กลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ตอน 2

ตอนที่ 1 ผมได้เขียนเล่าเหตุการณ์นับจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้จนมาถึงการมีพระรัตนตรัยครบทั้งสามประการ โดยทิ้งท้ายว่า “..พระพุทธศาสนา..จำเป็นต้องมี อุบาสก อุบาสิกา มาด้วยจึงจะมีกำลังพร้อมจะขยายพุทธจักรออกไป แล้วพระพุทธองค์ทรงดำเนินกลยุทธ์อย่างไร..”

Chadil3

การได้อุบาสกที่ถึงพระรัตนตรัยคนแรกนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ใช่การวางแผน แต่ข้อคิดที่ได้จากพุทธประวัติตอนนี้คือ บางครั้งแม้เราไม่ได้วางแผนไว้ แต่เมื่อโอกาสเข้ามา เราต้องมีความพร้อมที่จะสร้างประโยชน์จากโอกาสนั้นเต็มที่ เรื่องตอนนี้ก็คือ มีลูกเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ท่านยสะ เบื่อหน่ายความฟุ้งเฟ้อวุ่นวายในบ้าน จึงเดินเข้ามาในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พร้อมกับบ่นว่า ที่นี่ขัดข้อง ที่นี่วุ่นวาย ไปตลอดทาง แล้วพบกับพระพุทธเจ้าโดยบังเอิญ พระองค์จึงตรัสว่า ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย ท่านยสะจึงหยุดและนั่งฟัง พระพุทธเจ้าจึงสอน อนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ เมื่อฟังจบ ท่านยสะก็มีดวงตาเห็นธรรม ฝ่ายเศรษฐีบิดาของท่านยสะได้ออกมาตามหาบุตรชายจนพบ และพระพุทธเจ้าจึงได้สอน อนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ อีกครั้งให้ท่านฟัง เมื่อฟังจบ ท่านก็มีดวงตาเห็นธรรม และเปล่งวาจาแสดงตนขอนับถือพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ท่านจึงเป็น อุบาสกคนแรกที่เปล่งวาจาถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ฝ่ายท่านยสะเมื่อฟังคำสอนอีกรอบ ก็ได้ทบทวนและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา บิดาของท่านยสะจึงนิมนต์ไปฉันที่บ้านของท่าน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปฉันที่บ้านเศรษฐี ท่านก็ได้สอน อนุปุพพิกถา และอริยสัจ ๔ เช่นเดียวกัน ทำให้มารดาและภรรยาเดิมของท่านยสะ ได้ดวงตาเห็นธรรม และแสดงตนเป็นอุบาสิกาผู้ถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอุบาสิการสองท่านแรกในพระพุทธศาสนา การมีครบทั้งพระสงฆ์ อุบาสก และอุบาสิการ ถือว่าทีมงานในการเผยแผ่พระศาสนามีครบทีมแล้วนั่นเอง

มีข้อสังเกตในการสอนของพระพุทธเจ้าว่า ตอนที่สอนปัญจวัคคีย์ซึ่งเป็นนักบวชอยู่แล้ว ท่านสอนเริ่มจาก อริยสัจ ๔ เลย เพราะท่านเหล่านั้นเป็นนักบวชมีความต้องการจะหลุดพ้นทุกข์อยู่แล้ว มีความพร้อมที่จะฟังคำสอนระดับแก่นได้เลย ส่วนคราวที่สอนชาวบ้านนั้น พระองค์ทรงเริ่มจาก อนุปุพพิกถา ซึ่งเป็นคำสอนเริ่มตั้งแต่เรื่อง ทาน, ศีล, สวรรค์, โทษของกาม, ประโยชน์ของการออกจากกาม เมื่อผู้ฟังพร้อมแล้ว พระองค์จึงสอนอริยสัจ ๔ ที่เป็นธรรมะขั้นสูงต่อไป อันนี้ไม่ใช่เรื่องกลยุทธ์ แต่เป็นเทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า ที่ไม่ได้เอาแต่สอนสิ่งที่เราอยากสอน แต่ประเมินความพร้อมของผู้ฟังด้วย

จากนั้น เพื่อนๆของท่านยสะก็ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ออกบวชตามอีก ๕๔ คน โดยต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น ถึงตอนนี้ พระพุทธเจ้าท่านประเมินแล้วว่า พระศาสนามีกำลังที่จะเผยแผ่ออกไปยังมหาชน ท่านจึงตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญอีกครั้ง โดยบอกกับพระอรหันต์ทั้ง ๖๑ องค์ (ปัญจวัคคีย์ ๕ รวมกับท่านยสะและเพื่อนอีก ๕๔) ว่า ท่านทั้งหลาย จงออกจาริกไปประกาศพระศาสนา แก่คนทั้งหลาย เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ของคนเหล่านั้น แต่ว่าให้ไปทางละ ๑ รูป แยกกันไป ส่วนพระองค์จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมต่อไป ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่า พระองค์ได้ประกาศภารกิจ (Mission) ที่ชัดเจนให้กับทีมงานทั้งหมด นั่นคือ ให้ไปประกาศพระศาสนาเพื่อประโยชน์ของคนที่ฟัง ไม่ใช่ไปเพื่อประโยชน์แก่ตัวพระองค์หรือศาสนาเอง เมื่อ Mission ชัดเจนแล้ว พระองค์ยังกำหนดนโยบายจัดสรรทรัพยากรด้วยว่า ให้ไปแยกกัน ไปเส้นทางละหนึ่งองค์ คาดว่าเพื่อให้พระธรรมได้แผ่ออกไปได้กว้างขวางและรวดเร็วที่สุด และพระองค์ยังระบุด้วยว่า ให้ไปสอนพระธรรมอย่างไร เพื่อให้คำสอนของทุกองค์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนพระองค์เองซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดนั้น ตัดสินใจที่จะไปสอนที่เมืองอุรุเวลาเสนานิคม นั่นแปลว่า เมืองนี้ต้องเป็นที่ตั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์การเผยแผ่พระศาสนาแน่นอน

ที่เมืองอุรุเวลาเสนานิคม พระพุทธเจ้าตั้งใจไปสอนชฎิล ๓ พี่น้อง ซึ่งเป็นนักบวชที่มีลูกศิษย์รวมกันถึง ๑,๐๐๐​ คน หากพระพุทธเจ้าสามารถชักชวนทั้งหมดมาได้ พระพุทธศาสนาก็จะมีฐานที่มั่นคงมากเลยทีเดียว ที่สำคัญคือ เมืองๆนี้เป็นเส้นทางไปสู่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแคว้นมคธ ที่เป็นมหาอำนาจในแผ่นดินอินเดียขณะนั้น หากพระองค์สามารถวางรากฐานในเมืองหลวงของประเทศมหาอำนาจก็ย่อมทำให้มีความมั่นคงและเกิดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) เพียงพอที่จะขยายพุทธจักรออกไปได้อีกกว้างไกล

หลังจากที่พระพุทธเจ้าสามารถสอนให้ชฎิลทั้งสามพี่น้องพร้อมบริวารอีกพันคนมาบวชเป็นพระภิกษุแล้ว พระองค์จึงมุ่งหน้าสู่กรุงราชคฤห์ และด้วยขบวนพระสงฆ์ถึงพันรูป ย่อมทำให้เกิดข่าวใหญ่ไปทั้งเมืองว่าพระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาที่นี่ แต่แทนที่พระองค์จะเข้าไปในตัวเมือง พระองค์เลือกที่จะอยู่ที่สวนตาลนอกเมือง ทำให้พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งได้รับทราวข่าวของพระองค์ ตัดสินใจพาบริวารจำนวนมากทั้งขุนนาง พราหมณ์ คฤหบดี มาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่สวนตาลแห่งนั้น คนที่มากับคณะพระเจ้าพิมพิสารไม่ได้นับถือพระพุทธเจ้าทั้งหมด ยังมีจำนวนมากที่มีข้อสงสัย ด้วยเหตุว่า ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะเป็นเจ้าชายจากเมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ แต่แคว้นสักกะเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ ไม่ใช่แคว้นใหญ่ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของแคว้นมหาอำนาจอีกแห่งนั่นคือแคว้นโกศล ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงกับแคว้นมคธของพระเจ้าพิมพิสาร จะให้คนของพระเจ้าพิมพิสารนับถือพระองค์ในทันทีคงไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงตรงนี้ เราจะเห็นชัดเจนว่า แผนกลยุทธ์ของพระองค์ได้แสดงผลออกมา นั่นคือ พระองค์ก็ถามชฎิลคนพี่ว่า ทำไมจึงละทิ้งลัทธิเดิมของตนเสีย ท่านจึงตอบว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าประเสริฐอย่างไร และได้ซบศีรษะลงที่พระบาทของพระพุทธเจ้าเพื่อแสดงความเคารพสูงสุด คนที่อยู่ ณ ที่นั้นก็คิดได้ว่า ขนาดชฎิลที่เป็นหัวหน้าสำนักที่มีบริวารนับพัน ยังยอมละทิ้งความเชื่อเดิมและหันมาหาศาสนาพุทธ แสดงว่า พระพุทธเจ้าต้องมีดีไม่ธรรมดาเลย ทำให้เปิดใจรับฟังคำสอน จากนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าได้สอนธรรมะ ทุกคนจึงตั้งใจฟัง เมื่อฟังจบ ทุกคนก็หันมานับถือศาสนาพุทธทั้งสิ้น ถือว่าพระองค์ได้เอาชนะใจชนชั้นนำในกรุงราชคฤห์เรียบร้อยแล้ว

พระเจ้าพิมพิสารเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง จึงได้ถวายสวนไผ่ทางทิศเหนือของกรุงราชคฤห์ สร้างให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสาวก เรียกว่า พระเวฬุวัน เกิดเป็นวัดครั้งแรกในพระพุทธศาสนา ณ จุดนี้ ถือได้ว่า พระพุทธศาสนาได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในชมพูทวีปแล้ว พร้อมที่จะเผยแผ่พระธรรม ขยายพุทธจักร ต่อไป เพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งหลาย อย่างไม่แยกชนชั้นวรรณะยากดีมีจนทั้งปวง ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการบริหารเชิงกลยุทธ์ของพระพุทธเจ้าตั้งแต่วันที่พระองค์ตัดสินใจจะเผยแผ่คำสอนหลังตรัสรู้นั่นเอง

*******************************************************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย Celestial Strategist
31 กรกฎาคม 2558
*******************************************************************

กลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ตอน 1

เนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชา ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ อันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จึงขอเขียนข้อสังเกตจากการศึกษาพุทธประวัติว่า พระพุทธเจ้าทรงวางกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไว้อย่างไร จึงสามารถวางรากฐานให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มั่นคงสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้กว่าสองพันหกร้อยกว่าปีแล้ว ข้อเขียนดังต่อไปนี้จึงเป็นการนำเอาหลักการบริหารเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นหลักทางโลก มาอธิบายเหตุการณ์พุทธประวัติ ซึ่งเป็นเรื่องทางธรรมและเป็นของสูงสำหรับพุทธศาสนิกชน ดังนั้น หากเกิดข้อผิดพลาดประการใด ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

BuddhaAndPanjavakki030

ย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น ในคืนวันเพ็ญเดือนหก พระจันทร์เพ็ญในกลุ่มดาวฤกษ์วิสาขะ เจ้าชายสิทธัตถะผู้ซึ่งออกบวชเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นมาได้หกปีแล้ว ได้ประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง เมื่อตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทบทวนความรู้ที่พระองค์ได้ค้นพบมาอยู่หลายสัปดาห์ และต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision) ครั้งสำคัญ นั่นคือ พระองค์ต้องเลือกว่า จะนำเอาความรู้ที่ค้นพบไปสอนให้คนอื่นๆได้เข้าใจและปฏิบัติตาม (ภาษาพระเรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) หรือเลือกจะไม่สอนผู้อื่นด้วยเห็นว่าพระธรรมที่ค้นพบยากเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าและปฏิบัติตามได้ (ภาษาพระเรียกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า) ในที่สุด พระองค์ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า มนุษย์นั้นเทียบได้กับบัวสี่เหล่า มีถึงสามเหล่าที่มีโอกาสจะเข้าถึงนิพพานได้ จึงตัดสินใจเลือกเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือ จะนำเอาพระธรรมที่ค้นพบไปสอนผู้อื่น นั่นเอง

เมื่อตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมา พระองค์จำเป็นต้องกำหนดแผนกลยุทธ์เพื่อสถาปนาพระศาสนาให้มั่นคงขึ้นมาก่อน ทรงทราบว่า ศาสนาจะเกิดขึ้นมาได้จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ นั่นคือ พระพุทธ (ผู้ตรัสรู้), พระธรรม (คำสั่งสอน) และพระสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนจนประสบความสำเร็จ) เรียกว่า พระรัตนตรัย ซึ่งขณะนั้นมีเพียงสองประการเท่านั้น คือ พระพุทธ และพระธรรม จำเป็นต้องมีพระสงฆ์จึงจะครบองค์ประกอบของศาสนา

คำถามเชิงกลยุทธ์ ณ ขณะนั้นคือ ใครเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นพระสงฆ์กลุ่มแรกของพระศาสนา ใครที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะปฏิบัติตามคำสอนพระองค์ได้ ตอนแรกพระองค์คิดถึงอาจารย์ทั้งสองของพระองค์ นั่นคือ อาฬารดาบส และอุททกดาบส แต่ทรงทราบว่า ทั้งสองมรณภาพเสียแล้ว ในที่สุด พระองค์เลือกที่จะไปสอนปัญจวัคคีย์ นักบวชห้าคนผู้ซึ่งเคยดูแลพระองค์สมัยที่พยายามบรรลุธรรมด้วยการทรมานร่างกายตนเองแต่เมื่อพระองค์เลิกวิธีนั้น ทั้งห้าไม่เห็นด้วยกับวิธีใหม่ของพระองค์จึงหลีกไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เหตุที่พระองค์เลือกปัญจวัคคีย์คงมีหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น ทั้งห้าออกบวชมานาน น่าจะมีความพร้อมที่จะเข้าใจพระธรรมที่พระองค์ค้นพบได้, เป็นการตอบแทนคนทั้งห้าที่เคยดูแลพระองค์ และอีกประการสำคัญที่มองในแง่ความน่าเชื่อถือก็คือ หากคนที่เคยติดตามดูแลพระองค์มายังไม่เชื่อในคำสอนของพระองค์ ก็คงยากที่จะไปชักชวนคนอื่นมานับถือศาสนาของพระองค์

เมื่อพระองค์เดินทางไปหาปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และได้พบกับนักบวชทั้งห้าตรงกับวันเพ็ญเดือนแปด ซึ่งพระจันทร์เพ็ญในกลุ่มดาวฤกษ์อาสาฬหะ พระองค์ก็ได้แสดงปฐมเทศนา ซึ่งในทางกลยุทธ์แล้ว เป็นคำสอนที่สำคัญ เพราะจะเป็นหลักที่อ้างอิงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาตลอดไป พระองค์จึงสอนเรื่องเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ว่า ไม่สามารถไปด้วยทางสุดโต่งทั้งสองทางได้ ต้องไปด้วยทางสายกลาง นั่นคือ มรรคมีองค์แปด จากนั้นได้เข้าสู่แก่นของพระพุทธศาสนา นั่นคือ อริยสัจ ๔ ความจริงทั้งสี่ประการ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันเป็นหลักคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ ไม่ได้อ้างอิงอำนาจเหนือธรรมชาติ หรืออำนาจเทวดาพระเจ้าใดๆเพื่อมาทำให้คนฟังเชื่อถือเลย ตอนท้ายของการสอนครั้งนั้น พระองค์ทรงอธิบายลักษณะอาการของความรู้ที่พระองค์ค้นพบว่าเป็นอย่างไร พระองค์จึงมั่นใจว่าตรัสรู้แล้ว เมื่อสอนจบ พระโกญฑัญญะก็เกิดดวงตาเห็นธรรม ขอบวชต่อพระพุทธเจ้า เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ณ วันนั้น ศาสนาพุทธจึงสถาปนาขึ้นด้วยมีครบองค์ประกอบทั้งสามประการ นั่นคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

แต่พระพุทธศาสนาจะยังตั้งมั่นไม่ได้ หากไม่มีชาวบ้านมานับถือ เพราะพระสงฆ์นั้นเป็นผู้ละทางโลกไปแล้ว ไม่สะดวกในการทำหน้าที่หลายประการที่จำเป็นต่อการเผยแผ่พระศาสนา จำเป็นต้องมี อุบาสก อุบาสิกา มาด้วยจึงจะมีกำลังพร้อมจะขยายพุทธจักรออกไป แล้วพระพุทธองค์ทรงดำเนินกลยุทธ์อย่างไร ไว้ติดตามตอนหน้านะครับ

*******************************************************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย Celestial Strategist
30 กรกฎาคม 2558
*******************************************************************

จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล: สุดยอดกลยุทธ์สั่นสะเทือนวงการหนังซุปเปอร์ฮีโร่

ช่วงปลายทศวรรษ ’90 มาร์เวล (Marvel) ค่ายการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ยักษ์ใหญ่ เจ้าของลิขสิทธ์คาแรคเตอร์ดังๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Spider Man, Captain America, X-Men, Iron Man, Thor, Hulk ฯลฯ ตกอยู่ในภาวะขาดทุนเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย แต่แล้วในทศวรรษต่อมา เริ่มต้นจากปี 2008 ทางมาร์เวลก็ได้สร้างภาพยนตร์ Iron Man ออกฉาย เป็นจุดเริ่มต้นของสุดยอดกลยุทธ์สั่นสะเทือนวงการภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ นั่นคือ จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (Marvel Cinematic Universe)

จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลกลยุทธ์ Marvel Cinematic Universe หรือที่เรียกย่อๆว่า MCU นั้น คือการผลิตภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่หลายๆเรื่องของมาร์เวลที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยเริ่มต้นจากซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละคน แล้วนำหลายๆคนมารวมกันในหนังอีกเรื่อง และเรื่องต่อๆมาก็มีความเกี่ยวเนื่องกันอีก เรียกได้ว่าเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเรื่อง Iron Man (2008), The Incredible Hulk (2008), Iron Man 2 (2010), Thor (2011), Captain America (2011), The Avengers (2012), Iron Man 3 (2013), Thor: The Dark World (2013), Captain America: Winter Soldier (2014), Guadian of the Galaxy (2014), The Avengers: Age of Ultron (2015), Ant Man (2015) และยังมีแผนการผลิตภาพยนตร์ในจักรวาลนี้อีกหลายเรื่อง โดยประธานบริษัท Marvel Studios ได้พูดกับ Bloomberg เมื่อที่แล้วว่ามีแผนสร้างภาพยนตร์จนถึงปี 2028 เลยทีเดียว นอกจากการสร้างหนังแล้ว แฟรนไชส์ MCU ยังรวมถึงการสร้างซีรีส์ทางโทรทัศน์ในเรื่อง Agents of S.H.I.E.L.D. และ Agent Carter อีกด้วย

การสร้างจักรวาลมาร์เวลขึ้นมานี้ ทำให้ยอดขายตั๋วหนังของมาร์เวลทำลายสถิติสูงสุดครั้งแล้วครั้งเล่า ยอดขายตั๋วทั่วโลกของหนัง 12 เรื่อง ทำเงินมากกว่า 8.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉพาะหนังเรื่อง The Avengers (2012) เรื่องเดียวก็ทำรายได้ไปกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว นี่ยังไม่นับรวมยอดขายสินค้าลิขสิทธิ์จากคาแรกเตอร์ในภาพยนตร์เหล่านี้อีก นับว่ากลยุทธ์ MCU นี้สร้างรายได้ให้กับมาร์เวลอย่างเป็นกอบเป็นกำอย่างที่ไม่เคยมีสตูดิโอไหนทำได้มาก่อน ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ที่เป็นแฟรนไชส์มักสร้างเป็นไตรภาค ที่สร้างมากกว่า 3 ภาคมีเพียงไม่กี่ชุด เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ (8 ภาค) ทำเงินรวม 7.7 พันล้านดอลลาร์ฯ, เจมส์ บอนด์ (25 ภาค) ทำเงินรวม 6.1 ล้านดอลลาร์ ฯลฯ

กลยุทธ์ MCU นี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์ชั้นเลิศตามแนวคิดของศาสตราจารย์ ไมเคิล พอร์เตอร์ เพราะมาร์เวลเลือกแข่งขันที่จะแตกต่าง (Compete to be Unique) มีระบบการทำงานที่เริ่มตั้งแต่การเขียนบท การคัดเลือกนักแสดง และทุกๆขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ต้องสอดคล้องต่อเนื่องกัน ผู้กำกับภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะต้องมาพูดคุยกันเพื่อวางแผนให้ทิศทางของหนังแต่ละเรื่องสอดประสานอย่างลงตัว ด้วยการทำงานเป็นระบบเช่นนี้ เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่สตูดิโอคู่แข่งจะลอกเลียนแบบกลยุทธ์ให้ประสบความสำเร็จได้

คู่แข่งอย่างค่าย DC Comics ร่วมกับ Warner Bros. ได้ลอกเลียนแบบกลยุทธ์ของมาร์เวล ด้วยการวางแผนสร้างภาพยนตร์แฟรนไชส์เร่ิมจาก Man of Steel (2013) ซึ่งทำเงินไป 668 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย Batman v Superman: Dawn of Justice ที่จะฉายในปี 2016 และมีการประกาศว่าจะมีภาพยนตร์ในจักรวาลของ DC Comics อีก 9 เรื่องตามมา ถ้าถาม ณ เวลานี้ เรายังตอบไม่ได้ว่า กลยุทธ์ลอกเลียนแบบ (Copycat) ของ DC จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่หากมองในสายตาของนักกลยุทธ์ พอจะคาดการณ์ได้ว่า ยากเหลือเกินที่ DC จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกับที่มาร์เวลทำ เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่ลอกเลียนแผนงานเท่านั้น แต่ต้องเป็นการทำงานทั้งระบบร่วมกัน ซึ่งทาง DC ยังล้าหลังมาร์เวลอยู่เกือบสิบปีเลยทีเดียว

**********************************************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
29 ก.ค. 2558
**********************************************************

การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ในแวดวงการ์ตูนไทย

นับตั้งแต่กฎหมายลิขสิทธิ์มีผลบังคับใช้ในไทยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ทำให้แวดวงการ์ตูนญี่ปุ่นหรือที่เรียกกันว่า มังงะ (Manga) ในไทยต้องซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อมาตีพิมพ์ในไทย มาถึงปีสองปีที่ผ่านมา แวดวงการ์ตูนญี่ปุ่นในบ้านเราก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อพฤติกรรมคนอ่านรุ่นใหม่ๆนิยมอ่านฟรีในอินเตอร์เน็ต และหากจะซื้อก็จะซื้อฉบับรวมเล่มมากกว่าจะซื้อรายสัปดาห์ จนทำให้ การ์ตูนญี่ปุ่นรายสัปดาห์อย่าง Boom ของเนชั่นก็ปิดตัวไปเมื่อปี 2557 และล่าสุด การ์ตูน Viva! Friday ของวิบูลย์กิจก็ประกาศปิดตัวลงอีกเล่ม


สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือการ์ตูนลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่นมานาน ตอนเรียนหนังสือ ผมจำได้ว่าผมจะตามอ่านของรุ่นพี่ร่วมหอพักทุกสัปดาห์ เพราะอดใจรอรวมเล่มไม่ไหว และที่ไม่ซื้อเองเพราะถ้าจำไม่ผิดราคาเล่มละ35บาทสมัยนั้น มันแพงสำหรับนิสิตที่ได้เงินจากที่บ้านวันละราวๆ50-60บาท

การตัดสินใจปิดการ์ตูนรายสัปดาห์และหันไปทำฉบับรวมเล่มเพียงอย่างเดียว เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญของสำนักพิมพ์. เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นกลยุทธ์ที่เพียงพอและทำให้ธุรกิจนี้อยู่รอดหรือเปล่า เพราะอย่างที่ว่าไว้คนอ่านปัจจุบันนั้นหันไปอ่านฟรีในเน็ตและอ่านอีบุ๊คในแอพฯต่างๆอีก รายได้จากการ์ตูนรวมเล่มไม่แน่ว่าจะพอดูแลสำนักพิมพ์ได้ เรื่องนี้คล้ายๅกับธุรกิจเพลงเมื่อหลายปีก่อนที่ถูกซีดีเถื่อนและการฟังเพลงฟรีในเน็ตถล่มจนเจ๊งไปหมด จนต้องดิ้นรนเปลี่ยนโมเดลธุรกิจขนานใหญ่แต่ก็ไม่ได้มีกำไรเยอะเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ตอนนี้ทั้งแกรมมี่และอาร์เอสผู้นำตลาดก็หันไปเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลเพื่อหาเงินจากธุรกิจทีวีกันหมด

อันที่จริง หากวิบูลย์กิจประเมินสถานการณ์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจต้องหันไปทำการ์ตูนทีวีก่อนน่าจะมีสถานะดีกว่าตอนนี้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ธุรกิจการ์ตูนทีวีก็มีโรสมีเดียเป็นเจ้าใหญ่ไปแล้ว. แนวทางรอดของวิบูลย์กิจคงต้องหันมาดูว่าตัวเองมี Competitive Advantage อะไรบ้าง แล้วเลือกสนามใหม่ที่จะเข้าไปเล่นแล้วทำให้ตนเองสามารถส่งมอบคุณค่าที่ดีกว่าให้ลูกค้าและทำกำไรให้ตนเองได้

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันถือว่า วิบูลย์กิจได้เลือกใช้กลยุทธ์ที่ 36 ของสามสิบหกกลยุทธ์สู่ชัยชนะของจีนแล้ว นั่นคือ “หนีคือยอดกลยุทธ์”
****************************************************

พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย

Celestial Strategist

28 กรกฎาคม 2558

*****************************************************

เครดิตภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ New)108 ฉบับ 28 ก.ค. 2558

เงินอย่างเดียวขับเคลื่อนกลยุทธ์ไม่ได้

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์วันนี้ (27 ก.ค.58) เรื่อง เศรษฐกิจชะงัก ลงทุนเมกะโปรเจคต์อืด สะท้อนให้เห็นความยากลำบากในการขับเคลื่อนกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐบาลนี้มียุทธศาสตร์ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะผลักดันเมกะโปรเจคต์หรือการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนด้านคมนาคมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับโครงการเหล่านี้ 

  

งแต่จากสถานการณ์ล่าสุด พบว่า โครงการเหล่านี้ต้องล่าช้าไปกว่ากำหนด จนเริ่มเกิดความไม่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ตามแผน ส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล ความล่าช้านี้ไม่ได้เกิดจากการไม่มีเงิน เพราะรัฐบาลจัดงบมาให้แล้ว และยังกระตุ้นให้ใช้เงินเร็วๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย เชื่อกันว่า สาเหตุที่เกิดความล่าช้าเกิดจากความไม่พร้อมของหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการเหล่านี้ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ทำโครงการใหญ่ขนาดนี้มานาน, ขาดบุคลากรที่สามารถดูแลโครงการนี้ได้, กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่เอื้อต่อการทำโครงการขนาดใหญ่, กลไกการทำงานภายในและระหว่างหน่วยงานมีปัญหา, วัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานไม่เอื้อต่อการทำโครงการขนาดใหญ่ และอื่นๆอีกมากมายที่เป็นไปได้

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจัดสรรเงินให้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการกลไกอื่นๆด้วย ทั้งเรื่องทรัพยากรบุคคล ระบบการทำงาน วัฒนธรรมการทำงาน ระบบติดตามและวัดผล ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้รวมกันเรียกว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) นั่นเอง

กลยุทธ์ทางธุรกิจไม่ใช่การทำลายล้างคู่แข่ง

เราอาจเคยได้ยินคนบางคนบอกว่า กลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจก็เหมือนกับกลยุทธ์การเอาชนะสงคราม นั่นมีส่วนถูกเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงก็คือ การเอาชนะสงครามเป็นการเอาชนะด้วยการทำให้ศัตรูพ่ายแพ้ไป เป็น Zero-Sum Game นั่นคือ มีคนชนะแล้วต้องมีคนแพ้ แต่การแข่งขันทางธุรกิจนั้น หากเราชนะ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นต้องแพ้เสมอไป เราสามารถชนะโดยไม่ต้องทำให้คู่แข่งแพ้ก็ได้ ด้วยการชนะในตลาดที่แตกต่าง ในสินค้าหรือบริการที่แตกต่าง

ลองมาดูตัวอย่างในบ้านเราก็ได้ ผู้นำในธุรกิจห้างสรรพสินค้าเมืองไทยที่ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งโดยตรง ก็คือ เซ็นทรัล กับ เดอะมอลล์ ทั้งคู่ถือได้ว่าเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทยด้วยกันทั้งคู่ มีการแข่งขันเปิดห้าง เปิดสาขา จัดแคมเปญการตลาด แข่งกันดึงร้านแฟลกชิปสโตร์ของแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศมาไว้ที่ห้างตัวเองก่อน แต่ผลของการแข่งขันมาหลายสิบปี ไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ ขาดทุน แต่อย่างใดเลย ทั้งคู่ต่างก็กำไรมโหฬารด้วยกันทั้งคู่ ถามว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายใช้เหมือนกันหรือไม่ ตอบได้ว่า ไม่เหมือนกัน เซ็นทรัลเน้นการขยายสาขาอย่างสม่ำเสมอ เปิดทั่วกรุงเทพ และขยายไปยังต่างจังหวัด รวมไปถึงเข้าไปซื้อกิจการห้างดังในยุโรป ส่วนทางเดอะมอลล์ไม่ได้เน้นการขยายสาขาไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่กลุ่มเดอะมอลล์เปิดห้างเพิ่มก็เป็นการสร้างแลนด์มาร์คใหม่ๆให้กับเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนกับสยามพิวรรรธน์เปิดห้าง สยามพารากอน, การเปิดห้าง Emporium ตรงสุขุมวิท และเพิ่งเปิดห้าง EmQuartier ตรงฝั่งตรงข้าม อีกทั้งกำลังพัฒนาโครงการใหม่ที่หัวหินและภูเก็ต ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของไทย ที่ร้านหรูอย่าง หลุยส์วิตตอง จะไปเปิดร้านที่ต่างจังหวัด

ลองมาดูฝั่งธุรกิจสถานีโทรทัศน์กัน ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ช่อง 3 กับช่อง 7 ต่างก็ขับเคี่ยวต่อสู้แย่งชิงผู้ชมโทรทัศน์มาโดยตลอด ช่อง 7 มุ่งเน้นไปที่ผู้ชมต่างจังหวัดกลุ่มแมส ส่วนช่อง 3 ก็เน้นที่ลูกค้าในกรุงเทพและหัวเมืองต่างๆ โดยมองเห็นได้ชัดจากรูปแบบละครไพรม์ไทม์ของทั้งสองช่องที่แตกต่างกัน ตอนนั้นหากดูเฉพาะเรตติ้งดูเหมือนว่าช่อง 7 จะมีผู้ชมมากกว่าค่อนข้างมาก แต่หากดูที่เม็ดเงินซื้อโฆษณา ช่อง 3 ก็สูสีกับช่อง 7 ผลการแข่งขันมายาวนานก็ไม่ได้ทำให้ช่องใดช่องหนึ่งพ่ายแพ้ไป แต่กลับให้ทั้งคู่สร้างกำไรมหาศาลจนติดอันดับมหาเศรษฐีคนแรกๆของไทยด้วยกันทั้งคู่ (อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเข้าสู่ยุคทีวีดิจิตอล จำนวนช่องฟรีทีวีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งสองช่องต่างก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป)

เรื่องนี้ปรมาจารย์กลยุทธ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้เน้นให้เห็นว่า การแข่งขันทางธุรกิจมีความซับซ้อน หลากหลาย และมีมิติต่างๆมากมาย หากเราคิดแต่จะเอาชนะด้วยการทำลายล้างคู่แข่ง แปลว่าเรามองการแข่งขันเพียงมิติเดียว ย่อมทำให้เราเลือกกลยุทธ์ที่ผิดๆจนพ่ายแพ้ตัวเองไป วิธีการมองแบบนี้เรียกว่า การเอาชนะด้วยการเป็นที่หนึ่ง (Compete to be the Best) แต่ลองคิดดูให้ดีว่า ในโลกธุรกิจมันมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดีที่สุด ที่เป็นอันดับหนึ่ง จริงๆหรือ มันไม่มี มันมีแต่สินค้าที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ สำหรับตลาดตรงนั้น ฯลฯ ดังนั้น ศาสตราจารย์พอร์เตอร์จึงแนะนำว่า เราต้องคิดเอาชนะด้วยความแตกต่าง (Compete to be Unique) จึงเป็นหนทางไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

************************************************

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย Celestial Strategist

26 กรกฎาคม 2558

โฆษณาในโรงหนัง: กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สิน


ธุรกิจโรงภาพยนตร์เป็นธุรกิจที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากลยุทธ์ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อความอยู่รอดและความยิ่งใหญ่ของธุรกิจ ย้อนกลับไปราว 40 ปีก่อน โรงภาพยนตร์ในยุคนั้นจะเป็นโรงภาพยนตร์แบบ Stand Alone ขนาดใหญ่ แต่บะแห่งมีโรงเดียว เวลามีหนังเข้ามาก็จะฉายเพียงเรื่องเดียวนานหลายวัน ต่อมาเกิดนวัตกรรมใหม่คือ วีดิโอเทป ที่ประสบความสำเร็จมาก คนนิยมดูหนังจากวีดิโอที่บ้านทำให้คนออกมาดูหนังที่โรงหนังน้อยลง

โรงหนังปรับตัวด้วยการทำโรงหนังให้เล็กลงและย้ายเข้าไปอยู่ในห้าง เรียกว่า มินิเธียเตอร์ แต่ละแห่งมีโรงหนังหลายโรง แต่ละโรงกี่มีขนาดเล็กสอดคล้องกับจำนวนคนที่มาดูหนัง ที่สำคัญสามารถฉายพร้อมกันได้หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ตอบสนองความต้องการของผู้ชมได้ตรงประเด็น จึงประสบความสำเร็จมาก ยุคนั้นทุกห้างต้องมีมินิเธียเตอร์เพื่อดึงวัยรุ่นวัยหนุ่มสาวเข้าห้าง

ราวปี 2538 คุณวิชา พูลวรลักษณ์ ได้เปิดศักราชใหม่ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ด้วยการเปิด Major Cineplex ที่ปิ่นเกล้า เป็นการนำยุค Stand Alone ของโรงหนังกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ แต่ละแห่งไม่ได้มีโรงหนังแค่โรงเดียว แต่มีเป็น 10 โรง ที่มีขนาดแตกต่างกัน ตอบโจทย์ของผู้ชมได้อย่างตรงเป้าและครบถ้วน เช่น คุณภาพของเสียงในโรงหนังที่ดีกว่ามินิเธียเตอร์มาก ลูกค้าที่มาชมได้รับประสบการณ์การดูหนังที่ดีกว่าดูวีดิโอที่บ้านอย่างเทียบไม่ติด มีร้านอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายให้นั่งระหว่างรอชมภาพยนตร์ ฯลฯ ยุคทองของโรงหนังก็กลับมา แต่คราวนี้เป็นเกมของรายใหญ่เท่านั้น เพราะขนาดการลงทุนของ Cineplex ใหญ่เกินกว่าที่รายเล็กจะไปเล่นด้วยได้ Major จึงได้ขยายกิจการ Cineplex ออกไปมากมาย รวมถึงแบบที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าด้วย (ในรูปแบบที่ใหญ่กว่ามินิเธียเตอร์มาก) จนปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 2557) ครอบคลุมทั่วประเทศ 76 สาขา 513 โรง จนมีส่วนแบ่งตลาดธุรกิจโรงหนังถึง 70%

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับการสร้าง Cineplex กลุ่มเมเจอร์ก็เริ่มกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าจากทรัพย์สิน ด้วยเห็นว่ามีคนเข้าออกโรงหนังในเครือหลายล้านคนต่อปี จึงเริ่มเปิดพื้นที่สื่อโฆษณาในโรงหนัง ทั้งป้ายในศูนย์ และที่สำคัญคือโฆษณาก่อนหนังเริ่มฉาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนดูมีสมาธิจดจ่อกับจอภาพยนตร์มากที่สุด โฆษณาในโรงหนังจึงเติบโตอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันสร้างรายได้พันกว่าล้านบาทต่อปี โดยแทบไม่มีต้นทุนเพิ่มเติมมากมายอะไรเลย เพียงแค่จัดตั้งทีมขายโฆษณาและระบบจัดการสื่อโฆษณาเท่านั้น

หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 26-29 ก.ค. 2558 ได้ลงบทวิเคราะห์สื่อโรงภาพยนตร์. ชี้ให้เห็นว่า ปีนี้ สื่อในโรงหนังครึ่งปีแรกเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ ด้วยตัวเลขโตกว่า 20% เมื่อเจาะลึกลงไป พบว่า การเติบโตมาจากโรงหนังในต่างจังหวัด. ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์บุกขยายสาขาต่างจังหวัดที่เมเจอร์ใช้ในช่วง4-5 ปีที่ผ่านมา

จากกรณีศึกษานี้จะเห็นว่า ด้วยฝีมือการบริหารเชิงกลยุทธ์ชั้นเลิศของเครือเมเจอร์ทำให้กลุ่มนี้ก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลอย่างสูงในประเทศไทยโดยมีมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดอยู่ที่ 26,763 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง20ปีเท่านั้น

 

************************************************

เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย Celestial Strategist

25 ก.ค.2558

Strategist คือใคร?

Strategist แปลเป็นไทยตรงๆว่า นักยุทธศาสตร์ วิกิพีเดียได้ให้ความหมายของคำว่า Strategist ว่า A strategist is a person with responsibility for the formulation and implementation of a strategy. หรือแปลว่า นักยุทธศาสตร์ คือบุคคลที่รับผิดชอบในการกำหนดและดำเนินการยุทธศาสตร์ แล้วยุทธศาสตร์แปลว่าอะไร

ยุทธศาสตร์ (Strategy) เกี่ยวข้องการตั้งเป้าหมาย, การกำหนดสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น และการระดมและจัดสรรทรัพยากรเพื่อทำสิ่งที่ต้องทำนั้น

นักยุทธศาสตร์มีความหลากหลายมาก ในยุคโบราณ นักยุทธศาสตร์ประเภทที่มีบทบาทมากก็คือ นักยุทธศาสตร์ทางการทหาร ตัวอย่างเช่น จูกัดเหลียง หรือขงเบ้ง ผู้วางยุทธศาสตร์ที่เขาโงลังกั๋งให้เล่าปี่จนทำให้เล่าปี่ผู้ซึ่งหนีทัพโจโฉกระเจิดกระเจิงมาสามารถตั้งตนเป็นฮ่องเต้ได้ในดินแดนเสฉวนจนเกิดเป็นสามก๊ก, ฟ่านหลี ผู้วางยุทธศาสตร์ให้เยว่อ๋องโกวเจี้ยนจนสามารถพลิกจากผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะเหนืออู๋อ๋องฟูชา จนทำให้แคว้นเยว่พลิกสถานะกลายเป็นแคว้นทรงอิทธิพลขึ้นมา, นายพลคาร์ล ฟอน เคลาเซวิทซ์ แห่งปรัสเซีย (หรือเยอรมันในปัจจุบัน) เจ้าของคำพูดที่ว่า “แทคติคคือศิลปะการใช้กองทัพเอาชนะในสนามรบ ส่วนยุทธศาสตร์คือศิลปะการใช้สนามรบเพื่อเอาชนะสงคราม” ฯลฯ

ในยุคปัจจุบัน นักยุทธศาสตร์ได้นำไปประยุกต์ในหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น วงการกีฬา เรียกว่า Sport Strategist ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์นักกีฬา รวมถึงคู่แข่ง เพื่อวางแผนและดำเนินการให้นักกีฬาเอาชนะการแข่งขันได้ แต่ที่มีบทบาทสูงในยุคนี้ก็คือ นักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ CEO ในการวางแผนและดำเนินการยุทธศาสตร์ทางธุรกิจเพื่อให้บริษัทประสบความสำเร็จได้ บางครั้งก็เรียกกันว่า นักวางแผนกลยุทธ์, ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร, ฝ่ายบริหารกลยุทธ์ ฯลฯ

ผู้ที่ทำให้การบริหารเชิงกลยุทธ์มีบทบาทสูงมากในโลกธุรกิจปัจจุบัน ก็คือ ศาสตราจารย์ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งได้เผยแพร่แนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และได้พิสูจน์ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดขององค์กร จนทำให้ทุกวันนี้ องค์กรชั้นนำทุกแห่งของโลกจะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องยุทธศาสตร์องค์กรอย่างชัดเจน

“หัวใจของยุทธศาสตร์ คือการเลือกว่าจะไม่ทำอะไร” – ไมเคิล อี. พอร์เตอร์

***********************************

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
24 ก.ค. 2558