บริหารการลงทุน CapEx สไตล์ FSG & Klopp เพียง 5 ปี รายได้ลิเวอร์พูลโตเท่าตัว

ทุกปี บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติอังกฤษ ระดับโลก ดีลอยต์ (Deloitte) จะออกรายงานเกี่ยวกับธุรกิจฟุตบอล เรียกชื่อรายงานนี้ว่า Football Money League โดยจะรายงานข้อมูลรายได้และข้อมูลสำคัญๆในปีที่ผ่านมาของสโมสรฟุตบอลชั้นนำ 20 อันดับแรกในยุโรป การจัดอันดับในลีกการเงินฟุตบอลนี้จัดโดยเรียงลำดับจากรายได้ประจำปี โดยฉบับล่าสุดซึ่งเป็นรายงานปีที่ 23 แล้ว ได้ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในชื่อว่า Deloitte Football Money League 2020: Eye on the prize (จับตาที่เงินรางวัล)

รายงานฉบับนี้มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง แต่ขอหยิบมาเฉพาะสโมสรอันดับ 7 ใน Football Money League ปีนี้ก่อน นั่นคือ สโมสรลิเวอร์พูล เพื่อมาวิเคราะห์ผลการบริหารทีมนับตั้งแต่ปี 2015 ที่ เจอร์เกน คล็อปป์ มาเป็นผู้จัดการทีม (คล็อปป์ รับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเมื่อ 8 ตุลาคม 2015 ก่อนหน้านั้นสโมสรลิเวอร์พูล มี แบรนดอน ร็อดเจอร์ เป็นผู้จัดการทีม)

 

จากรายงานของดีลอยต์ เมื่อมกราคม 2015 ลิเวอร์พูล อยู่อันดับ 9 ของ Football Money League มีรายได้ในปี 2014 อยู่ที่ 255.8 ล้านปอนด์ มาจาก รายได้วันแข่งขัน (Matchday) 51 ล้านปอนด์ หรือ 20% ของรายได้ทั้งหมด, รายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอด (Brodcast) 101 ล้านปอนด์ หรือ 39% ของรายได้ทั้งหมด และรายได้จากพาณิชย์ (Commercial) เช่น สปอนเซอร์, ขายสินค้า ที่ 124.1 ล้านปอนด์ หรือ 41% ของรายได้ทั้งหมด

เมื่อมาเทียบกับรายงานฉบับล่าสุด มกราคม 2020 สโมสรลิเวอร์พูล ขยับขึ้นมา 2 อันดับ มาอยู่อันดับ 7 ของ Football Money League มีรายได้ในปี 2019 อยู่ที่ 533 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจาก 5 ปีก่อนถึง 277.2 ล้านปอนด์ หรือเพิ่มขึ้น 108% เลยทีเดียว โดยมีรายได้วันแข่งขัน 83.3 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากห้าปีก่อน 63%, รายได้จากลิขสิทธิ์ออกอากาศ 263.8 ล้านปอนด์ เพิ่มจากห้าปีก่อน 161% และรายได้จากพาณิชย์ 185.9 ล้านปอนด์ เพิ่มจากห้าปีก่อน 79%

รายได้รวมที่เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวภายใน 5 ปีนั้น ในทางธุรกิจถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็มาจากการทำงานร่วมกันของเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือ จอห์น เฮนรี แห่ง เฟนเวย์สปอร์ตกรุ๊ป (FSG) กับ เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีม รวมไปถึงฝ่ายบริหารคนอื่นทั้ง ประธานสโมสร ทอม เวอร์เนอร์, CEO ปีเตอร์ มัวร์ เป็นต้น

หากเราย้อนดูปัจจัยสำคัญที่ทำให้สโมสรลิเวอร์พูลมีรายได้เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวภายในห้าปี นอกจากผลงานการแข่งขันแล้ว ในแง่บริหารเงินก็มีประเด็นน่าสนใจหลายประการ กลุ่ม FSG เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลเมื่อ 15 ต.ค. 2010 โดยเข้ามาสะสางปัญหาทางการเงินของสโมสรที่ผู้ถือหุ้นคนเก่าสร้างเอาไว้ กว่าที่จะได้เริ่มลงทุนอะไรใหม่ๆให้สโมสรก็ใช้เวลานับปี

ประเด็นที่น่าสนใจที่ผมเห็นคือ การใช้เงินลงทุน Capital Expenditure หรือที่เรียกสั้นๆว่า CapEx (แคปเอ็กซ์) เพราะการลงทุนแบบนี้จะสะท้อนถึงแผนการในระยะยาวของฝ่ายบริหาร ถ้าลงทุนในสิ่งที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ก็จะส่งผลดีในระยะยาว แต่ถ้าลงทุนสะเปะสะปะ เงินที่ลงทุนไปก็จะสูญเปล่า ดีไม่ดีจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของสโมสรด้วย

สโมสรลิเวอร์พูลในยุค FSG กับคล็อป เริ่มลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ที่สร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยเริ่มจาก ลงทุนขยายอัฒจันทร์ Main Stand ใช้เงินไปราว 110 ล้านปอนด์ โดยเริ่มสร้างในปี 2014 มาเสร็จใช้งานได้ในปี 2016 ส่งผลให้เพิ่มจำนวนที่นั่งทั้งสนามมาอีก 8,500 ที่ หรือประมาณ 19% ทำให้ปัจจุบันสนามแอนฟิลด์มีที่นั่งทั้งหมด 53,394 ที่นั่ง (ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของสโมสรในพรีเมียร์ลีก) เมื่อจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นมา 19% แต่รายได้วันแข่งเพิ่ม 63% แปลว่าความนิยมแฟนบอลเพิ่มขึ้น จำนวนแมตช์แข่งขันมากขึ้น ส่วนราคาบัตรนั้น สโมสรตรึงราคาไว้หลายปีแล้ว (ไม่นับราคาในตลาดมือสองที่เพิ่มพรวดๆ) ได้ใจแฟนบอลไปมาก

เมื่อ Main Stand เสร็จในปี 2016 ฝ่ายบริหารสโมสรก็ใช้เงินลงทุนสร้าง Club Superstore ที่สนาม ขนาด 1,800 ตารางเมตร ต่อเนื่องทันที ร้านค้าสโมสรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สวยงามขึ้น ย่อมเพิ่มรายได้จากพาณิชย์ ขึ้นไปอีก ร้านใหม่เสร็จภายในปีเดียว เริ่มเปิดในปี 2017

ถัดจากขยายอัฒจันทร์กับร้านประจำสโมสร ฝ่ายบริหารลิเวอร์พูล ได้ลงทุนสร้างสนามซ้อมแห่งใหม่ ที่ เคิร์กบี้ ขนาด 9,200 ตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 50 ล้านปอนด์ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จเริ่มใช้งานกลางปี 2020 นี้ แปลว่าฤดูกาลหน้า ทีมจะย้ายสนามซ้อมจากเมลวู้ดมายังเคิร์กบี้ ซึ่งมีอุปกรณ์การฝึกซ้อมทันสมัยครบครัน สโมสรใช้คำว่า state-of-the-art facilities การลงทุนในสนามซ้อมนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อรายได้ของสโมสรโดยตรง แต่เป็นการมองการณ์ไกลของฝ่ายบริหาร เพราะจะส่งผลดีต่อผลงานของทีม เมื่อนักเตะได้ซ้อมในสนามที่ทันสมัยย่อมได้เปรียบกว่าซ้อมในอุปกรณ์เก่าๆอย่างเดียว อีกทั้งยังเป็นการสร้างทีมเยาวชนขึ้นมาให้สโมสรด้วย

และเมื่อสนามซ้อมแห่งใหม่จะเสร็จในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ฝ่ายบริหารก็เริ่มโครงการลงทุนสำคัญต่อไปทันที คือแผนการขยายอัฒจันทร์ฝั่งถนนแอนฟิลด์ ซึ่งจะทำให้สนามมีความจุเพิ่มอีก 7,000 ที่นั่ง รวมเป็น 61,000 ที่นั่ง (เพิ่มขึ้นอีก 14% และจะกลายสนามใหญ่เป็นอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกด้วย) ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความเห็นชุมชนอยู่ หากผ่านการอนุมัติก็พร้อมที่จะก่อสร้างทันที

จะเห็นว่า ก้าวย่างของการลงทุน CapEx ของฝ่ายบริหารสโมสร ล้วนแล้วแต่เลือกลงทุนในสิ่งที่สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับสโมสรทั้งสิ้น ทำให้เชื่อได้ว่า สโมสรจะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับเจ้าของไปอีกนาน

ที่เล่ามานี้ ยังไม่ได้กล่าวถึง การบริหารเชิงพาณิชย์ของสโมสร ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการลงทุน CapEx แต่เป็นฝีมือการบริหารเพื่อเพิ่มรายได้ ที่เมื่อไม่นานมานี้ สโมสรได้ประกาศเปลี่ยนสปอนเซอร์ผู้ผลิตเสื้อผ้าจาก New Balance มาเป็น Nike ในฤดูกาลหน้า (2020/21) ซึ่งเงื่อนไขสำคัญก็คือ การที่สโมสรจะได้รับส่วนแบ่ง 20% จากยอดขายสินค้าที่มีตราสโมสร (กรณีรองเท้าได้ 5%) จากการประเมินเชื่อกันว่า รายได้ที่เดิมเคยได้รับจาก New Balance ปีละ 25 ล้านปอนด์ จะเพิ่มขึ้นเป็น 75 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งหมายความว่า สโมสรจะมีรายได้เพิ่มอีก 50 ล้านปอนด์เลยทีเดียว แต่จะเป็นไปตามคาดหรือไม่ก็ต้องติดตามกันต่อไป

**********************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
20 มกราคม 2020
**********************************

 

ในที่สุด บริษัทต่างชาติก็คว้าสิทธิถ่ายทอดพรีเมียร์ลีกอังกฤษในไทยไป

เมื่อวานนี้ มีข่าวออกมาว่า ผลการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษในประเทศไทย สำหรับฤดูกาล 2016-2019 ได้ข้อสรุปแล้ว นั่นคือ บริษัท beIN SPORTS จากสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชนะการประมูล ได้สิทธิไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยตัวเลขราว 190 ล้านปอนด์ ซึ่งน้อยกว่าราคาประมูลครั้งที่แล้วที่ CTH ชนะไป (204.8 ล้านปอนด์) ส่วนผู้เข้าร่วมประมูลอีก 3 รายก็ต้องผิดหวังไป ได้แก่ แชมป์เก่า CTH, TrueVisions และ Fox Sports
ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อ 10 ส.ค. 58 (http://goo.gl/j9utks ) ว่า กลยุทธ์ที่ผู้เข้าประมูลจากไทยคิดว่าจะฮั้วกันเพื่อให้ได้ราคาประมูลต่ำสุดนั้น คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก “..โลกเศรษฐกิจเสรี กลยุทธ์เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลแน่นอนเสมอไป เพราะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสำหรับประเทศไทยไม่ได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจากเมืองไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถึงเราจะฮั้วกันได้ ยังมีบริษัทต่างชาติที่เตรียมเข้าประมูลเหมือนกัน ซึ่งหากเขาได้ไป ก็จะเอากลับมาขายให้ผู้ประกอบการในไทยอีกทีในราคาที่สูงขึ้น..”

สุดท้ายก็เป็นไปตามคาดก็คือ ราคาไม่ได้ถูกลงซักเท่าไรเลย แม้ว่า CTH เข้าประมูลด้วยหวังว่าจะใช้เงินน้อยกว่าครั้งก่อน เพราะตัวเลขครั้งที่แล้วที่ราวๆ 200 ล้านปอนด์นั้น ขาดทุน ส่วน TrueVisions ก็เคยประมูลได้สำหรับฤดูกาล 2010-13 ที่ราคา 38 ล้านปอนด์ ก็ไม่อยากจ่ายแพงขนาด 200 ล้านปอนด์เช่นกัน แต่ปรากฏว่า ยังมีคู่แข่งจากต่างชาติอีก 2 เจ้า คือ Fox Sports และ beIN Sports มาแข่งด้วย ในที่สุด beIN ก็ชนะไปด้วยราคาราว 190 ล้านปอนด์ ต่ำกว่าครั้งที่แล้วเพียง 6-7% เท่านั้น แต่ถ้าคิดแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ราคาแพงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ต่อจากนี้ beIN ก็คงนำลิขสิทธิ์นี้มาขายต่อให้กับผู้ประกอบการในไทย ตามข่าวน่าจะชัดเจนแล้วว่า จะนำไปออกทาง TrueVisions เพราะตอนนี้ beIN ก็มีช่องรายการบนทรูวิชั่นส์อยู่แล้ว 1 ช่อง แต่ก็เชื่อว่า beIN น่าจะขายบางแมตช์ให้กับทีวีช่องอื่นๆที่ต่างก็สนใจจะถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษอยู่แล้ว ส่วน CTH คงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหนื่อยมากที่จะดึงฐานลูกค้าเก่าให้ยังคงเป็นสมาชิก CTH ต่อไป

สรุปก็คือ เจ้าของ Content อย่าง EPL ก็ยังคงเก่งเช่นเคย โดยสามารถวางกลยุทธ์จัดสภาพบรรยากาศและเงื่อนไขการแข่งประมูลจนได้ราคาใกล้เคียงกับของเดิมได้ แม้ว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไทยจะดูไม่ค่อยดีก็ตาม

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
5 พฤศจิกายน 2558
*********************************************************

เครดิตข่าวจาก หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับ 5 พ.ย. 2558

การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ​รอบนี้จะเป็นอย่างไร?

และแล้วก็ใกล้ถึงเทศกาลประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษกันอีกครั้ง ซึ่งจัดทุกๆ 3 ปี เมื่อสามปีก่อน CTH ได้สร้างประวัติศาสตร์ประมูลลิขสิทธิ์สำหรับปี 2013-2016 มาด้วยราคาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ในราคา 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 10,000 ล้านบาท (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 31.25 บาทต่อดอลลาร์) โดยตั้งเป้าฐานคนดูสูงถึง 3 ล้านราย อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจุบัน CTH มีฐานสมาชิก 1.3 ล้านรายเท่านั้น จึงทำให้ยังอยู่ในภาวะขาดทุนแม้ว่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจะเหลือปีสุดท้ายแล้วเท่านั้น คงเป็นเรื่องยากที่ CTH จะสร้างรายได้เพียงพอต่อต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่ประมูลมาได้

ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris--5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html
ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris–5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html

ข้อมูลจากเว็บไซต์เดลี่เมล์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการเติบโตของราคาลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในการประมูลล่าสุดเมื่อปี 2012 นั้น เติบโตสูงมากในแทบทุกภูมิภาค  ที่เติบโตสูงที่สุดคือประเทศเมียนมาร์ เพื่อนบ้านของเรา ราคาเพิ่มขึ้นถึง 12,400% นั่นคงเป็นเพราะว่าเมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศในปี 2010 พอมาประมูลในปี 2012 ตัวเลขจึงเพิ่มขึ้นมโหฬาร, ที่เพิ่มสูงรองลงมาคือประเทศไทย เมื่อ CTH เพิ่งเข้ามาในตลาดเคเบิลทีวี พร้อมทุนหนา และต้องการจะแย่งตลาดจาก True Visions ให้ได้ จึงทุ่มไม่อั้นจนได้ลิขสิทธิ์ไป

การประมูลครั้งก่อนนั้น มองกันว่า เป็นการประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จึงทำให้ราคาประมูลสูงลิ่วขึ้นไปอย่างไม่น่าเชื่อ ณ ขณะนั้น CTH ต้องการลิขสิทธิ์นี้เพื่อเป็นตั๋วเบิกทางเข้าสู่ตลาดเคเบิลทีวีและเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศในทันที ส่วน True Visions ต้องการลิขสิทธิ์นี้อย่างมากเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ เชื่อกันว่าที่คนยอมจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนหลักพันกับ True Visions นั้นก็เพราะต้องการดูบอลพรีเมียร์อังกฤษนั่นเอง แต่เมื่อราคาประมูลสูงไปถึง 5 เท่าของราคาเก่า ทรูวิชั่นส์ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมและมีข้อมูลในมือว่า ณ ราคาเท่าไร จึงจะทำกำไรจากลิขสิทธิ์นี้ได้ ก็รู้แล้วว่า ด้วยราคานั้น หากประมูลได้ไป มีแต่เจ็บตัวอย่างเดียว จึงยอมถอย ส่วน CTH มีทุนหนาและต้องการได้ลิขสิทธิ์โดยแทบไม่สนว่าจะต้องจ่ายที่ราคาเท่าไร จึงชนะการประมูลไป

วันเวลาผ่านไป ทรูวิชั่นส์นำเงินที่เคยเตรียมไว้จ่ายลิขสิทธิ์บอลพรีเมียร์อังกฤษ เอาไปซื้อคอนเทนต์อื่นๆ ที่สำคัญคือ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลไทยพรีเมียร์ลีก ซึ่งบูมขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เชื่อกันว่าคนไทยนิยมดูมากกว่าบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษแล้ว แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่ถึงหนึ่งในห้าของบอลอังกฤษ ส่วน CTH ต้องเผชิญวิบากกรรมจากต้นทุนลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่ว บวกกับมีการเปลี่ยนแปลงสูงมากในวงการทีวีไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีช่องทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง ทำให้โอกาสเติบโตของเคเบิลทีวีไม่ดีนัก จน CTH ต้องยอมขายลิขสิทธิ์บางแมตช์ให้ทางฟรีทีวีไปฉายเพื่อลดต้นทุนของตนเอง

สำหรับการประมูลในปีนี้ เริ่มมีข่าวว่า มีผู้สนใจจะประมูลลิขสิทธิ์อยู่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น CTH เจ้าของลิขสิทธิ์คนปัจจุบัน, True Visions เจ้าของลิขสิทธิ์รายเดิม, หรือช่องทีวีดิจิตอลต่างๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ก็คือ กลยุทธ์การเข้าประมูล  ทุกเจ้าเริ่มให้ข่าวในทำนองว่า กำลังพิจารณาว่าจะจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจเข้าประมูลด้วยหรือไม่ รวมถึงมีข่าวจาก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.)  ว่าจะจับมือสถานีโทรทัศน์ในไทยทั้งหมด เพื่อเข้าประมูลลิขสิทธิ์ สาเหตุที่มีการพิจารณากลยุทธ์การเข้าประมูลด้วยการจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ ก็มาจากประสบการณ์ครั้งก่อนของ CTH นั่นเอง โดยหวังว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะราคาของลิขสิทธิ์สูงจนยากที่จะทำกำไรได้ง่ายๆ นอกจากนี้ คาดว่าการลดจำนวนผู้เข้าแข่งขันประมูลลง และทำให้การประมูลครั้งนี้ไม่ใช่การประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จะทำให้ราคาประมูลลดลงได้ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าอยากให้ราคาประมูลต่ำที่สุด ผู้เข้าประมูลของไทยจะต้องจับมือกันฮั้วไปประมูล ไม่มีการแข่งขัน จะได้ไม่มีการไล่ราคาให้สูงขึ้นไป และอาจทำให้ราคาลดลงด้วยก็ได้

แต่ในโลกเศรษฐกิจเสรี กลยุทธ์เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลแน่นอนเสมอไป เพราะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสำหรับประเทศไทยไม่ได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจากเมืองไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถึงเราจะฮั้วกันได้ (ซึ่งไม่ง่ายนัก เพราะมีผู้อยากได้ลิขสิทธิ์หลายรายจากทีวีที่เพิ่มขึ้นมาก) ยังมีบริษัทต่างชาติที่เตรียมเข้าประมูลเหมือนกัน ซึ่งหากเขาได้ไป ก็จะเอากลับมาขายให้ผู้ประกอบการในไทยอีกทีในราคาที่สูงขึ้น นี่ยังไม่นับเทคนิคจัดการประมูลของทางอังกฤษ ที่สร้างขั้นตอนการประมูลที่สร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยาทำให้ราคาสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์การประมูลคราวนี้จะเป็นอย่างไรอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะทราบผลแล้ว ต้องติดตามกันต่อไป

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
10 สิงหาคม 2558
*********************************************************