อาเซียน ภูมิภาคแห่งอนาคตในสายตาของ Microsoft

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคอาเซียนได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากการประกาศจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community) ให้สำเร็จภายในปีนี้ (2015) เมื่อเราเอาเศรษฐกิจของอาเซียนทั้งสิบประเทศรวมกันพบว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก จากจำนวนประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน ในเดือนสิงหาคมนี้ McKinsey Insights ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร Microsoft เอเชีย 2 คน นั่นคือ นาย César Cernuda ประธานไมโครซอฟต์เอเชียแปซิฟิค และนาย Alvaro Celis, Vice President of original equipment sales เกี่ยวกับโอกาสและประสบการณ์การลงทุนในอาเซียน มีเนื้อหาน่าสนใจหลายประการ

Screen Shot 2015-08-18 at 12.43.31 AM

 

ทั้งคู่บอกว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจมากสำหรับ Microsoft ดูจากวิธีการใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารของคนในอาเซียน ทั้งโทรศัพท์ แท็บเบล็ต แล็ปท็อป และการแชร์สิ่งต่างๆบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค อย่างในเวียดนาม มีจำนวนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือมากกว่าจำนวนประชากร ซึ่งเป็นตลาดที่ Windows Phone ของไมโครซอฟต์มีส่วนแบ่งตลาดถึง 30% เลยทีเดียว, กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียเป็นเมืองที่มีจำนวนทวีตมากที่สุดในโลก, ฟิลิปปินส์ ประเทศแห่งการเซลฟี (Selfies) ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ศักยภาพของธุรกิจเทคโนโลยีการสื่อสารในภูมิภาคนี้สูงมาก

ยิ่งมาพิจารณาข้อมูลประชากรก็ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เช่น อายุเฉลี่ยของคนอินโดนีเซียและคนฟิลิปปินส์อยู่ที่ 25 ปีเท่านั้น, จำนวนนักเรียนนักศึกษาในอาเซียนรวมกันสูงถึง 150 ล้านคน นั่นแปลว่า ประชากรอาเซียนอยู่ในวัยหนุ่มสาว ที่พร้อมปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีที่ไมโครซอฟต์เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาเซียนนั่นคือ คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่จะทำให้องค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับเดียวกันได้ด้วยต้นทุนที่คิดตามการใช้งานจริง (ผมมองว่า นี่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ที่สามารถนำไปต่อสู้คู่แข่งรายใหญ่ๆได้)

อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารบริษัทระดับโลกแล้ว รู้สึกได้เลยว่า อาเซียนของเรากำลังเนื้อหอม ใครๆต่างก็สนใจเข้ามาที่นี่ หมายความว่า เมื่อประเทศจีนเริ่มลดความร้อนแรงในการเติบโตแล้ว อาเซียนจะกลายเป็นภูมิภาคที่ร้อนแรงขึ้นจนดึงดูดเงินลงทุนและธุรกิจจากทั่วโลก พวกเราที่อยู่ในเมืองไทยต้องจับตากระแสนี้ให้ดี และหากเรามองเห็นโอกาสและลงมือทำ เราก็จะสามารถขี่กระแสนี้เติบโตอย่างร้อนแรงไปด้วยพร้อมๆกัน

**************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
18 สิงหาคม 2558
**************************************************

ยุทธศาสตร์พระนเรศวร ตำราพิชัยสงครามซุนวู และการกระจายการลงทุน

เมื่อวาน ผมได้มีโอกาสไปไหว้อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทุ่งภูเขาทอง อยุธยา ตรงริมถนนด้านหน้า มีซุ้มติดประวัติและเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่หลายซุ้ม ซุ้มหนึ่งเขียนถึง ยุทธศาสตร์การสงครามของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอนหนึ่งเขียนว่า “หลักการรวมกำลัง อำนาจกำลังรบให้เหนือกว่า ณ ตำบลและเวลาที่จะให้บรรลุผลแตกหัก ความเหนือกว่าจะเป็นผลมาจากการผสมผสานองค์ประกอบของอำนาจกำลังรบอย่างเหมาะสมกับเวลาและสถานที่ และในรูปแบบที่ผู้บังคับบัญชาเลือก เพื่อครองความริเริ่มช่วยให้กำลังที่เสียเปรียบด้านจำนวน สามารถบรรลุผลแตกหักทั้งการปฏิบัติการทัพและการปฏิบัติการรบ” นี่แสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านนิยมหลักการมุ่งเน้น (Concentration) เพราะในขณะนั้น กำลังรบของพระองค์มีจำนวนน้อยกว่ากำลังรบของหงสาวดี ท่านจึงใช้หลักการมุ่งเน้นกำลังของท่านมายังตำแหน่งที่ต้องการรบแตกหัก จึงจะเอาชนะหงสาวดีได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงหลักการลงทุนว่าด้วย การกระจายความเสี่ยง (Diversification) กับ การมุ่งเน้น (Concentration) ขึ้นมาทันที

DiversificaitonConcentration

หนึ่งในบทเรียนการลงทุนเบื้องต้นที่มักสอนกันอย่างแพร่หลายก็คือ “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว (Don’t put all your eggs in one basket)” ความหมายของประโยคนี้ก็คือ อย่าใส่เงินลงทุน (ไข่) ของเราทั้งหมดไว้ในการลงทุน (ตะกร้า) ตัวเดียว เช่น หุ้นตัวเดียว ฯลฯ ก็เพราะว่า หากเกิดเหตุการณ์ด้านลบที่ไม่คาดฝันกับการลงทุนตัวนั้น (ตะกร้าหล่น ไข่แตก) เราก็ยังมีไข่ในตะกร้าใบอื่น (เงินลงทุนในการลงทุนตัวอื่น เช่น หุ้นตัวอื่น เงินฝาก อสังหาฯ) ไม่เสียหายไปทั้งหมด นี่คือหลักกระจายความเสี่ยง (Diversification)

แต่ปรมาจารย์การลงทุนอย่าง วอเรน บัฟเฟตต์ และ ปีเตอร์ ลินช์ ไม่ได้มองเช่นนั้น  บัฟเฟตต์กลับหยิบยกสุภาษิตเก่าแก่ที่บอกว่า “ให้ใส่ไข่ทุกฟองในตะกร้าใบเดียว แล้วจับตาดูตะกร้าใบนั้นให้ดีๆ (Keep all your eggs in one basket, but watch that basket closely.)” เพราะบัฟเฟตต์มองว่า การกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนไปให้ในหุ้นหลายๆตัวมากเกินไปเป็นอุปสรรคขวางกั้นการได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่การลงทุนในตะกร้าใบเดียวแล้วเอาใจใส่เฝ้ามองให้ดีกลับจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า นี่ก็คือหลักการมุ่งเน้น (Concentration)

ปีเตอร์ ลินช์ มองว่า การกระจายการลงทุนมากเกินไปเป็นจุดด้อยของการลงทุน เขาเขียนไว้ในหนังสือว่า “คนทั่วไปสามารถลงทุนแบบมุ่งเน้นในบริษัทไม่กี่บริษัท ขณะที่ผู้จัดการกองทุนรวมถูกบังคับให้กระจายการลงทุน การถือหุ้นจำนวนมากเกินไป ทำให้สูญเสียประโยชน์จากการมุ่งเน้น การลงทุนให้ถูกตัวเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำกำไรมหาศาลคุ้มค่าการลงทุนตลอดชีวิตแล้ว” ซึ่งหมายความว่า ปีเตอร์ ลินช์ ก็นิยมหลักการมุ่งเน้น (Concentration) เช่นเดียวกัน

ตำราพิชัยสงครามซุนวู บทที่ 6 ตื้นลึกหนาบาง เขียนไว้ว่า “เรารวมศูนย์ แต่ศัตรูกระจาย เรารวมเป็นหนึ่ง ศัตรูกระจายเป็นสิบ เราจึงเหนือกว่าศัตรูอยู่สิบต่อหนึ่งในพื้นที่แห่งนั้น เมื่อจึงเอาชนะได้โดยง่าย” นี่ก็คือ หลักการมุ่งเน้น (Concentration) นั่นเอง ถ้าเราปรับมาใช้กับการลงทุน ก็จะตรงกับแนวคิดของบัฟเฟตต์และปีเตอร์ ลินช์ ว่า การลงทุนแบบมุ่งเน้น ทำให้เรามีเงินทุนตั้งต้นที่สามารถสร้างกำไรในเยอะกว่าการกระจายเงินลงทุนไปทั่ว ประเด็นสำคัญคือ เราต้องเลือกการลงทุนนั้นให้ดี ต้องมั่นใจว่าชนะ หรือได้กำไรแน่ๆ แล้วทุ่มเงินลงทุนลงไป ทำอย่างนี้ กำไรที่ได้ย่อมมากกว่าการกระจายการลงทุนหลายเท่า ถ้าใช้สูตรแบบซุนวู คือรวมสิบมาไว้ที่แห่งเดียว ก็ย่อมได้กำไรมากกว่าสิบเท่า นั่นเอง

 

***********************************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
13 สิงหาคม 2558
***********************************************************************

การซื้อกระเป๋า Chanel ถือเป็นการลงทุนหรือไม่

วันที่ 19 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ Coco Chanel ตำนานแห่งวงการแฟชั่น ชาวฝรั่งเศส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ระดับโลก Chanel หากเธอมีอายุถึงปีนี้ก็จะครบ 132 ปี หนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็คือ กระเป๋า Chanel Classic Flap ซึ่งเป็นกระเป๋าถือของคุณผู้หญิงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลายตารางสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด สายสะพายเป็นโซ่โลหะคล้องด้วยสายหนัง ถ้าเป็นขนาด Medium ราคาปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ $4,900 แต่ราคาที่ขายในประเทศไทยอยู่ที่ 204,700 บาท ถือว่าเป็นกระเป๋าที่ราคาแพงมากเลยทีเดียว

ChanelBagPriceIndex

กระเป๋า Chanel Classic Flap รุ่นนี้ เป็นรุ่นที่พัฒนามาจากกระเป๋ารุ่น 2.55 ซึ่งชื่อรุ่นมาจากเดือนและปีที่ Coco Chanel ได้ออกแบบขึ้นมา นั่นคือ กุมภาพันธ์ 1955 และออกขายด้วยราคาใบละ $220 ต่อมา ในทศวรรษ 1980 Karl Lagerfeld หัวหน้าทีมดีไซเนอร์ของ Chanel ได้ปรับปรุงรุ่น 2.55 มาเป็นรุ่น Classic Flap ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมความนิยมลงแต่อย่างใด

เป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนๆ Chanel ว่า กระเป๋า Chanel Classic Flap นั้น ขึ้นราคาทุกปี จากราคา $220 มาเป็นพันกว่าเหรียญในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และขึ้นมาถึงสองพันกว่าเหรียญราวๆปี 2006-2007 พอเกิดวิกฤติ Subprime ในปี 2008 ราคาก็ขึ้นในอัตราชะลอลงเพียงปีสองปี และราคาก็ก้าวกระโดดพร้อมๆกับการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจโลกของ Fed ในรูปแบบของ QE (Quantitative Easing) จนมาอยู่ที่ราคา $4,900 ในปัจจุบัน โดยไม่มีการลดราคาลงเลยแม้แต่ปีเดียว

เว็บไซต์ chanelprices.com ได้ทำดัชนีราคากระเป๋า Chanel Classic Flap Lamp Skin ขนาด Medium (สีน้ำเงิน) และ Jumbo (สีแดง) เปรียบเทียบกับดัชนีหุ้น S&P500 (สีฟ้า) และดัชนีราคาทองคำ (สีทอง) ระหว่างปี 2003-2014 จะเห็นว่า ดัชนีกระเป๋า Chanel เอาชนะทั้งหุ้นและทองคำได้ตลอดช่วงเวลา 11 ปีที่ผ่านมา หากเราคำนวณหาอัตราการเพิ่มขึ้นของราคากระเป๋า Chanel Classic Flap แล้ว พบว่าอยู่ที่ราวๆ 15% ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งหากเราซื้อกระเป๋าชาเนลแล้วเก็บรักษาให้ดี มูลค่าของมันก็เพิ่มขึ้นในอัตรา 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเอาชนะการลงทุนส่วนใหญ่ได้เกือบทั้งหมด

ด้วยตัวเลขที่ว่ามา เหล่าบรรดาภรรยาอาจใช้เป็นเหตุผลกล่อมสามีให้ซื้อกระเป๋า Chanel เพื่อการลงทุนก็ได้ ทางด้านสามีก็อาจอ้างเหตุผลว่า อัตราการเพิ่มของราคาที่ว่ามานั้นเป็นราคากระเป๋าใหม่ ถ้าเราซื้อมาแล้ว มันก็กลายเป็นกระเป๋าเก่า ราคาของมือสองก็ย่อมไม่ดีตามของใหม่แน่ๆ (อันที่จริง ราคากระเป๋ามือสองมันก็เพิ่มตามราคากระเป๋าใหม่เช่นเดียวกัน แต่อาจในอัตราที่ต่ำกว่าบ้าง เหมือนกับบ้านมือสองนั่นแหละ) แล้วเราควรพิจารณาอย่างไร

ผมขอเสนอวิธีคิดอย่างนี้ว่า กระเป๋าแบรนด์เนม มันเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ของที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต ถ้าเราไม่ชอบกระเป๋าแบบนี้ ก็ไม่ต้องคิดจะมาลงทุนกับของประเภทนี้ แต่หากชอบขึ้นมาจริงๆ มีแล้วจะใช้งานอย่างมีความสุข ก็อย่าไปคิดเลยว่า ซื้อลงทุนเพื่อเอาไว้ขายต่อในอนาคตให้ได้กำไร เพราะหากชอบมันจริงๆ ก็อาจไม่ยอมขายออกมาก็ได้ พอไม่ยอมขาย กระเป๋าจะมีมูลค่าเพิ่มยังไงก็ไม่สามารถรับรู้เป็นตัวเงินจริงๆได้ แต่ถ้าจะซื้อ ก็น่าจะเป็นเพราะอยากใช้งานมันจริงๆ และมีเงินพอที่จะซื้อวันนี้ เมื่อพร้อมจะซื้อและอยากซื้อ ก็ซื้อได้เลย (อย่าลืมว่าราคากระเป๋าเพิ่มขึ้นปีละ 15% เลยทีเดียว ซื้อปีหน้าย่อมแพงกว่าซื้อปีนี้) และขอย้ำว่า ไม่ควรจะไปกู้ยืมเงินมาซื้อกระเป๋า เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลที่ 20% ต่อปีมันชนะผลตอบแทนของกระเป๋าที่ 15% แน่ๆ  ถ้ากู้มาซื้อ ยังไงก็ขาดทุน

**************************************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
11 สิงหาคม 2559
**************************************************

ภาพประกอบจาก www.chanelprices.com และ chanel.com

การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ​รอบนี้จะเป็นอย่างไร?

และแล้วก็ใกล้ถึงเทศกาลประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษกันอีกครั้ง ซึ่งจัดทุกๆ 3 ปี เมื่อสามปีก่อน CTH ได้สร้างประวัติศาสตร์ประมูลลิขสิทธิ์สำหรับปี 2013-2016 มาด้วยราคาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ในราคา 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 10,000 ล้านบาท (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 31.25 บาทต่อดอลลาร์) โดยตั้งเป้าฐานคนดูสูงถึง 3 ล้านราย อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจุบัน CTH มีฐานสมาชิก 1.3 ล้านรายเท่านั้น จึงทำให้ยังอยู่ในภาวะขาดทุนแม้ว่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจะเหลือปีสุดท้ายแล้วเท่านั้น คงเป็นเรื่องยากที่ CTH จะสร้างรายได้เพียงพอต่อต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่ประมูลมาได้

ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris--5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html
ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris–5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html

ข้อมูลจากเว็บไซต์เดลี่เมล์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการเติบโตของราคาลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในการประมูลล่าสุดเมื่อปี 2012 นั้น เติบโตสูงมากในแทบทุกภูมิภาค  ที่เติบโตสูงที่สุดคือประเทศเมียนมาร์ เพื่อนบ้านของเรา ราคาเพิ่มขึ้นถึง 12,400% นั่นคงเป็นเพราะว่าเมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศในปี 2010 พอมาประมูลในปี 2012 ตัวเลขจึงเพิ่มขึ้นมโหฬาร, ที่เพิ่มสูงรองลงมาคือประเทศไทย เมื่อ CTH เพิ่งเข้ามาในตลาดเคเบิลทีวี พร้อมทุนหนา และต้องการจะแย่งตลาดจาก True Visions ให้ได้ จึงทุ่มไม่อั้นจนได้ลิขสิทธิ์ไป

การประมูลครั้งก่อนนั้น มองกันว่า เป็นการประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จึงทำให้ราคาประมูลสูงลิ่วขึ้นไปอย่างไม่น่าเชื่อ ณ ขณะนั้น CTH ต้องการลิขสิทธิ์นี้เพื่อเป็นตั๋วเบิกทางเข้าสู่ตลาดเคเบิลทีวีและเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศในทันที ส่วน True Visions ต้องการลิขสิทธิ์นี้อย่างมากเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ เชื่อกันว่าที่คนยอมจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนหลักพันกับ True Visions นั้นก็เพราะต้องการดูบอลพรีเมียร์อังกฤษนั่นเอง แต่เมื่อราคาประมูลสูงไปถึง 5 เท่าของราคาเก่า ทรูวิชั่นส์ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมและมีข้อมูลในมือว่า ณ ราคาเท่าไร จึงจะทำกำไรจากลิขสิทธิ์นี้ได้ ก็รู้แล้วว่า ด้วยราคานั้น หากประมูลได้ไป มีแต่เจ็บตัวอย่างเดียว จึงยอมถอย ส่วน CTH มีทุนหนาและต้องการได้ลิขสิทธิ์โดยแทบไม่สนว่าจะต้องจ่ายที่ราคาเท่าไร จึงชนะการประมูลไป

วันเวลาผ่านไป ทรูวิชั่นส์นำเงินที่เคยเตรียมไว้จ่ายลิขสิทธิ์บอลพรีเมียร์อังกฤษ เอาไปซื้อคอนเทนต์อื่นๆ ที่สำคัญคือ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลไทยพรีเมียร์ลีก ซึ่งบูมขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เชื่อกันว่าคนไทยนิยมดูมากกว่าบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษแล้ว แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่ถึงหนึ่งในห้าของบอลอังกฤษ ส่วน CTH ต้องเผชิญวิบากกรรมจากต้นทุนลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่ว บวกกับมีการเปลี่ยนแปลงสูงมากในวงการทีวีไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีช่องทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง ทำให้โอกาสเติบโตของเคเบิลทีวีไม่ดีนัก จน CTH ต้องยอมขายลิขสิทธิ์บางแมตช์ให้ทางฟรีทีวีไปฉายเพื่อลดต้นทุนของตนเอง

สำหรับการประมูลในปีนี้ เริ่มมีข่าวว่า มีผู้สนใจจะประมูลลิขสิทธิ์อยู่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น CTH เจ้าของลิขสิทธิ์คนปัจจุบัน, True Visions เจ้าของลิขสิทธิ์รายเดิม, หรือช่องทีวีดิจิตอลต่างๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ก็คือ กลยุทธ์การเข้าประมูล  ทุกเจ้าเริ่มให้ข่าวในทำนองว่า กำลังพิจารณาว่าจะจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจเข้าประมูลด้วยหรือไม่ รวมถึงมีข่าวจาก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.)  ว่าจะจับมือสถานีโทรทัศน์ในไทยทั้งหมด เพื่อเข้าประมูลลิขสิทธิ์ สาเหตุที่มีการพิจารณากลยุทธ์การเข้าประมูลด้วยการจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ ก็มาจากประสบการณ์ครั้งก่อนของ CTH นั่นเอง โดยหวังว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะราคาของลิขสิทธิ์สูงจนยากที่จะทำกำไรได้ง่ายๆ นอกจากนี้ คาดว่าการลดจำนวนผู้เข้าแข่งขันประมูลลง และทำให้การประมูลครั้งนี้ไม่ใช่การประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จะทำให้ราคาประมูลลดลงได้ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าอยากให้ราคาประมูลต่ำที่สุด ผู้เข้าประมูลของไทยจะต้องจับมือกันฮั้วไปประมูล ไม่มีการแข่งขัน จะได้ไม่มีการไล่ราคาให้สูงขึ้นไป และอาจทำให้ราคาลดลงด้วยก็ได้

แต่ในโลกเศรษฐกิจเสรี กลยุทธ์เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลแน่นอนเสมอไป เพราะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสำหรับประเทศไทยไม่ได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจากเมืองไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถึงเราจะฮั้วกันได้ (ซึ่งไม่ง่ายนัก เพราะมีผู้อยากได้ลิขสิทธิ์หลายรายจากทีวีที่เพิ่มขึ้นมาก) ยังมีบริษัทต่างชาติที่เตรียมเข้าประมูลเหมือนกัน ซึ่งหากเขาได้ไป ก็จะเอากลับมาขายให้ผู้ประกอบการในไทยอีกทีในราคาที่สูงขึ้น นี่ยังไม่นับเทคนิคจัดการประมูลของทางอังกฤษ ที่สร้างขั้นตอนการประมูลที่สร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยาทำให้ราคาสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์การประมูลคราวนี้จะเป็นอย่างไรอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะทราบผลแล้ว ต้องติดตามกันต่อไป

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
10 สิงหาคม 2558
*********************************************************

“ห่านน้อยนักแก้ปัญหา” นิทานสอนลูกให้เป็นนักลงทุนแบบสวนกระแส

ฝูงห่านฝูงหนึ่ง มีห่านอยู่ตัวหนึ่งชอบคลุกบ่อโคลน ขนมันไม่ขาวสะอาดเป็นประกายเหมือนตัวอื่น จนถูกหัวเราะเยาะ พอพระจันทร์เต็มดวง หมาจิ้งจอกก็ออกมาไล่ล่าห่านทุกตัวยกเว้นเจ้าห่านมอมแมม. เพราะขนมอมแมมกลืนกับความมืด  

จากนั้นห่านตัวอื่นก็เลยคลุกบ่อโคลนให้มอมแมมบ้างจะได้ไม่ถูกหมาจิ้งจอกจับกินอีก

หลายวันต่อมา หิมะเริ่มตก เจ้าห่านมอมแมมพยายามเตือนตัวอื่นแต่ไม่มีใครฟัง มันจึงเลี่ยงออกมาล้างตัวให้สะอาดเป็นมันวาว
คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง หมาจิ้งจอกออกมาไล่ล่าห่านอีก ไล่ล่าทุกตัว เว้นแต่เจ้ามอมแมมที่ไม่มอมแมมแล้ว หมาจิ้งจอกมองไม่เห็นเจ้ามอมแมมเพราะขนสีขาวกลืนไปกับหิมะ เจ้ามอมแมมเลยดักขาเจ้าจิ้งจอกจนล้มกลิ้งตกเขาไป

คนเขียนนิทานบอกว่า นิทานสอนเรื่องนี้สอนให้เด็กเรียนรู้ว่า แตกต่างบ้างไม่เป็นไร
แต่พอผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายฟังกลับคิดถึงแก่นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าว่าด้วย การสวนกระแส เหมือนที่เซอร์จอห์น เทมเปิลตัน บอกไว้ว่า “การซื้อในยามที่คนอื่นกำลังขายอย่างหมดหวัง และการขายในยามที่คนอื่นกำลังซื้ออย่างเคลิบเคลิ้ม ต้องใช้ความกล้าหาญมากที่สุด แต่มันก็จะให้ผลกำไรสูงสุด”

นิทานโดย Caroline Jayne Church สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์คิดดี้

****************************************************

พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย

CelestialStrategist.com

****************************************************

ทำไม Prada แบรนด์หรูจากอิตาลี มาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง

เมื่อเดือนมิถุนายน 2011 Prada แบรนด์หรูระดับโลกจากอิตาลี ได้เข้าระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงด้วยขายหุ้น IPO ได้เงินไปกว่า 2,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าเพราะเหตุใดยักษ์ใหญ่จากยุโรปถึงเลือกเข้าตลาดหุ้นในฮ่องกง แทนที่จะเป็นในอิตาลี บ้านเกิดของแบรนด์, ในอังกฤษ ศูนย์กลางการเงินในยุโรป หรือในสหรัฐอเมริการ ซึ่งตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

PradaShopinBeijing_CFP
ภาพร้าน Prada ในปักกิ่ง (Photo/CFP)

อันที่จริง Prada บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาตั้งแต่ปี 1913 ได้วางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่มิลาน เมื่อ ก.ย. 2011 แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 ก็ต้องเลื่อนแผนออกไป จากนั้นก็ตามมาด้วยสงครามอ่าวครั้งที่ 2, การระบาดของโรค SARS และวิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2008 ทำให้แผนระดมทุนจากตลาดหุ้นของ Prada ต้องเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า และในที่สุด Prada ก็เลือกที่จะระดมทุนจากตลาดหุ้นฮ่องกง เมื่อ มิ.ย. 2011 ด้วยการขายหุ้นให้กับนักลงทุนจำนวน 20% ของหุ้นทั้งหมด ราคา IPO ที่ 39.50 ดอลลาร์ฮ่องกง ได้เงินมา 2,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นาย Patrizio Bertelli CEO ของ Prada ได้เขียนบทความลงในวารสาร Harvard Business Review ไว้ว่า เมื่อตอนทศวรรษ 1990s เขาเคยเชื่อว่า อนาคตของ Prada อยู่ที่การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา แต่พอมาถึงทศวรรษ 2010s เขามั่นใจว่า อนาคตอยู่ที่ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งเอเชียและประเทศจีน ซึ่งเมื่อเราไปอ่านดูรายงานประจำปีของ Prada พบว่า ยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น) ได้เพิ่มสัดส่วนจาก 18% ในปี 2009 มาเป็น 32% ในปี 2011 (และล่าสุดในปี 2014 กลายเป็น 38% แล้ว)

ด้วยตัวเลขการเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นภูมิภาคที่สร้างรายได้สูงสุดดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Prada จึงเลือกมาระดมทุนจากตลาดหุ้นฮ่องกง เพื่อที่จะมาอยู่ในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และได้รับประโยชน์สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ นั่นคือ ประการแรก เมื่อมาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่ที่มีเศรษฐีเกิดใหม่จำนวนมาก ก็จะได้เงินจากการระดมทุนเป็นกอบเป็นกำ และยังได้ราคาดีกว่าไประดมทุนในยุโรปอีกด้วย (ราคา IPO ของ Prada เท่ากับ P/E ที่ 22.8 เท่า ขณะที่ค่า P/E เฉลี่ย ของหุ้นแบรนด์หรูในตลาดหุ้นยุโรปอยู่ที่ 20 เท่า) ประการที่สอง การระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงจะช่วยส่งเสริมให้คนจีนรู้จักและผูกพันกับแบรนด์ Prada มากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่ Prada เท่านั้นที่มาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง ยังมีแบรนด์ดังจากตะวันตกอีกหลายแบรนด์เลือกมาระดมทุนที่นี่ เช่น L’Occitane บริษัทเครื่องสำอางชื่อดังจากฝรั่งเศส ระดมทุนไปได้ 708 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, Samsonite แบรนด์กระเป๋าเดินทางชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ระดมทุนไป 1,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จะเห็นว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ภูมิภาคที่มีเงินเยอะและเติบโตสูงได้เปลี่ยนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา กลายมาเป็นฝั่งเอเชียแล้ว เชื่อได้ว่าในช่วงสิบกว่าปีนี้ ภูมิภาคที่จะมีบทบาทสำคัญในโลกก็จะรวมถึงกลุ่มอาเซียนของเราอีกด้วย เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ เพราะหลังจากเอเชียแล้ว Patrizio Bertelli ซีอีโอของ Prada ได้มองข้ามช็อตไปถึงทวีปแอฟริกาแล้วว่าภายใน 10-15 ปีข้างหน้า ทวีปแอฟริกาจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว โอกาสมาเร็วและไปเร็วเสมอสำหรับผู้ที่ไม่เตรียมตัวให้พร้อม

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
7 สิงหาคม 2558
*******************************

เมื่ออภิมหาเศรษฐีจีนเข้าซื้อกิจการฮอลลีวูด ตอน 2

นอกจากการเข้าไปซื้อโรงหนังอันดับ 2 ของอเมริกาแล้ว หวังเจี้ยนหลิน มหาเศรษฐีอันดับสองของจีน เจ้าของเครือต้าเหลียนหวันต้า (Dalian Wanda)  ยังได้เข้าไปลงทุนสร้างหนังฮอลลีวูด โดยร่วมทุนกับ Weinstein สตูดิโอหนังฮอลลีวูด สร้างหนังเรื่อง Southpaw นำแสดงโดย เจค กิลเลนฮาลล์, ฟอเรสท์ วิทเทคเกอร์ และราเชล แมคอดัมส์ ด้วยเงินลงทุนจากฝั่งจีนราว 30 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นเงินลงทุนด้านโปรดักชั่นส์ ส่วน Weinstein ลงทุนด้านการตลาดอีก 35 ล้านดอลลาร์ฯ เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเงินในสหรัฐฯไปได้ 32.8 ล้านดอลลาร์

ChinaHollywood

การลงทุนครั้งนี้ของหวังเจี้ยนหลิน ไม่ได้หวังเพียงแค่ผลตอบแทนทางการเงิน แต่เขาได้ส่งทีมงานเข้ามาเรียนรู้การผลิตภาพยนตร์จากฮอลลีวูด ตั้งแต่ โปรดักชั่นส์ โพสต์โปรดักชั่นส์ การตลาด ทุกๆขั้นตอน ในขณะเดียวกัน ฝ่าย Weinstein เองก็คาดหวังว่า กลุ่มต้าเหลียนหวันต้าจะช่วยให้หนังเรื่องนี้ได้รับการจัดจำหน่ายในจีนอย่างดี เพราะในจีนนั้น รัฐบาลอนุญาตให้ภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายเพียงปีละ 34 เรื่องเท่านั้น แต่ตลาดภาพยนตร์ของจีนมีขนาดเป็นอันดับสองของโลก รองจากอเมริกาประเทศเดียวเท่านั้น ทำให้การร่วมทุนครั้งนี้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย สร้าง Synergy อย่างชัดเจน

ไม่เพียงแต่กลุ่มต้าเหลียนหวันต้าของหวังเจี้ยนหลินเท่านั้น ที่สนใจเข้ามาลงทุนในฮอลลีวูด ยังมีกลุ่มทุนจีนอีกหลายกลุ่มเข้ามาลงทุน เช่น กลุ่ม Alibaba ของแจ็ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน ก็ได้ร่วมลงทุนในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Mission Impossible Rogue Nation ที่นำแสดงโดย ทอม ครูส (แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุน) ซึ่งคาดว่าจะทำเงินในจีนได้สูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ หรือการที่ China Film Group ได้เข้าไปลงทุนบางส่วนในภาพยนตร์ Pixels ที่นำแสดงโดย อดัม แซนด์เลอร์ ฯลฯ

จะเห็นว่า กลยุทธ์การรุกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดของจีนครั้งนี้ ไม่ได้ไปเพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ไปกันหลายๆกลุ่ม เป็นการแยกกันเดิน รวมกันตี เพื่อทำให้จีนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่ามีตลาดคนดูที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเดียว แต่หากกลุ่มทุนจีนสามารถเรียนรู้การสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวูดได้จริงๆแล้วละก็ จีนก็จะสามารถสร้างหนังที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของจีนไปทั่วโลกได้ เป็นการใช้อำนาจแบบนุ่มนวล (Soft Power) ที่สหรัฐอเมริกาทำได้สำเร็จจนกลายเป็นมหาอำนาจของโลก ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จีนก็คงเล็งเห็นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน จึงผลักดันให้ตนเองเป็นมหาอำนาจของโลกทางวัฒนธรรมให้ได้ผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้เอง ซึ่งจะทำสำเร็จหรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

*********************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
6 สิงหาคม 2558
*********************************

 

 

เมื่ออภิมหาเศรษฐีจีนเข้าซื้อกิจการฮอลลีวูด

เมื่อปี 2012 หวังเจี้ยนหลิน อภิมหาเศรษฐีชาวจีนอันดับสองของจีน (อันดับหนึ่งคือ แจ็ค หม่า เจ้าของอาลีบาบา) เจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่กลุ่ม Dalian Wanda จากจีน รวมถึงเป็นเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาด 14% ของจำนวนโรงภาพยนตร์ทั้งหมดในจีน ได้ทุ่มเงิน สองพันหกร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการ AMC Entertainment Holding Inc. ซึ่งเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่อันดับสองในสหรัฐอเมริกา

WangAMCMGMLionsGateหวังให้สัมภาษณ์เมื่อต้นปีกับทาง Bloomberg ว่า เขาอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน Lions Gate Entertainment Corp. สตูดิโอฮอลลีวู้ดผู้สร้างหนังเรื่อง The Hunger Games และเขากระตือรือร้นที่จะลงทุนใน MGM Inc. ผู้สร้างหนังชุดเจมส์บอนด์ และ Hobbit อีกด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าซื้อสตูดิโอใหญ่ของฮอลลีวู้ด เขาได้ซื้อที่ดินบน Wilshire Boulevard ย่าน Beverly Hills เป็นเงิน หนึ่งพันสองร้อยล้านดอลลาร์ฯ เพื่อจะสร้างสำนักงานใหญ่สำหรับอาณาจักรภาพยนตร์ของเขาในอเมริกา เขาบอกว่า มีสตูดิโอฮอลลีวู้ดหลายแห่งเข้ามาเสนอขายเขา แต่เขาสนใจเฉพาะรายใหญ่ และเขาต้องการเข้าควบคุมกิจการด้วย

ปัจจุบัน ยอดขายตั๋วหนังในจีนเติบโตปีละกว่า 40% โดยในปี 2014 ประมาณว่ามียอดขายราว สี่พันเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ยอดขายตั๋วหนังในสหรัฐอเมริกาในปี 2014 โตเพียง 1% เท่ากับ หนึ่งหมื่นเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ ถ้าแนวโน้มเป็นอย่างนี้ต่อไป หวังเชื่อว่า จีนจะแซงหน้าอเมริกาในฐานะตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2017 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าเท่านั้นเอง กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการสตูดิโอภาพยนตร์ในฮอลลีวูดก็เพื่อที่เขาจะได้มีความเชี่ยวชาญ, คอนเทนต์ และช่องทางจัดจำหน่ายที่จำเป็นในการทำให้เขาสามารถเอาชนะในตลาดภาพยนตร์นี้ได้

กลยุทธ์การเข้าซื้อสตูดิโอฮอลลีวูดโดยต่างชาตินั้น ญี่ปุ่นเคยทำมาแล้วในทศวรรษ 80 ขณะนั้นกระแสความสำเร็จของเศรษฐกิจญี่ปุ่นแรงมาก จนคนอเมริกันกลัวว่าญี่ปุ่นจะแซงอเมริกาในเวลาไม่นั้น ครั้งนั้น โซนี่ จากญี่ปุ่น ได้เข้าซื้อกิจการสตูดิโอโคลัมเบียพิคเจอร์ส แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Sony Pictures ครั้งนั้นโซนี่ใช้เงินไป สี่พันเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ แต่ต่อมา เมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นตกสู่ภาวะชะงักงัน กระแสญี่ปุ่นครองโลกจึงซาลงไป จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสจีนครองโลกก็แรงขึ้นมา จนมาถึงปัจจุบัน

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า จีนจะสามารถเข้ายึดครองตลาดภาพยนตร์ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจแบบนุ่มนวล เพื่อส่งอิทธิพลต่อคนในโลกอย่างยิ่ง ได้หรือไม่? ผมเองเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เพราะเรื่องอย่างนี้มันไม่ได้ทำได้เพียงเพราะว่ามีเงินเยอะเท่านั้น แต่ต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถ, วัฒนธรรมองค์กรที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์, และที่สำคัญต้องมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่เยี่ยมยอด จึงจะเอาชนะฮอลลีวูด ที่ถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อคนทั้งโลกได้

*********************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
5 สิงหาคม 2558
*********************************

 

 

คิงพาวเวอร์ซื้อหุ้น RS 9%: Strategic Move ในธุรกิจสื่อ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.58) กลุ่มคิงพาวเวอร์ได้ซื้อหุ้นบริษัท อาร์เอส (RS) 94 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 9% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่า 940 ล้านบาท จากนายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ (เฮียฮ้อ) เจ้าของ RS และลูกชาย ผลจากรายการนี้ คาดว่าทำให้กลุ่มคิงพาวเวอร์ถือหุ้นใน RS เป็นอันดับ 3 รองลงจากเฮียฮ้อ และนายโสรัตน์ วณิชวรากิจ (คำนวณจากข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ 11/3/2558 จากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ)

 

image

 

ความเคลื่อนไหวในการขายหุ้นครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ RS ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลช่อง 8 และมีช่องทีวีดาวเทียมอีก 4 ช่อง แต่เดิม RS เป็นค่ายเพลงไทยอันดับสองของไทย ต่อมาเมื่อธุรกิจเพลงเจอปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงจาก MP3 จนทำให้รายได้ลดลงเรื่อยๆ จึงได้เปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่เมื่อราวสิบปีก่อนด้วยการขายเครื่องจักรผลิต CD/DVD ทั้งหมด ยอมเจ็บตัวล้างสต็อกครั้งใหญ่ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารสินค้าคงคลังได้ดีขึ้น จากนั้นเริ่มมามุ่งเน้นธุรกิจสื่อทีวีดาวเทียม และต่อมาก็เข้าประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอลและเริ่มออกอากาศเมื่อปีที่แล้ว จนปัจจุบัน (ปี 2557) รายได้จากธุรกิจสื่อคิดเป็น 78% ของรายได้ทั้งหมด (จาก 24% ในปี 2552) ส่วนธุรกิจเพลงเหลือเพียง 11% (จาก 42% ในปี 2552) ถือว่า RS ได้เปลี่ยนตัวเองจากค่ายเพลงกลายมาเป็นธุรกิจสื่ออย่างชัดเจน

ในช่วงปีสองปีแรกของการดำเนินการทีวีดิจิตอล ผู้ได้รับใบอนุญาตต่างก็เผชิญภาวะลำบาก เพราะรายได้จากโฆษณาไม่ได้เพิ่มจากช่องทีวีดาวเทียมมากนัก แต่ค่าใบอนุญาตที่ประมูลมาและต้นทุนผลิตรายการสูงขึ้นมาก แต่ละรายต่างต้องหาเงินทุนมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง คาดว่ากว่าที่กระแสเงินสดจากธุรกิจทีวีดิจิตอลจะเป็นบวกคงใช้เวลาอีกหลายปี ทำให้ช่วงสองสามปีนี้ เราแทบไม่เห็นข่าวเจ้าของทีวีดิจิตอลเอาเงินไปลงทุนด้านอื่นหรือไปซื้อกิจการอื่นเลย มีแต่ข่าวการขายกิจการที่ถือครองอยู่หรือการขายหุ้นออกไป เช่น แกรมมี่ที่ขายธุรกิจนิตยสารออกไปทั้งหมด และขายหุ้นในบริษัท Index เป็นต้น ดังนั้น การที่เฮียฮ้อขายหุ้น RS ออกไปบางส่วน ได้เงินสดมา 940 ล้านบาทโดยยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหาร ถือว่าได้ประโยชน์อย่างมาก อีกทั้งการได้กลุ่มคิงพาวเวอร์มาเป็นผู้ถือหุ้น อาจต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆที่กลุ่มคิงพาวเวอร์ถือหุ้นอยู่ได้อีก รวมถึงทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษอีกด้วย

สำหรับกลุ่มคิงพาวเวอร์เอง ที่ธุรกิจหลักคือร้านค้าดิวตี้ฟรี ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดจำนวนมาก แบบที่เรียกว่าธุรกิจ Cash Cow การนำเงินสดส่วนเกินมาลงทุนใน RS ถือว่าเป็นการกระจายการลงทุนที่ดี เพราะธุรกิจทีวีดิจิตอลเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะสร้างกระแสเงินสดเป็นบวกได้ แต่เมื่อสร้างได้แล้ว ก็จะสร้างกระแสเงินสดได้มากอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการเป็นเจ้าของสื่อย่อมสามารถเป็นช่องทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์ธุรกิจปัจจุบันของคิงพาวเวอร์ได้อีก อีกทั้งธุรกิจสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ หากได้ทีมงานสื่อดีๆ ย่อมสามารถต่อยอดสร้าง Content และเพิ่มมูลค่าของธุรกิจได้อีกมาก

สรุปแล้ว ในช่วงสองสามปีจากนี้ เราคงได้เห็นธุรกิจที่มีเงินสดส่วนเกินหันมาลงทุนในธุรกิจสื่ออีกมาก โดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ที่ต้องหาเงินมาลงทุนเพิ่มเติมอีกหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ขอให้ติดตามเฝ้าดูต่อไป

******************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
4 สิงหาคม 2558
******************************

เครดิตภาพประกอบ จากหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2558

จาก ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะห้าประการของ ซุนวู สู่ Five Competitive Forces ของพอร์เตอร์

เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อตำราพิชัยสงครามเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนของจีน กล่าวถึงปัจจัยชี้ขาดชัยชนะห้าประการ ขณะเดียวกัน เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ปรมาจารย์กลยุทธ์ธุรกิจของอเมริกา ก็บอกว่า มีพลังห้าประการที่กำหนดกลยุทธ์ (The Five Competitive Forces that Shape Strategy) แล้วเลข 5 ของทั้งสองท่านมีความเหมือนหรือความต่างกันอย่างไร

778px-Bamboo_book_-_binding_-_UCR

เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน ซุนวู แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นอู๋ ผู้นำทัพที่มีจำนวนทหารและทรัพยากรด้อยกว่าไปพิชิตแคว้นฉู่ มหาอำนาจในยุคนั้น ได้เขียนตำราพิชัยสงคราม 13 บท ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของตำราพิชัยสงครามตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในบทแรก ซุนวูบอกว่า การสงคราม (หรือการแข่งขัน ในความหมายปัจจุบัน) เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องความเป็นความตาย ไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ไม่ได้  มีปัจจัยสำคัญห้าประการที่จะชี้ขาดชัยชนะ ได้แก่

  1. วิถี ซึ่งจะนำพาให้ประชาชนร่วมเป็นร่วมตายไปกับประมุขของรัฐ หากเราจะประยุกต์มาใช้กับการบริหารธุรกิจปัจจุบัน เราสามารถใช้คำว่า ภารกิจ (Mission) และ วิสัยทัศน์ (Vision) ได้ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้คนในองค์กรร่วมแรงร่วมใจต่อสู้กับการแข่งขันทางธุรกิจได้
  2. ฟ้า ซึ่งกำหนดกลางวัน-กลางคืน, ร้อน-หนาว, และการเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูกาล ในยุคปัจจุบัน ปัจจัยข้อนี้คือ สภาวะแวดล้อมและจังหวะเวลา (Timing) ของธุรกิจ เศรษฐกิจ การเมือง และต่างๆ ที่ส่งผลต่อการแข่งขัน
  3. ดิน หมายถึง ตำแหน่งที่ตั้งของสมรภูมิ ใกล้หรือไกล มั่นคงหรือท้าทาย ที่ราบหรือที่ลาดชัน ในยุคปัจจุบัน ย่อมหมายถึง ตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจ
  4. แม่ทัพ แม่ทัพต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 5 ประการ คือ ฉลาด เชื่อถือได้ เมตตา กล้าหาญ และเข้มงวด ในยุคปัจจุบันย่อมหมายถึง ผู้บริหาร ซึ่งต้องมีคุณลักษณะทั้ง 5 ประการที่ว่านี้เช่นกัน
  5. วินัย หมายถึง วินัยกองทัพ, การจัดทัพ และการควบคุมจัดส่งยุทโธปกรณ์ ในยุคปัจจุบัน เราควรใช้คำว่า วัฒนธรรมองค์กร

ซุนวูบอกว่า แม่ทัพที่รู้และเข้าใจปัจจัยทั้งห้าประการนี้ ย่อมมีชัยชนะ แม่ทัพที่ไม่รู้ก็จะพ่ายแพ้

ข้ามเวลามายังปี 1979 ปีนั้นเป็นปีที่ศาสตราจารย์ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาดได้ตีพิมพ์บทความชื่อว่า How Competitive Forces Shape Strategy ลงในนิตยสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมีนาคม 1979 บทความนั้นได้นำเสนอการวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมด้วยโมเดลพลังการแข่งขันห้าประการ (The Five Competitive Forces Model) โมเดลนี้ได้รับความสนใจและนำไปใช้อย่างมากมายจนถือได้ว่าเป็นโมเดลที่นักบริหารเชิงกลยุทธ์ทุกคนต้องรู้จัก และใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม
FiveForces

 

พลังห้าประการนั้น ประกอบด้วย

  1. การคุกคามจากคู่แข่งขันรายใหม่
  2. อำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์
  3. อำนาจต่อรองของลูกค้า
  4. การคุกคามจากสินค้าทดแทน
  5. การแข่งขันระหว่างคู่แข่งขันในปัจจุบัน

พอร์เตอร์บอกว่า โดยเนื้อแท้แล้ว หน้าที่ของนักกลยุทธ์ก็คือทำความเข้าใจและรับมือกับการแข่งขัน แต่การทำความเข้าใจการแข่งขันนั้น จะต้องเข้าใจโครงสร้างของอุตสาหกรรมก่อน ด้วยการวิเคราะห์พลังการแข่งขันทั้งห้าประการ นักกลยุทธ์ธุรกิจผู้เข้าใจว่าพลังที่ส่งผลต่อการแข่งขันไม่ได้มาจากคู่แข่งในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ก็จะพบพลังจากด้านอื่นๆ และสามารถกำหนดกลยุทธ์การแข่งขันที่นำชัยชนะมาสู่องค์กรได้

จากที่ว่ามา แม้ว่าปัจจัยชี้ขาดห้าประการของซุนวูกับพลังการแข่งขันห้าประการของพอร์เตอร์นั้น ไม่ได้มีเนื้อหาเหมือนกันในแต่ละข้อ เพราะซุนวูพูดถึงปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่จะชี้ขาดชัยชนะ ส่วนพอร์เตอร์นั้นพูดถึงการวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมด้วยพลังห้าประการ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก และสอดคล้องกับข้อ 2 ฟ้า และข้อ 3 ดินของซุนวู  ส่วนปัจจัยภายในนั้น พอร์เตอร์ได้พูดถึงในอีกเรื่องก็คือ ความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) แต่ทั้งสองคนต่างก็กล่าวตรงกันว่า กลยุทธ์การเอาชนะจะต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจสภาวะการแข่งขันให้ถ่องแท้เสียก่อนจึงจะประสบความสำเร็จได้

********************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
3 สิงหาคม 2558
********************************

ภาพประกอบ

  • ตำราพิชัยสงคราซุนวู ฉบับไม้ไผ่ จาก “Bamboo book – binding – UCR” by vlasta2, bluefootedbooby on flickr.com
  • แผนภูมิ The Five Forces That Shape Industry Competition จาก บทความ The Five Competitive Forces That Shape Strategy โดย Michael E. Porter ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับ January 2008