน แล้วรายงานสิ่งที่ตนทำลงไปให้ท่านเมิ่งฟัง พร้อมตบท้ายว่า ถึงแม้ข้าจะเก็บเงินมาไม่ได้ แต่ข้าได้ซื้อของที่ท่านขาดอยู่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ เมตตาธรรม ท่านเมิ่งฟังแล้วก็ไม่พอใจ แต่ก็ระงับใจและบอกให้เฝิงเซวียนกลับไปพักผ่อนตามปกติ

lordmengchang

ต่อมา ฉีอ๋อง เจ้าแคว้นฉีเกิดความระแวงในตัวเมิ่งฉางจวิน จึงปลดท่านเมิ่งออกจากตำแหน่ง และต้องหนีราชภัยไปเมืองเซวีย พอไปถึง ชาวเมืองต่างออกมาต้อนรับท่านเมิ่งกันเต็มไปหมด ทั้งหมดต่างซาบซึ้งน้ำใจที่ท่านเมิ่งเคยยกหนี้สินให้พวกเขา ถึงตอนนี้ เมิ่งฉางจวินก็นึกถึงเฝิงเซวียน และเชิญตัวมาขอบใจกับผลงานที่เขาทำเอาไว้ที่เมืองเซวีย แต่เฝิงเซวียนกลับตอบว่า นายท่านยังวางใจไม่ได้ โบราณกล่าวไว้ว่า กระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรง จึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ ขณะนี้ท่านยังมีแค่โพรงเดียว ขอโอกาสให้ข้าได้หาโพรงให้กับท่านอีกสองโพรงเถิด ว่าแล้วเฝิงเซวียนก็เบิกทองคำและรถม้าจากท่านเมิ่งเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

เฝิงเซวียนเดินทางไปยังแคว้นเว่ย เพื่อเข้าเฝ้าเว่ยอ๋อง เจ้าแคว้นเว่ย แล้วกราบทูลว่า คุณชายเมิ่ง อัจฉริยะแห่งยุค ได้ถูกปลดจากตำแหน่งในแคว้นฉีแล้ว หากเจ้าแคว้นใดได้คุณชายเมิ่งไปทำงานด้วย แคว้นนั้นย่อมก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในไม่ช้า เจ้าแคว้นเว่ยฟังแล้วรีบบอกเฝิงเซวียนว่า พระองค์ต้องการให้คุณชายเมิ่งมาทำงานด้วย ว่าแล้วก็รีบส่งของกำนัลพร้อมคณะมาเชิญท่านเมิ่งไปทำงานด้วย ท่านเมิ่งก็ปฏิเสธคำเชิญนั้นถึงสามครั้งสามครา ข่าวนี้ก็ไปถึงฉีอ๋อง พระองค์เกิดเกรงกลัวที่จะสูญเสียเมิ่งฉางจวินให้กับแคว้นเว่ย จึงรีบแต่งตั้งเมิ่งฉางจวินกลับสู่ตำแหน่งเดิม พร้อมพระราชทานเงินทองของกำนัลจำนวนมากเพื่อดึงให้ท่านเมิ่งอยู่กับแคว้นฉีต่อไป ถึงตอนนี้ เฝิงเซวียนถือว่าเขาได้สร้างโพรงที่สองให้กับเจ้านายของเขาแล้ว

เพื่อสร้างโพรงที่สาม เฝิงเซวียนขอให้ท่านเมิ่งกราบทูลขอให้ฉีอ๋องพระราชทานสร้างศาลบรรพบุรุษให้เมิ่งฉางจวินที่เมืองเซวีย เมื่อสร้างแล้ว ฉีอ๋องก็ต้องส่งทหารมาปกป้องคุ้มครองศาลบรรพบุรุษที่สร้างขึ้น (เมิ่งฉางจวิน มีชื่อเดิมว่า เถียนเหวิน แซ่เถียนเช่นเดียวกับฉีอ๋อง) เมื่อสร้างศาลเสร็จ เฝิงเซวียนจึงบอกกับเมิ่งฉางจวินว่า บัดนี้ โพรงทั้งสามได้สร้างเสร็จแล้ว ท่านสามารถนอนหลับอย่างเป็นสุขได้แล้ว

ข้อคิดจากเรื่องนี้ก็คือ ในบางสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหากแผนการหลักพลาด แล้วจะพ่ายแพ้ทั้งกระดาน เป็นภัยถึงชีวิต การเตรียมแผนสำรองไว้เพียงแผนเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องสร้างแผนสำรองเพิ่มอีก เพื่อความปลอดภัย ดังสุภาษิตที่ว่า กระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีโพรงสามโพรง (狡兔三窟 เจี่ยวทู่ซานคู)

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
22 มกราคม 2560
*******************************

เสียกรุงครั้งที่ 2 เพราะไม่มีแผนสำรอง

เรามักได้ยินว่า กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 นั้น เป็นเพราะผู้นำประเทศขณะนั้นอ่อนแอ พระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาขณะนั้น เป็นคนไม่เก่ง ไม่เอาไหน เล่าต่อๆกันว่า หากนายทหารคนใดจะยิงปืนใหญ่ ต้องมาขออนุญาตก่อนเพราะเกรงว่าสนมจะตกใจ ทำให้กองทัพพม่าที่เคยสันนิษฐานว่า มาอย่างกองโจร ไม่ได้นำทัพมาโดยกษัตริย์ กลับสามารถตีกรุงศรีฯจนแตกและทำลายเมืองอันยิ่งใหญ่นี้จนล่มสลายลงไปได้

bkn-atucaaenft8

แต่ต่อมา เมื่อศึกษาหลักฐานประวัติศาสตร์หลายๆแหล่ง โดยเฉพาะหลักฐานข้างพม่า จะพบว่า เรื่องราวอาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะ พม่าไม่ได้มาอย่างกองโจร แต่เป็นการยกทัพโดยวางยุทธศาสตร์มาอย่างดี โดยยกมาสองทัพใหญ่ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2308 ทัพแรกนำโดย เนเมียวสีหบดี ยกทัพมาจากเชียงใหม่ (ขณะนั้นเชียงใหม่ตกเป็นของฝั่งพม่า) อีกทัพนำโดย มังมหานรธา ยกทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์ (กาญจนบุรี) ตีเมืองรายทางไปตลอด กวาดต้อนทรัพยากร ผู้คน สมบัติ เสบียง มาตลอดทาง จนกระทั่ง ทั้งสองทัพมาบรรจบกันล้อมกรุงศรีอยุธยาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2309

ขณะที่กรุงศรีอยุธยาใช่ว่าจะประมาทจนไม่ได้ทำอะไรเลย จริงๆแล้ว พระเจ้าเอกทัศได้เตรียมการตั้งรับด้วยการโปรดให้รวบรวมประชาชนและเสบียงเข้ามาไว้ในพระนคร จนสามารถตั้งรับพม่าได้ยาวนานถึง 14 เดือน แต่ปัญหาก็คือ ยุทธศาสตร์หลัก ของกรุงศรีอยุธยานั้น กลับเป็นยุทธศาสตร์ที่เคยใช้มานับร้อยปีก่อนหน้านั้น นั่นคือ การรวบรวมทรัพยากร ไพร่พล เสบียง มาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อตั้งรับการล้อมของพม่า รอกระทั่งถึงฤดูน้ำหลากราวๆเดือนสิบสอง น้ำจะท่วมรอบกรุงศรีอยุธยาจนพม่าจะต้องถอยทัพกลับไปเอง การส่งทัพไปต่อสู้กับพม่าตามหัวเมืองนั้น เป็นเพียงการส่งกำลังย่อยออกไป เพื่อตัดกำลัง ไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์ที่จะป้องกันไม่ให้พม่ามาล้อมกรุง

แต่ครั้งนี้ พม่าได้เตรียมแผนเด็ดมาอุดช่องโหว่ของการมาตีกรุงศรีอยุธยาแบบเดิมแล้ว ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก แม่ทัพพม่าได้วางแผนสำรวจที่ดอนตามโคกตามวัดที่จะวางกำลังไว้ในช่วงน้ำหลาก มีการจัดหาเรือมาใช้ในกองทัพจำนวนมาก พอถึงฤดูฝน พม่าให้ทหารปลูกข้าวตามบริเวณใกล้เคียง สร้างป้อมค่ายในที่น้ำท่วมไม่ถึงและติดต่อถึงกันได้สะดวก ถึงตอนนี้ ผู้นำของกรุงศรีอยุธยารู้แล้วว่า แพลนเอ กำลังล้มเหลว และพวกเขาไม่ได้คิดถึง แผนสำรอง หรือ แผนฉุกเฉิน  (Contingency Plan) ไว้เลย ได้แต่พยายามยกทัพเรือไปโจมตีค่ายพม่า ซึ่งพบแต่ความล้มเหลว

ขณะที่ ยอดนักยุทธศาสตร์ อย่างสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสิน ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นพระยาตาก ท่านกลับเตรียมแผนสำรอง (Contingency Plan) ของท่านไว้อยู่แล้ว พอพ้นหน้าน้ำหลาก พม่าไม่ถอยทัพ ท่านก็รู้แน่ว่า แผนหลักของกรุงศรีฯล้มเหลว และเหล่าบรรดาผู้นำของกรุงศรีฯไม่ได้เตรียมแผนอื่นไว้เลย ท่านไม่จำเป็นต้องรอดูผลก็รู้แน่ว่า กรุงศรีอยุธยาจะต้องแตกพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างแน่นอน ถ้ารออยู่ในกรุงต่อไป ก็คือการรอวันตายเท่านั้น ดังนั้น เมื่อถึงต้นเดือนมกราคม 2310 ท่านจึงเริ่มแผนสอง หรือ แพลนบี ของท่านทันที ด้วยการยกทัพตีฝ่าออกจากกรุงศรีฯ มุ่งหน้าภาคตะวันออก ซึ่งปลอดภัยจากทัพพม่า เข้ายึดเมืองจันทบุรีและหัวเมืองทางภาคตะวันออก รวบรวมไพร่พลทรัพยากร ยกทัพเรือกลับมายึดกรุงศรีฯได้ จนสามารถสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กอบกู้เอกราชจากพม่าและรวบรวมแผ่นดินไทยให้กลับมาเป็นปึกแผ่นเป็นผลสำเร็จ

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์การเสียกรุงครั้งที่ 2 สำหรับนักกลยุทธ์นั้น ก็คือ อย่าเตรียมแผนการหลักไว้เพียงแผนเดียว จำเป็นต้องมี แผนสำรอง (Contingency Plan) ไว้ในกรณีแผนหลักล้มเหลวไว้ด้วย ไม่ฉะนั้น จะตกอยู่ในสถานะพลาดตาเดียวพ่ายแพ้ทั้งกระดาน นั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
16 มกราคม 2560
*******************************