การซ้อมรบมิลเลนเนียมชาเลนจ์ 2002: เมื่อกลยุทธ์ตัดสินใจโดยการคิดวิเคราะห์ ปะทะ การใช้สัญชาตญาณ

เมื่อปี 2002 กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ได้ทดลองเกมการรบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุ่มงบกว่า 250 ล้านดอลลาร์ โดยเรียกการซ้อมรบผ่านเกมจำลองครั้งนี้ว่า มิลเลนเนียมชาเลนจ์ 2002 (Millennium Challenge 2002) เกมจำลองการรบครั้งนี้เป็นการสมมติสถานการณ์การต่อสู้ระหว่าง ฝ่ายสหรัฐอเมริกา หรือ Blue Team กับฝ่ายกองกำลังเถื่อน หรือ Red Team โดยฝ่ายสหรัฐฯ หรือ Blue Team มีอุปกรณ์ไฮเทคอย่างพร้อมพรัก ไม่ว่าจะเป็น ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ดาวเทียม อุปกรณ์ข่าวกรองต่างๆ ทำให้ได้รับข้อมูลข่าวกรองในปริมาณมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มีขั้นตอนการทำงานที่สมเหตุสมผล เป็นระบบ และแม่นยำ พวกเขาได้รับของเล่นทุกชิ้นในคลังสรรพาวุธของกระทรวงกลาโหมเลยทีเดียว ส่วนฝ่ายกองกำลังเถื่อน หรือ Red Team นำโดยนายพลแวนไรเปอร์ สมมติว่าเป็นกองกำลังกบฏของประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ ตามประวัติการรบแล้ว นายพลแวนไรเปอร์เป็นนายทหารผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่า สงครามนั้นทำนายล่วงหน้าไม่ได้ โดยเขายึดแนวคิดของนโปเลียนว่า “แม่ทัพไม่เคยรู้บางสิ่งอย่างแน่ชัด ไม่เคยเห็นศัตรูอย่างแจ่มแจ้ง และไม่เคยรู้ว่าอย่างชัดเจนว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน” เขาเกลียดการตัดสินใจที่อาศัยการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบตามที่กระทรวงกลาโหมพยายามพิสูจน์ในการซ้อมรบครั้งนี้ เพราะว่ามันใช้เวลานานเกินไป จึงไม่เหมาะต่อการนำไปใช้ในสถานการณ์สงครามอย่างยิ่ง เราพอจะพูดได้ว่า การซ้อมรบครั้งนี้เป็นการพิสูจน์กลยุทธ์การทำสงครามระหว่าง ฝ่ายที่เน้นการรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจอย่างเป็นระบบ กับฝ่ายที่เน้นสัญชาตญาณนำการรบ นั่นเอง

MilleniumChallenge2002

เกมการรบครั้งนี้ ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) เพื่อจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาอย่างสมจริงจนคนในห้องซ้อมรบมองไม่ออกว่าเป็นเรื่องสมมติ การซ้อมรบครั้งนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์ครึ่ง ในวันแรกของการซ้อมรบ ทีมสหรัฐฯได้ส่งกองกำลังหลายหมื่นนาย พร้อมกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย เพื่อล้อมกองกำลังทีมสีแดงของแวนไรเปอร์ เมื่อแสดงแสนยานุภาพให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ก็ยื่นข้อเสนอให้แวนไรเปอร์ยอมจำนน ทีมสหรัฐฯมีข้อมูลชัดเจนว่าทีมแวนไรเปอร์ฯมีจุดอ่อนตรงไหน ตั้งใจจะทำอะไรต่อไป และเริ่มตัดเสาส่งคลื่นไมโครเวฟและระบบไฟเบอร์ออปติกของแวนไรเปอร์ เพราะคิดว่าจะบีบให้แวนไรเปอร์ไปสื่อสารด้วยดาวเทียมและโทรศัพท์มือถือ แต่ปรากฏว่า แวนไรเปอร์ไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย เขาสื่อสารด้วยเมสเสนเจอร์ขี่มอเตอร์ไซค์ หรือใส่ในข้อความบทสวดมนต์ส่งผ่านในมัสยิด การนำเครื่องบินขึ้นก็ทำโดยใช้ระบบไฟสัญญาณ แบบยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่ใช่ระบบสื่อสารวิทยุที่ล่มไปแล้ว พอวันที่สอง แวนไรเปอร์ ส่งกองเรือลำเล็กๆ เข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อติดตามเรือทีมสหรัฐฯ และระดมยิงนาน 1 ชั่วโมงด้วยขีปนาวุธขนาดเล็กอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จนทำให้ เรือ 16 ลำของทีมสหรัฐต้องจมไปนอนก้นอ่าวเปอร์เซีย ถ้าการซ้อมรบครั้งนี้เกิดขึ้นจริง ทหารอเมริกันจะต้องเสียชีวิตกว่า 20,000 คนก่อนที่กองทัพของเขาจะทันยิงปืนด้วยซ้ำ และจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของกองทัพสหรัฐนับตั้งแต่เพิร์ลฮาร์เบอร์เลยทีเดียว

วันรุ่งขึ้น นายทหารผู้ดูแลปฏิบัติการซ้อมรบครั้งนี้ ตัดสินใจให้เริ่มทุกอย่างใหม่ทั้งหมด เรือรบทั้ง 16 ลำที่จมอยู่ใต้ก้นอ่าวเปอร์เซีย ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมื่อทีมแวนไรเปอร์ยิงขีปนาวุธใส่ทีมสหรัฐฯ ผลปรากฏว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธจะยิงมันตกทุกลูก เขาถูกห้ามใช้เรดาร์เพื่อไม่ให้แทรกแซงฝ่ายสหรัฐฯได้ พูดง่ายๆคือ การซ้อมรบรอบที่สองนี้ถูกเขียนบทไว้หมดแล้ว ทำให้ทีมสหรัฐฯเป็นฝ่ายชนะไปอย่างเด็ดขาดในรอบสองนี้ กระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จของนโยบายการรบแบบใหม่ที่ใช้ข่าวสารข้อมูลปริมาณมหาศาลและการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเป็นปัจจัยสู่ชัยชนะ ตามบทที่พวกเขาตั้งไว้ตั้งแต่ก่อนซ้อมรบ

เพื่อให้ได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ เราต้องมองข้ามผลการซ้อมรบอย่างเป็นทางการ แต่หันกลับไปศึกษาความสำเร็จของแวนไรเปอร์ที่ถล่มทีมสหรัฐฯได้ในช่วงสองวันแรก แวนไรเปอร์ให้ข้อคิดไว้ว่า “ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างการคิดวิเคราะห์กับการตัดสินใจตามสัญชาตญาณแล้ว คงไม่มีแบบไหนดีหรือแย่กว่ากันหรอก แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อคุณใช้วิธีที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์” ในระหว่างการสู้รบจริงๆ ผู้นำต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ไม่สามารถนั่งรอข้อมูลวิเคราะห์ให้ชัดเจนแล้วค่อยตัดสินใจ “ถ้าคุณเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาข้อมูล ดีไม่ดีคุณจะจมกองข้อมูล”

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
21 กุมภาพันธ์ 2559
*********************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ Blink โดย Malcolm Gladwell บทที่ 4: Paul Van Riper’s Big Victory – Creating Structure for Spontaneity
เครดิตภาพประกอบจาก http://archive.defense.gov

เมื่ออภิมหาเศรษฐีจีนเข้าซื้อกิจการฮอลลีวูด ตอน 2

นอกจากการเข้าไปซื้อโรงหนังอันดับ 2 ของอเมริกาแล้ว หวังเจี้ยนหลิน มหาเศรษฐีอันดับสองของจีน เจ้าของเครือต้าเหลียนหวันต้า (Dalian Wanda)  ยังได้เข้าไปลงทุนสร้างหนังฮอลลีวูด โดยร่วมทุนกับ Weinstein สตูดิโอหนังฮอลลีวูด สร้างหนังเรื่อง Southpaw นำแสดงโดย เจค กิลเลนฮาลล์, ฟอเรสท์ วิทเทคเกอร์ และราเชล แมคอดัมส์ ด้วยเงินลงทุนจากฝั่งจีนราว 30 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นเงินลงทุนด้านโปรดักชั่นส์ ส่วน Weinstein ลงทุนด้านการตลาดอีก 35 ล้านดอลลาร์ฯ เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเงินในสหรัฐฯไปได้ 32.8 ล้านดอลลาร์

ChinaHollywood

การลงทุนครั้งนี้ของหวังเจี้ยนหลิน ไม่ได้หวังเพียงแค่ผลตอบแทนทางการเงิน แต่เขาได้ส่งทีมงานเข้ามาเรียนรู้การผลิตภาพยนตร์จากฮอลลีวูด ตั้งแต่ โปรดักชั่นส์ โพสต์โปรดักชั่นส์ การตลาด ทุกๆขั้นตอน ในขณะเดียวกัน ฝ่าย Weinstein เองก็คาดหวังว่า กลุ่มต้าเหลียนหวันต้าจะช่วยให้หนังเรื่องนี้ได้รับการจัดจำหน่ายในจีนอย่างดี เพราะในจีนนั้น รัฐบาลอนุญาตให้ภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายเพียงปีละ 34 เรื่องเท่านั้น แต่ตลาดภาพยนตร์ของจีนมีขนาดเป็นอันดับสองของโลก รองจากอเมริกาประเทศเดียวเท่านั้น ทำให้การร่วมทุนครั้งนี้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย สร้าง Synergy อย่างชัดเจน

ไม่เพียงแต่กลุ่มต้าเหลียนหวันต้าของหวังเจี้ยนหลินเท่านั้น ที่สนใจเข้ามาลงทุนในฮอลลีวูด ยังมีกลุ่มทุนจีนอีกหลายกลุ่มเข้ามาลงทุน เช่น กลุ่ม Alibaba ของแจ็ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน ก็ได้ร่วมลงทุนในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Mission Impossible Rogue Nation ที่นำแสดงโดย ทอม ครูส (แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุน) ซึ่งคาดว่าจะทำเงินในจีนได้สูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ หรือการที่ China Film Group ได้เข้าไปลงทุนบางส่วนในภาพยนตร์ Pixels ที่นำแสดงโดย อดัม แซนด์เลอร์ ฯลฯ

จะเห็นว่า กลยุทธ์การรุกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดของจีนครั้งนี้ ไม่ได้ไปเพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ไปกันหลายๆกลุ่ม เป็นการแยกกันเดิน รวมกันตี เพื่อทำให้จีนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่ามีตลาดคนดูที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเดียว แต่หากกลุ่มทุนจีนสามารถเรียนรู้การสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวูดได้จริงๆแล้วละก็ จีนก็จะสามารถสร้างหนังที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของจีนไปทั่วโลกได้ เป็นการใช้อำนาจแบบนุ่มนวล (Soft Power) ที่สหรัฐอเมริกาทำได้สำเร็จจนกลายเป็นมหาอำนาจของโลก ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จีนก็คงเล็งเห็นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน จึงผลักดันให้ตนเองเป็นมหาอำนาจของโลกทางวัฒนธรรมให้ได้ผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้เอง ซึ่งจะทำสำเร็จหรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

*********************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
6 สิงหาคม 2558
*********************************

 

 

เมื่ออภิมหาเศรษฐีจีนเข้าซื้อกิจการฮอลลีวูด

เมื่อปี 2012 หวังเจี้ยนหลิน อภิมหาเศรษฐีชาวจีนอันดับสองของจีน (อันดับหนึ่งคือ แจ็ค หม่า เจ้าของอาลีบาบา) เจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่กลุ่ม Dalian Wanda จากจีน รวมถึงเป็นเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาด 14% ของจำนวนโรงภาพยนตร์ทั้งหมดในจีน ได้ทุ่มเงิน สองพันหกร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการ AMC Entertainment Holding Inc. ซึ่งเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่อันดับสองในสหรัฐอเมริกา

WangAMCMGMLionsGateหวังให้สัมภาษณ์เมื่อต้นปีกับทาง Bloomberg ว่า เขาอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน Lions Gate Entertainment Corp. สตูดิโอฮอลลีวู้ดผู้สร้างหนังเรื่อง The Hunger Games และเขากระตือรือร้นที่จะลงทุนใน MGM Inc. ผู้สร้างหนังชุดเจมส์บอนด์ และ Hobbit อีกด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าซื้อสตูดิโอใหญ่ของฮอลลีวู้ด เขาได้ซื้อที่ดินบน Wilshire Boulevard ย่าน Beverly Hills เป็นเงิน หนึ่งพันสองร้อยล้านดอลลาร์ฯ เพื่อจะสร้างสำนักงานใหญ่สำหรับอาณาจักรภาพยนตร์ของเขาในอเมริกา เขาบอกว่า มีสตูดิโอฮอลลีวู้ดหลายแห่งเข้ามาเสนอขายเขา แต่เขาสนใจเฉพาะรายใหญ่ และเขาต้องการเข้าควบคุมกิจการด้วย

ปัจจุบัน ยอดขายตั๋วหนังในจีนเติบโตปีละกว่า 40% โดยในปี 2014 ประมาณว่ามียอดขายราว สี่พันเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ยอดขายตั๋วหนังในสหรัฐอเมริกาในปี 2014 โตเพียง 1% เท่ากับ หนึ่งหมื่นเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ ถ้าแนวโน้มเป็นอย่างนี้ต่อไป หวังเชื่อว่า จีนจะแซงหน้าอเมริกาในฐานะตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2017 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าเท่านั้นเอง กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการสตูดิโอภาพยนตร์ในฮอลลีวูดก็เพื่อที่เขาจะได้มีความเชี่ยวชาญ, คอนเทนต์ และช่องทางจัดจำหน่ายที่จำเป็นในการทำให้เขาสามารถเอาชนะในตลาดภาพยนตร์นี้ได้

กลยุทธ์การเข้าซื้อสตูดิโอฮอลลีวูดโดยต่างชาตินั้น ญี่ปุ่นเคยทำมาแล้วในทศวรรษ 80 ขณะนั้นกระแสความสำเร็จของเศรษฐกิจญี่ปุ่นแรงมาก จนคนอเมริกันกลัวว่าญี่ปุ่นจะแซงอเมริกาในเวลาไม่นั้น ครั้งนั้น โซนี่ จากญี่ปุ่น ได้เข้าซื้อกิจการสตูดิโอโคลัมเบียพิคเจอร์ส แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Sony Pictures ครั้งนั้นโซนี่ใช้เงินไป สี่พันเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ แต่ต่อมา เมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นตกสู่ภาวะชะงักงัน กระแสญี่ปุ่นครองโลกจึงซาลงไป จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสจีนครองโลกก็แรงขึ้นมา จนมาถึงปัจจุบัน

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า จีนจะสามารถเข้ายึดครองตลาดภาพยนตร์ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจแบบนุ่มนวล เพื่อส่งอิทธิพลต่อคนในโลกอย่างยิ่ง ได้หรือไม่? ผมเองเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เพราะเรื่องอย่างนี้มันไม่ได้ทำได้เพียงเพราะว่ามีเงินเยอะเท่านั้น แต่ต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถ, วัฒนธรรมองค์กรที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์, และที่สำคัญต้องมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่เยี่ยมยอด จึงจะเอาชนะฮอลลีวูด ที่ถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อคนทั้งโลกได้

*********************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
5 สิงหาคม 2558
*********************************

 

 

คิงพาวเวอร์ซื้อหุ้น RS 9%: Strategic Move ในธุรกิจสื่อ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.58) กลุ่มคิงพาวเวอร์ได้ซื้อหุ้นบริษัท อาร์เอส (RS) 94 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 9% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่า 940 ล้านบาท จากนายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ (เฮียฮ้อ) เจ้าของ RS และลูกชาย ผลจากรายการนี้ คาดว่าทำให้กลุ่มคิงพาวเวอร์ถือหุ้นใน RS เป็นอันดับ 3 รองลงจากเฮียฮ้อ และนายโสรัตน์ วณิชวรากิจ (คำนวณจากข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ 11/3/2558 จากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ)

 

image

 

ความเคลื่อนไหวในการขายหุ้นครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ RS ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลช่อง 8 และมีช่องทีวีดาวเทียมอีก 4 ช่อง แต่เดิม RS เป็นค่ายเพลงไทยอันดับสองของไทย ต่อมาเมื่อธุรกิจเพลงเจอปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงจาก MP3 จนทำให้รายได้ลดลงเรื่อยๆ จึงได้เปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่เมื่อราวสิบปีก่อนด้วยการขายเครื่องจักรผลิต CD/DVD ทั้งหมด ยอมเจ็บตัวล้างสต็อกครั้งใหญ่ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารสินค้าคงคลังได้ดีขึ้น จากนั้นเริ่มมามุ่งเน้นธุรกิจสื่อทีวีดาวเทียม และต่อมาก็เข้าประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอลและเริ่มออกอากาศเมื่อปีที่แล้ว จนปัจจุบัน (ปี 2557) รายได้จากธุรกิจสื่อคิดเป็น 78% ของรายได้ทั้งหมด (จาก 24% ในปี 2552) ส่วนธุรกิจเพลงเหลือเพียง 11% (จาก 42% ในปี 2552) ถือว่า RS ได้เปลี่ยนตัวเองจากค่ายเพลงกลายมาเป็นธุรกิจสื่ออย่างชัดเจน

ในช่วงปีสองปีแรกของการดำเนินการทีวีดิจิตอล ผู้ได้รับใบอนุญาตต่างก็เผชิญภาวะลำบาก เพราะรายได้จากโฆษณาไม่ได้เพิ่มจากช่องทีวีดาวเทียมมากนัก แต่ค่าใบอนุญาตที่ประมูลมาและต้นทุนผลิตรายการสูงขึ้นมาก แต่ละรายต่างต้องหาเงินทุนมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง คาดว่ากว่าที่กระแสเงินสดจากธุรกิจทีวีดิจิตอลจะเป็นบวกคงใช้เวลาอีกหลายปี ทำให้ช่วงสองสามปีนี้ เราแทบไม่เห็นข่าวเจ้าของทีวีดิจิตอลเอาเงินไปลงทุนด้านอื่นหรือไปซื้อกิจการอื่นเลย มีแต่ข่าวการขายกิจการที่ถือครองอยู่หรือการขายหุ้นออกไป เช่น แกรมมี่ที่ขายธุรกิจนิตยสารออกไปทั้งหมด และขายหุ้นในบริษัท Index เป็นต้น ดังนั้น การที่เฮียฮ้อขายหุ้น RS ออกไปบางส่วน ได้เงินสดมา 940 ล้านบาทโดยยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหาร ถือว่าได้ประโยชน์อย่างมาก อีกทั้งการได้กลุ่มคิงพาวเวอร์มาเป็นผู้ถือหุ้น อาจต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆที่กลุ่มคิงพาวเวอร์ถือหุ้นอยู่ได้อีก รวมถึงทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษอีกด้วย

สำหรับกลุ่มคิงพาวเวอร์เอง ที่ธุรกิจหลักคือร้านค้าดิวตี้ฟรี ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดจำนวนมาก แบบที่เรียกว่าธุรกิจ Cash Cow การนำเงินสดส่วนเกินมาลงทุนใน RS ถือว่าเป็นการกระจายการลงทุนที่ดี เพราะธุรกิจทีวีดิจิตอลเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะสร้างกระแสเงินสดเป็นบวกได้ แต่เมื่อสร้างได้แล้ว ก็จะสร้างกระแสเงินสดได้มากอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการเป็นเจ้าของสื่อย่อมสามารถเป็นช่องทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์ธุรกิจปัจจุบันของคิงพาวเวอร์ได้อีก อีกทั้งธุรกิจสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ หากได้ทีมงานสื่อดีๆ ย่อมสามารถต่อยอดสร้าง Content และเพิ่มมูลค่าของธุรกิจได้อีกมาก

สรุปแล้ว ในช่วงสองสามปีจากนี้ เราคงได้เห็นธุรกิจที่มีเงินสดส่วนเกินหันมาลงทุนในธุรกิจสื่ออีกมาก โดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ที่ต้องหาเงินมาลงทุนเพิ่มเติมอีกหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ขอให้ติดตามเฝ้าดูต่อไป

******************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
4 สิงหาคม 2558
******************************

เครดิตภาพประกอบ จากหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2558