แผนสำรองแผนเดียวอาจไม่พอ เพราะกระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรง

ครั้งก่อน ผมได้เล่าถึงข้อคิดจากการเสียกรุงครั้งที่ 2 ว่า กลยุทธ์ที่ดีต้องมีแผนสำรองนั้น อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ แผนสำรองแผนเดียวอาจไม่พอ เรามาฟังเรื่อง กระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรง ในประวัติศาสตร์จีนกันดีกว่า

ในยุคจ้านกว๋อ ราวๆ 300 ปีก่อนคริสตศักราช ที่แคว้นฉี มีขุนนางคนสำคัญคนหนึ่ง ชื่อว่า เมิ่งฉางจวิน (孟嘗君) ท่านมีชื่อเสียงว่าเป็นคนใจกว้าง ชอบคบหาคนมีฝีมือ รับเลี้ยงดูแขกจำนวนมาก ว่ากันว่า แขกที่มาอาศัยอยู่บ้านท่านเมิ่งมีมากถึงกว่า 3,000 คน แขกเหล่านี้มีทุกชนชั้นจากทั่วทุกสารทิศ ครั้งหนึ่งมีอาคันตุกะเข้ามาขออยู่อาศัยกับท่านเมิ่ง ชื่อว่า เฝิงเซวียน แต่เมื่อเมิ่งฉางจวินถามว่า เขามีความสามารถอันใด เฝิงเซวียนกลับตอบว่า ไม่มีความสามารถอะไรเลย ถึงอย่างนั้น เมิ่งฉางจวินก็ยังต้อนรับให้เฝิงเซวียนมาอยู่กับท่าน

เฝิงเซวียนมาอยู่อาศัยกับท่านเมิ่งเป็นเวลานาน ไม่ได้ทำงานอะไรให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่เรียกร้องขอรถม้าและผลประโยชน์ วันหนึ่ง เมิ่งฉางจวินจึงมอบหมายภารกิจให้กับเฝิงเซวียน โดยให้เขาเดินทางไปเก็บเงินค่าที่นาและดอกเบี้ยเงินกู้จากบรรดาชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้ของท่านเมิ่งที่เมืองเซวีย และขากลับให้เฝิงเซวียนเอาเงินที่เก็บมาได้หาซื้อของที่ท่านเมิ่งยังขาดอยู่กลับมาให้ด้วย

เมื่อเฝิงเซวียนเดินทางไปถึงเมืองเซวีย เขาเรียกประชุมบรรดาชาวบ้านในเมืองซึ่งต่างก็เป็นลูกหนี้ท่านเมิ่ง แล้วประกาศว่า เมิ่งฉางจวินมีเมตตาต่อชาวบ้านเมืองเซวีย เห็นว่าทุกคนต่างลำบากยากที่จะคืนเงินให้ท่านเมิ่งได้ ท่านเมิ่งจึงขอยกหนี้สินทั้งหมด ให้ทุกคนมีโอกาสทำมาหากินต่อไป บรรดาสัญญากู้เงินที่ติดค้างก็ให้เอามารวมกันแล้วเผาจนหมดสิ้น ชาวบ้านต่างสรรเสริญคุณความดีของท่านเมิ่งกันทั่วทุกคน

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ เฝิงเซวียนกลับมาหาเมิ่งฉางจวิน แล้วรายงานสิ่งที่ตนทำลงไปให้ท่านเมิ่งฟัง พร้อมตบท้ายว่า ถึงแม้ข้าจะเก็บเงินมาไม่ได้ แต่ข้าได้ซื้อของที่ท่านขาดอยู่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ เมตตาธรรม ท่านเมิ่งฟังแล้วก็ไม่พอใจ แต่ก็ระงับใจและบอกให้เฝิงเซวียนกลับไปพักผ่อนตามปกติ

lordmengchang

ต่อมา ฉีอ๋อง เจ้าแคว้นฉีเกิดความระแวงในตัวเมิ่งฉางจวิน จึงปลดท่านเมิ่งออกจากตำแหน่ง และต้องหนีราชภัยไปเมืองเซวีย พอไปถึง ชาวเมืองต่างออกมาต้อนรับท่านเมิ่งกันเต็มไปหมด ทั้งหมดต่างซาบซึ้งน้ำใจที่ท่านเมิ่งเคยยกหนี้สินให้พวกเขา ถึงตอนนี้ เมิ่งฉางจวินก็นึกถึงเฝิงเซวียน และเชิญตัวมาขอบใจกับผลงานที่เขาทำเอาไว้ที่เมืองเซวีย แต่เฝิงเซวียนกลับตอบว่า นายท่านยังวางใจไม่ได้ โบราณกล่าวไว้ว่า กระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรง จึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ ขณะนี้ท่านยังมีแค่โพรงเดียว ขอโอกาสให้ข้าได้หาโพรงให้กับท่านอีกสองโพรงเถิด ว่าแล้วเฝิงเซวียนก็เบิกทองคำและรถม้าจากท่านเมิ่งเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

เฝิงเซวียนเดินทางไปยังแคว้นเว่ย เพื่อเข้าเฝ้าเว่ยอ๋อง เจ้าแคว้นเว่ย แล้วกราบทูลว่า คุณชายเมิ่ง อัจฉริยะแห่งยุค ได้ถูกปลดจากตำแหน่งในแคว้นฉีแล้ว หากเจ้าแคว้นใดได้คุณชายเมิ่งไปทำงานด้วย แคว้นนั้นย่อมก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในไม่ช้า เจ้าแคว้นเว่ยฟังแล้วรีบบอกเฝิงเซวียนว่า พระองค์ต้องการให้คุณชายเมิ่งมาทำงานด้วย ว่าแล้วก็รีบส่งของกำนัลพร้อมคณะมาเชิญท่านเมิ่งไปทำงานด้วย ท่านเมิ่งก็ปฏิเสธคำเชิญนั้นถึงสามครั้งสามครา ข่าวนี้ก็ไปถึงฉีอ๋อง พระองค์เกิดเกรงกลัวที่จะสูญเสียเมิ่งฉางจวินให้กับแคว้นเว่ย จึงรีบแต่งตั้งเมิ่งฉางจวินกลับสู่ตำแหน่งเดิม พร้อมพระราชทานเงินทองของกำนัลจำนวนมากเพื่อดึงให้ท่านเมิ่งอยู่กับแคว้นฉีต่อไป ถึงตอนนี้ เฝิงเซวียนถือว่าเขาได้สร้างโพรงที่สองให้กับเจ้านายของเขาแล้ว

เพื่อสร้างโพรงที่สาม เฝิงเซวียนขอให้ท่านเมิ่งกราบทูลขอให้ฉีอ๋องพระราชทานสร้างศาลบรรพบุรุษให้เมิ่งฉางจวินที่เมืองเซวีย เมื่อสร้างแล้ว ฉีอ๋องก็ต้องส่งทหารมาปกป้องคุ้มครองศาลบรรพบุรุษที่สร้างขึ้น (เมิ่งฉางจวิน มีชื่อเดิมว่า เถียนเหวิน แซ่เถียนเช่นเดียวกับฉีอ๋อง) เมื่อสร้างศาลเสร็จ เฝิงเซวียนจึงบอกกับเมิ่งฉางจวินว่า บัดนี้ โพรงทั้งสามได้สร้างเสร็จแล้ว ท่านสามารถนอนหลับอย่างเป็นสุขได้แล้ว

ข้อคิดจากเรื่องนี้ก็คือ ในบางสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหากแผนการหลักพลาด แล้วจะพ่ายแพ้ทั้งกระดาน เป็นภัยถึงชีวิต การเตรียมแผนสำรองไว้เพียงแผนเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องสร้างแผนสำรองเพิ่มอีก เพื่อความปลอดภัย ดังสุภาษิตที่ว่า กระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีโพรงสามโพรง (狡兔三窟 เจี่ยวทู่ซานคู)

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
22 มกราคม 2560
*******************************

เสียกรุงครั้งที่ 2 เพราะไม่มีแผนสำรอง

เรามักได้ยินว่า กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 นั้น เป็นเพราะผู้นำประเทศขณะนั้นอ่อนแอ พระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาขณะนั้น เป็นคนไม่เก่ง ไม่เอาไหน เล่าต่อๆกันว่า หากนายทหารคนใดจะยิงปืนใหญ่ ต้องมาขออนุญาตก่อนเพราะเกรงว่าสนมจะตกใจ ทำให้กองทัพพม่าที่เคยสันนิษฐานว่า มาอย่างกองโจร ไม่ได้นำทัพมาโดยกษัตริย์ กลับสามารถตีกรุงศรีฯจนแตกและทำลายเมืองอันยิ่งใหญ่นี้จนล่มสลายลงไปได้

bkn-atucaaenft8

แต่ต่อมา เมื่อศึกษาหลักฐานประวัติศาสตร์หลายๆแหล่ง โดยเฉพาะหลักฐานข้างพม่า จะพบว่า เรื่องราวอาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะ พม่าไม่ได้มาอย่างกองโจร แต่เป็นการยกทัพโดยวางยุทธศาสตร์มาอย่างดี โดยยกมาสองทัพใหญ่ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2308 ทัพแรกนำโดย เนเมียวสีหบดี ยกทัพมาจากเชียงใหม่ (ขณะนั้นเชียงใหม่ตกเป็นของฝั่งพม่า) อีกทัพนำโดย มังมหานรธา ยกทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์ (กาญจนบุรี) ตีเมืองรายทางไปตลอด กวาดต้อนทรัพยากร ผู้คน สมบัติ เสบียง มาตลอดทาง จนกระทั่ง ทั้งสองทัพมาบรรจบกันล้อมกรุงศรีอยุธยาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2309

ขณะที่กรุงศรีอยุธยาใช่ว่าจะประมาทจนไม่ได้ทำอะไรเลย จริงๆแล้ว พระเจ้าเอกทัศได้เตรียมการตั้งรับด้วยการโปรดให้รวบรวมประชาชนและเสบียงเข้ามาไว้ในพระนคร จนสามารถตั้งรับพม่าได้ยาวนานถึง 14 เดือน แต่ปัญหาก็คือ ยุทธศาสตร์หลัก ของกรุงศรีอยุธยานั้น กลับเป็นยุทธศาสตร์ที่เคยใช้มานับร้อยปีก่อนหน้านั้น นั่นคือ การรวบรวมทรัพยากร ไพร่พล เสบียง มาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อตั้งรับการล้อมของพม่า รอกระทั่งถึงฤดูน้ำหลากราวๆเดือนสิบสอง น้ำจะท่วมรอบกรุงศรีอยุธยาจนพม่าจะต้องถอยทัพกลับไปเอง การส่งทัพไปต่อสู้กับพม่าตามหัวเมืองนั้น เป็นเพียงการส่งกำลังย่อยออกไป เพื่อตัดกำลัง ไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์ที่จะป้องกันไม่ให้พม่ามาล้อมกรุง

แต่ครั้งนี้ พม่าได้เตรียมแผนเด็ดมาอุดช่องโหว่ของการมาตีกรุงศรีอยุธยาแบบเดิมแล้ว ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก แม่ทัพพม่าได้วางแผนสำรวจที่ดอนตามโคกตามวัดที่จะวางกำลังไว้ในช่วงน้ำหลาก มีการจัดหาเรือมาใช้ในกองทัพจำนวนมาก พอถึงฤดูฝน พม่าให้ทหารปลูกข้าวตามบริเวณใกล้เคียง สร้างป้อมค่ายในที่น้ำท่วมไม่ถึงและติดต่อถึงกันได้สะดวก ถึงตอนนี้ ผู้นำของกรุงศรีอยุธยารู้แล้วว่า แพลนเอ กำลังล้มเหลว และพวกเขาไม่ได้คิดถึง แผนสำรอง หรือ แผนฉุกเฉิน  (Contingency Plan) ไว้เลย ได้แต่พยายามยกทัพเรือไปโจมตีค่ายพม่า ซึ่งพบแต่ความล้มเหลว

ขณะที่ ยอดนักยุทธศาสตร์ อย่างสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสิน ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นพระยาตาก ท่านกลับเตรียมแผนสำรอง (Contingency Plan) ของท่านไว้อยู่แล้ว พอพ้นหน้าน้ำหลาก พม่าไม่ถอยทัพ ท่านก็รู้แน่ว่า แผนหลักของกรุงศรีฯล้มเหลว และเหล่าบรรดาผู้นำของกรุงศรีฯไม่ได้เตรียมแผนอื่นไว้เลย ท่านไม่จำเป็นต้องรอดูผลก็รู้แน่ว่า กรุงศรีอยุธยาจะต้องแตกพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างแน่นอน ถ้ารออยู่ในกรุงต่อไป ก็คือการรอวันตายเท่านั้น ดังนั้น เมื่อถึงต้นเดือนมกราคม 2310 ท่านจึงเริ่มแผนสอง หรือ แพลนบี ของท่านทันที ด้วยการยกทัพตีฝ่าออกจากกรุงศรีฯ มุ่งหน้าภาคตะวันออก ซึ่งปลอดภัยจากทัพพม่า เข้ายึดเมืองจันทบุรีและหัวเมืองทางภาคตะวันออก รวบรวมไพร่พลทรัพยากร ยกทัพเรือกลับมายึดกรุงศรีฯได้ จนสามารถสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กอบกู้เอกราชจากพม่าและรวบรวมแผ่นดินไทยให้กลับมาเป็นปึกแผ่นเป็นผลสำเร็จ

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์การเสียกรุงครั้งที่ 2 สำหรับนักกลยุทธ์นั้น ก็คือ อย่าเตรียมแผนการหลักไว้เพียงแผนเดียว จำเป็นต้องมี แผนสำรอง (Contingency Plan) ไว้ในกรณีแผนหลักล้มเหลวไว้ด้วย ไม่ฉะนั้น จะตกอยู่ในสถานะพลาดตาเดียวพ่ายแพ้ทั้งกระดาน นั่นเอง

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
16 มกราคม 2560
*******************************