กลยุทธ์เอาตัวรอดด้วยคราสของโคลัมบัส

ในศตวรรษที่ 16 ระหว่างการเดินทางสำรวจโลกครั้งที่ 4 ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ กองเรือของเขาได้เผชิญกับพายุครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งเจอปัญหาหอยทะเลเจาะเนื้อไม้จนเรือเริ่มรั่ว ทำให้เขาต้องนำกองเรือขึ้นฝั่งที่ เกาะจาไมกา ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1503 เมื่อคณะขึ้นฝั่ง ชนพื้นเมืองบนเกาะจาไมกาได้ต้อนรับโคลัมบัสและลูกเรือด้วยความเป็นมิตร ดูแลให้อาหาร เครื่องดื่ม และที่พัก อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะของโคลัมบัสติดเกาะเป็นเวลานานหลายเดือนเพื่อรอความช่วยเหลือจากอาณานิคมสเปนใกล้ๆ ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อลูกเรือของโคลัมบัสได้เข้าไปขโมยของและทำร้ายชาวเกาะ ชาวเกาะจึงหยุดการให้อาหารและน้ำกับคณะของโคลัมบัส

Eclipse_Christophe_Colomb

หากเหตุการณ์ยังดำเนินเช่นนี้ต่อไป ขณะที่ความช่วยเหลือยังมาไม่ถึงเสียที คณะของโคลัมบัสคงต้องอดตายบน เกาะจาไมกาแน่ๆ เขาจึงคิดหากลยุทธ์ที่จะเอาตัวรอดให้ได้ แล้วเขาก็นึกถึง ปฏิทินดาราศาสตร์ (Ephemerides) ที่เขานำติดตัวมา ในปฏิทินนั้น ได้ระบุปรากฏการณ์จันทรุปราคา ซึ่งคำนวณโดย เรจิโอมอนตานุส (Regiomontanus) นักดาราศาสตร์และโหรชั้นนำของประเทศเยอรมัน เขาพบว่า จะเกิด จันทรุปราคาเต็มดวง ขึ้น ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1504 เขาจึงคิดแผนที่จะใช้ความรู้นี้พาคณะของเขาให้รอดจากสถานการณ์อดอยากในขณะนั้น

โคลัมบัสเชิญหัวหน้าเผ่าชนพื้นเมืองมาประชุมแล้วบอกหัวหน้าเผ่าว่า พระเจ้าของชาวคริสต์ทรงพิโรธต่อพฤติกรรมของชนพื้นเมืองมาก ที่ไม่ยอมดูแลให้อาหารและน้ำกับคณะของโคลัมบัสซึ่งเป็นผู้นับถือในพระเจ้า หากยังไม่ยอมดูแล พระเจ้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ปรากฏ โดยภายใน 3 คืนจากนี้ ซึ่งเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์จะลุกเป็นไฟด้วยพิโรธแห่งพระเจ้า แสงแห่งพระจันทร์จะดับลงไป อย่างไรก็ตาม หัวหน้าเผ่าและบริวารต่างไม่เชื่อในคำพูดของโคลัมบัส

ค่ำวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1504 เมื่อพระจันทร์เต็มดวงโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าตะวันออก ความผิดปกติของพระจันทร์ก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาชนพื้นเมือง เงาคราสได้เริ่มบดบังแสงจันทร์ และคืบคลานปกคลุมทั้งดวง ชนพื้นเมืองต่างแตกตื่นตกใจวิ่งมายังเรือของโคลัมบัส อ้อนวอนให้เขาช่วยขอร้องต่อพระเจ้าให้ยกเว้นโทษกับพวกเขาด้วยโดยพวกเขาจะดูแลคณะของโคลัมบัสอย่างดี โคลัมบัสจึงตอบว่า เขาจำเป็นต้องเข้าไปในห้องของเขาเพื่ออธิษฐานต่อพระเจ้า แล้วเขาก็กลับเข้าไปในห้องของเขาบนเรือ เปิดปฏิทินดาราศาสตร์ ใช้นาฬิกาทรายคำนวณเวลาที่คราสจะสิ้นสุดลง รอจนถึงเวลานั้นแล้วกลับออกมาบอกกับทุกคนว่า พระเจ้าทรงให้อภัยแล้ว จากนั้นพระจันทร์ก็เริ่มสว่างกลับมาอีกครั้ง

วันรุ่งขึ้น ชนพื้นเมืองรีบนำอาหารและน้ำมาให้คณะของโคลัมบัส ไม่กี่เดือนต่อมา เรือของสเปนก็เดินทางมาช่วยเหลือโคลัมบัสที่เกาะจาไมกา จากนั้น โคลัมบัสก็ได้นำคณะของเขาแล่นเรือกลับสเปน สิ้นสุดการเดินเรือสำรวจโลกครั้งสุดท้ายของเขา

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การมีความรู้เหนือกว่าคนอื่นย่อมทำให้สามารถคิดกลยุทธ์ที่เหนือกว่าคนอื่นเช่นเดียวกัน สมดังคำกล่าวที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” นั่นเอง

***************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
3 กันยายน 2558
***************************************************

 

 

กลยุทธ์พลิกฟื้นธุรกิจของกุชชี่

เมื่อกลางทศวรรษ 1990 โดเมนิโก เดอโซเล เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Gucci เขาต้องตัดสินใจว่าจะกอบกู้แบรนด์หรูแห่งนี้อย่างไร ระหว่างเดินหน้ากลยุทธ์ “รสนิยม ไม่ใช่กระแสนิยม” ต่อไป หรือต้องหากลยุทธ์อื่นที่จะช่วยให้บริษัทพลิกฟื้นกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม

กุชชี่ (Gucci) แบรนด์สินค้าหรูหราระดับโลก ก่อตั้งขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1923 เติบโตขึ้นมาด้วยคุณภาพของสินค้าที่เป็นเลิศและฝีมือการทำที่ประณีต ประสบความสำเร็จในอิตาลี และขยายไปทั่วโลก การเติบโตพุ่งทะยานในช่วงทศวรรษ 1970 เหล่าคนดังชั้นนำทั่วโลกต่างนิยมใช้สินค้าแบรนด์นี้ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหญิงเกรซ เคลลี และโซเฟีย ลอเรน ดาราชั้นนำ ต่างก็ถือกระเป๋ากุชชี่เสมอ หรือ ควีนอลิซาเบธแห่งอังกฤษ และเอเลนอร์ รูสเวลต์ อดีตสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา ก็ชื่นชอบร่มกุชชี่ ทำให้กุชชี่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมชั้นสูง เป็นที่ปรารถนาของสตรีทั้งหลาย ดังคำพูดของประธานคนที่สอง อัลโด กุชชี่ ที่ว่า “คุณภาพจะยังอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าราคาจะถูกลืมเลือนไปแล้ว” หากเราจะเปรียบเทียบกับแบรนด์หรูคู่แข่งแล้ว กุชชี่ก็อยู่ในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับ แอร์เมส

แต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงต้นทศวรรษ 1980 เกิดความขัดแย้งในครอบครัวกุชชี่ ถึงขั้นลูกชายฟ้องว่าพ่อโกงภาษี จน อัลโด กุชชี่ ประธานกุชชี่ต้องติดคุกที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างที่ทะเลาะกันในครอบครัว แบรนด์กุชชี่ก็ตกต่ำลง เพราะผู้บริหารได้ขายลิขสิทธิ์การใช้แบรนด์ไปให้สินค้ากลาดเกลื่อนไปหมด จนมีผลิตภัณฑ์ในชื่อ Gucci ถึง 22,000 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า ไพ่ ขวดเหล้าวิสกี้ จนทำให้กุชชี่กลายเป็นแบรนด์ราคาถูกและเกร่อไปหมด

กลางทศวรรษ 1980 มอริซิโอ กุชชี่ ทายาทคนหนึ่งของตระกูล ผู้มีหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกมีเสน่ห์ ก็ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัท พร้อมซื้อหุ้นจากคนอื่นๆในตระกูลได้สำเร็จ เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ทันทีว่า “กุชชี่เปรียบได้กับ รถแข่งชั้นเลิศระดับเฟอรารี่ แต่ถูกใช้งานเหมือนกับ รถบ้านคันเล็ก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กุชชี่จะมีคนขับคนใหม่ และด้วยเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และกลไกที่เหมาะสม เราจะคว้าชัยในการแข่งขัน” กุชชี่จะนำเสนอ “รสนิยม ไม่ใช่กระแสนิยม” เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่ “คุณจะไม่โยนทิ้งหลังสิ้นสุดฤดูกาล” “ครั้งหนึ่งการเป็นเจ้าของกุชชี่ถือเป็นสิทธิพิเศษ และเราจะทำให้มันเป็นเช่นนั้นอีกครั้ง”

ด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผนวกกับเสน่ห์แบบหนุ่มอิตาลีของมอริซิโอ ทั้งนายธนาคาร ผู้ถือหุ้น และผู้เกี่ยวข้อง ต่างก็เชื่อว่า มอริซิโอสามารถนำความยิ่งใหญ่กลับมาสู่กุชชี่ได้แน่นอน มอริซิโอจึงเริ่มดำเนินกลยุทธ์ตามวิสัยทัศน์นี้ทันที เขาลดจำนวนสินค้าที่ได้รับสิทธิให้ใช้ชื่อ Gucci จาก 22,000 ชนิด เหลือเพียง 7,000 ชนิด, ลดจำนวนแบบกระเป๋าถือจาก 350 แบบ เหลือ 100 แบบ, ปิดร้านกว่า 800 สาขาจาก 1,000 สาขา ฯลฯ ในด้านการตลาด มอริซิโอได้ให้ สปอนเซอร์ทีมชาติอิตาลีในกีฬาแข่งเรือใบ, เช่าอาคารหรูหราในมิลานเป็นสำนักงานใหญ่, ซื้อคฤหาสน์ยุคศตวรรษที่ 16 ทำเป็นศูนย์ฝึกอบรมพนักงาน ฯลฯ ในด้านสินค้า เขาได้ดึง ดอว์น เมลโล สุดยอดฝีมือจากธุรกิจค้าปลีกสินค้าหรู มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ ที่นำเสนอ “รสนิยม ไม่ใช่กระแสนิยม”

อย่างไรก็ตาม ผลจากการดำเนินงานตามกลยุทธ์ของมอริซิโอ กลับกลายเป็นว่า กุชชี่ต้องขาดทุนมากมายยิ่งกว่าเดิม ในช่วงปี 1991-1993 กุชชี่ขาดทุนรวมกันถึง 102 ล้านดอลลาร์ เฉพาะปี 1992 ปีเดียว ขาดทุนถึง 50 ล้านดอลลาร์จากยอดขาย 200 ล้านดอลลาร์ จนผู้ถือหุ้นที่เข้ามาลงทุนอย่าง อินเวสต์คอร์ป หมดความอดทน จึงซื้อหุ้นจากมอริซิโอมาทั้งหมด และเปลี่ยนผู้บริหารครั้งใหญ่ เมื่อเดือนสิงหาคม 1993 นี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกุชชี่ ที่ไม่มีคนในตระกูลกุชชี่ถือหุ้นหรือบริหารบริษัทอีกต่อไป

โดเมนิโก เดอ โซเล
โดเมนิโก เดอ โซเล

อินเวสต์คอร์ป ตัดสินใจแต่งตั้ง โดเมนิโก เดอ โซเล (Domenico De Sole) ขึ้นเป็น CEO คนใหม่ เดอโซเลเริ่มงานด้วยการเรียกตัวผู้บริหารทั่วโลกมาประชุมกันที่ฟลอเรนซ์เช่นเดียวกับที่มอริซิโอเคยทำ แต่ครั้งนี้ เดอโซเลไม่ได้เรียกมาประกาศวิสัยทัศน์ แต่เขาเรียกมาเพื่อรับฟังข้อมูล เขาต้องการแก้ปัญหา “ด้วยข้อมูล ไม่ใช่หลักการ” เขาต้องการเดินหน้าด้วยข้อมูลของจริง จากหน้างานจริง ไม่ใช่สัญชาตญาณ หลังจากรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว เขาพบว่า ยอดขายของกุชชี่ไม่ได้มาจากสินค้ารสนิยมแบบที่มอริซิโอวาดฝันไว้ แต่มาจากสินค้ากระแสนิยมที่ลูกค้าซื้อแล้วเปลี่ยนตามฤดูกาล นอกจากนี้ ด้วยภาวะขาดทุนติดต่อกันหลายปี เดอโซเลไม่มีงบประมาณมากพอที่จะทำตลาดเพื่อยกระดับแบรนด์กลับไปเทียบเท่าเดิมเคียงข้างแอร์เมส

ในที่สุด เดอโซเลตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะไม่ทวงคืนตำแหน่งทางการตลาดแบรนด์หรูกลับมาเช่นเดิมแล้ว แต่เขาจะพาแบรนด์ กุชชี่ให้อยู่ในระดับแบรนด์หรูระดับกลางค่อนข้างสูง ใกล้เคียงกับ ปราดา และหลุยส์ วิตตอง เขาตั้งเป้าว่า “กุชชี่จะเป็นผู้นำแฟชั่นที่มอบสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า” เมื่อเขามุ่งเป้าหมายไปที่ลูกค้ากระแสนิยม เขาก็แต่งตั้ง ทอม ฟอร์ด (Tom Ford) นักออกแบบวัย 32 ปีขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนอสไตล์ใหม่ของกุชชี่ สินค้าที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น นำสมัยมากขึ้น ออกใหม่ทุกฤดูกาล, ตกแต่งร้านสาขาใหม่ให้เข้ากับสไตล์ใหม่, เพิ่มงบโฆษณาขึ้นเท่าตัว ผลักดันทอม ฟอร์ด ขึ้นเป็นหน้าตาและตัวแทนของกุชชี่, สร้างสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ชั้นเยี่ยมไม่กี่ราย สนับสนุนให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนโดยรวม,​ยกเครื่องโครงสร้างต้นทุนครั้งใหญ่ และลดราคาสินค้ายกแผง 30% เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างชัดเจน

เพียงสามปีที่เดอโซเลขึ้นเป็น CEO กุชชี่ก็ได้รับตำแหน่ง บริษัทที่ยอดเยี่ยมแห่งปี และตลอดห้าปี (1995-2000) กุชชี่มีรายรับเพิ่มขึ้น 36% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54% สร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนเฉลี่ย 34% (สูงกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 10% เท่านั้น) มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า โดยคำนวณจากตอนกลางทศวรรษ 1990 ที่อินเวสต์คอร์ปเสนอขายกุชชี่ให้กับ LVMH ในราคา 400 ล้านดอลลาร์ แล้วถูกปฏิเสธ แต่พอปี 1999 มีข่าวว่า LVMH เสนอซื้อกุชชี่ทั้งกิจการที่ 8,000-9,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง เดอโซเล ไม่ต้องการขายหุ้นให้คู่แข่ง เขาจึงติดต่อให้กลุ่ม Pinault-Printemps-Redoute เข้ามาซื้อหุ้น 40% ในราคา 3,000 ล้านดอลลาร์แทน

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีศึกษา “กุชชี่” นี้คือ นักกลยุทธ์ต้องคิดกลยุทธ์มาจากข้อมูลจริงๆ ไม่ใช่ใช้สัญชาตญาณตัวเองอย่างเดียว ต้องลงไปคลุกฝุ่นติดดิน ไม่ใช่วางแผนอยู่บนหอคอยงาช้าง และเมื่อตัดสินใจเลือกกลยุทธ์แล้ว ก็ต้องดำเนินกลยุทธ์นั้นไปทุกองคาพยพของบริษัทเพื่อผลักดันให้กลยุทธ์นั้นนำพาบริษัทไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
31 สิงหาคม 2558
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ The Strategist โดย Cynthia A. Montgomery บทที่ 5: Turn Purpose into Reality

เมื่อ Starbucks ใช้กลยุทธ์ขายไวน์และเบียร์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Starbucks เครือข่ายร้านกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ประกาศกลยุทธ์ใหม่ในชื่อว่า “Starbucks Evenings” ซึ่งเป็นการขายไวน์และเบียร์ หลังเวลา 16:00 น. โดยเริ่มจากร้านสตาร์บัคส์ 70 สาขา และคาดว่าจะมีการขยายบริการนี้ไปทั่วสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ทำไมร้านกาแฟยักษ์ใหญ่อย่างสตาร์บัคส์ถึงตัดสินใจขายไวน์และเบียร์ในร้าน นั่นจะทำให้ประสบการณ์ภายในร้านที่ถือว่าเป็นจุดแข็งที่สุดของสตาร์บัคส์เปลี่ยนไปหรือไม่

starbucks evenings1

 

เมื่อเรามาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของกลยุทธ์นี้ จะพบว่า ข้อดีข้อสำคัญก็คือ ช่วงเย็นถึงค่ำเป็นช่วงที่คนเข้ามาทานกาแฟค่อนข้างน้อย คนส่วนใหญ่ไม่อยากทานกาแฟตอนค่ำซึ่งอาจทำให้นอนไม่หลับได้ ดังนั้น การที่มีสินค้าตัวใหม่ที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อได้อีกในช่วงนี้จะเป็นการเพิ่มยอดขายได้อีกมาก แต่กลยุทธ์นี้ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันในแง่ที่ว่า เมื่อร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว บรรยากาศของร้านจะเปลี่ยนไปกลายเป็นผับเป็นบาร์ไปหรือไม่ แล้วจะทำให้ลูกค้าเก่าไม่พอใจหรือเปล่า เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่นั่งวิเคราะห์อยู่ในห้องทำงานไม่ได้ จำเป็นต้องทำวิจัยจากลูกค้าจริงๆ

ด้วยความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง Starbucks จึงได้เริ่มทดลองขายไวน์และเบียร์ช่วงเย็นตั้งแต่ปี 2010 โดยเริ่มต้นทดลองในร้านบางร้าน เช่น ร้านในรัฐวอชิงตัน, โอเรกอน, ลอสแอนเจลิส, ชิคาโก, ฟลอริดา และแอตแลนต้า ผู้บริหารระดับสูงของสตาร์บัคส์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เราได้เรียนรู้ว่าลูกค้าต้องการมาร้านสตาร์บัคส์เพื่อดื่มไวน์หรือเบียร์ซักแก้ว มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่ลูกค้าจะไปนั่งช่วงเย็นถึงค่ำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เป็นกันเอง เสียงไม่ดัง คุณสามารถนัดเพื่อนกลุ่มเล็กๆมานั่งพูดคุยกันได้” สตาร์บัคส์พบว่า ลูกค้าขาประจำของสตาร์บัคส์กว่า 70% ดื่มไวน์ ขณะที่คนอเมริกันที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้น มีเพียง 31% เท่านั้นที่บอกว่าชอบไวน์ และจากร้านที่ทดลองโครงการนี้พบว่า ลูกค้าประจำของสตาร์บัคส์ชอบใจมาก ข้อมูลที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ 60% ของลูกค้าที่ใช้บริการนี้เป็นผู้หญิง เมื่อทำวิจัยเจาะลงไป พบว่า ลูกค้าเห็นว่า ร้านสตาร์บัคส์เป็นที่ที่ปลอดภัยและเหมาะต่อการชวนเพื่อนๆมาพบปะกันมากกว่าผับบาร์ การเสิร์ฟไวน์ได้ดึงดูดลูกค้าที่เป็นกลุ่มอ่านหนังสือ (Book clubs) กลุ่มถักนิตติ้ง และแม้กระทั่งกลุ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งก่อนหน้านี้มักใช้บ้านของคนในกลุ่มเป็นที่พบปะกัน

starbucks evenings3

การทำโครงการนี้ของสตาร์บัคส์ไม่ใช่แค่การหาไวน์และเบียร์มาขาย แต่บริษัทได้ออกแบบการให้บริการในร้านให้สอดคล้องกับบริการใหม่นี้ด้วย ตั้งแต่ การออกแบบที่นั่งภายในร้านที่ต้องเพิ่มเก้าอี้แบบลำลองมากขึ้น รวมถึงการคิดออกแบบโต๊ะและพื้นที่ที่เหมาะสำหรับผู้คนมานั่งพบปะพูดคุยจิบไวน์กัน, การออกแบบแก้วไวน์แบบไม่มีขา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการหกเลอะ, การออกแบบเมนูอาหารจานเล็กๆไว้แกล้มไวน์และเบียร์ เช่น ชีส, ไส้กรอก, ซาลามี ฯลฯ, การจัดหาไวน์และเบียร์ที่รสชาติเหมาะสมไปกันได้กับความเป็นสตาร์บัคส์, การฝึกอบรมบาริสต้าของร้านจากเดิมที่เน้นเรื่องกาแฟ ก็ต้องเพิ่มเรื่องไวน์และเบียร์ เพราะต้องแนะนำให้ลูกค้าได้ด้วย

หลังจากสตาร์บัคส์เตรียมความพร้อมมากว่า 5 ปี ตอนนี้จึงได้ประกาศใช้กลยุทธ์นี้ขยายไปยังร้านสตาร์บัคส์สาขาต่างๆทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าหากประสบความสำเร็จตามที่คาด ก็คงขยายไปใช้ยังร้านสาขาในประเทศต่างๆทั่วโลก สิ่งที่เราในฐานะนักกลยุทธ์น่าจะเรียนรู้จากเรื่องนี้ก็คือ การจะรู้ว่ากลยุทธ์ใดจะได้ผลหรือไม่ ก็ต้องทดลองนำไปใช้จริงๆ แล้วที่สำคัญที่สุดคือ นำผลจากการทดลองนั้นมาตัดสินใจว่าจะลุยต่อหรือไม่ และถ้าจะลุยต่อ ก็ต้องนำผลลัพธ์นั้นมาปรับปรุงให้กลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานนั้นดียิ่งขึ้น เราจึงจะประสบความสำเร็จได้จริงๆ

*****************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
24 สิงหาคม 2558
*****************************************************

เครดิตภาพจาก http://www.starbucks.com

กลยุทธ์ต้องพลิกแพลงตามสถานการณ์ ไม่ใช่ยึดติดตามตำรา

ตำราพิชัยสงครามซุนวู บทที่สอง ว่าด้วยการทำศึก เขียนไว้ว่า “เมื่อรบพึงชนะโดยเร็ว ยืดเยื้อทหารจะอ่อนเปลี้ย ขวัญกำลังใจจะเสีย…การทำศึกยืดเยื้อไม่เคยเป็นผลดีต่อประเทศชาติ” นั่นหมายความว่า ถ้าจะรบ ต้องรบให้ชนะอย่างรวดเร็ว อย่าทำศึกยืดเยื้อ แต่เมื่อครั้งสงครามจีน-ญี่ปุ่น (ปี 1937-1945) ญี่ปุ่นบุกเข้าจีนอย่างรวดเร็ว ยึดดินแดงจีนไปได้มาก เหมาเจ๋อตุงกลับเสนอให้ทำสงครามยืดเยื้อจึงจะชนะ ถามว่า เหมาเจ๋อตุงไม่รู้เรื่องตำราพิชัยสงครามหรือ ย่อมไม่ใช่ แต่นั่นเป็นเพราะเหมาเจ๋อตุงเป็นสุดยอดนักกลยุทธ์ จึงรู้ว่าต้องพลิกแพลงตามสถานการณ์

unk-serf

ตอนที่ญี่ปุ่นเข้าโจมตีจีนอย่างรวดเร็ว ทัพเจียงไคเช็คแตกพ่ายไม่เป็นกระบวน ชนชั้นนำจีนมีความเห็นออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกคิดว่าจีนต้องพ่ายแพ้แน่ๆ อีกฝ่ายหนึ่งกลับคิดว่าจีนประเทศใหญ่ คนเยอะ ถ้าจะเอาชนะญี่ปุ่น ต้องใช้กลยุทธ์รบเร็วแตกหักเร็ว จึงจะชนะญี่ปุ่นเด็ดขาด ฝ่ายแรกนั้นก็เป็นพวกสิ้นหวัง แต่ฝ่ายหลังก็เป็นนักยุทธศาสตร์ตามตำรา โดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงตอนนั้นเลย

เหมาเจ๋อตงได้ออกหนังสือตอนนั้นในชื่อว่า “ว่าด้วยสงครามยืดเยื้อ” วิเคราะห์สถานการณ์ตอบโต้ความเห็นทั้งสองฝ่าย และเสนอว่า ถ้าจีนจะชนะ ต้องทำสงครามยืดเยื้อ โดยเหมาได้ชี้แจงว่า ตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศจักรวรรดินิยมอันดับต้นๆของโลก ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อขยายอำนาจ แต่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็ก กำลังคน ทรัพยากร มีน้อย ทนสู้สงครามยาวนานไม่ได้ เหตุที่ญี่ปุ่นคิดก่อสงครามขยายอาณาจักรก็เพื่อแก้ปัญหานี้ คือจะได้ทรัพยากรจากประเทศที่ญี่ปุ่นเข้ายึด แต่เหมาบอกว่า สงครามกลับจะทำลายทรัพยากรที่ญี่ปุ่นต้องการต่างหาก และการสนับสนุนจากฝ่ายประเทศฟาสต์ซิสต์ต่อญี่ปุ่นนั้นจะเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศจีนนั้น เหมาวิเคราะห์ว่า เป็นประเทศที่อ่อนแอทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และการจัดตั้งทางการเมือง แต่ความอ่อนแอเหล่านี้ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รวมพลังคนจีนที่ต้องการฟื้นฟูปลดแอกประเทศจนเกิดพลังที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญ ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่โต ทรัพยากรมาก คนมาก ทหารมาก ยืนหยัดทำสงครามเป็นเวลานานได้ พูดง่ายๆก็คือ ญี่ปุ่นเปรียบเสมือนดวงตะวันกำลังตกดิน ส่วนจีนเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์แรกขึ้น ด้วยการวิเคราะห์นี้ เหมาเจ๋อตงจึงเชื่อมั่นว่า จีนต้องทำสงครามยืดเยื้อจึงจะเอาชนะญี่ปุ่นได้ ซึ่งตรงข้ามกับตำราพิชัยสงครามซุนวูเลยทีเดียว

ผลลัพธ์ของสงครามจีน-ญี่ปุ่นอันยืดเยื้อยาวนานเกือบสิบปีครั้งนั้น สิ้นสุดด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นไม่อาจรุกคืบยึดจีนได้ทั้งประเทศตามที่คาดหวัง แต่กลับไปเปิดสงครามทางฝั่งแปซิฟิคกับสหรัฐอเมริกา จนถูกอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิจนต้องยอมแพ้สงคราม พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้โอกาสหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ รุกคืบยึดพื้นที่ เอาชนะกองทัพของเจียงไคเช็คจนเจียงต้องหนีไปเกาะไต้หวัน และเหมาเจ๋อตงก็ได้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นสุดยอดนักกลยุทธ์ของเหมาเจ๋อตง ผู้ไม่ยึดติดกับตำรา แต่พลิกแพลงยุทธศาสตร์ตามสถานการณ์ อย่างแท้จริง

**********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
20 สิงหาคม 2558
**********************************************************

ทีมฟุตบอลพรีเมียร์อังกฤษ ทำเงินเป็นอันดับ 1 ของลีกในยุโรป

เป็นที่รู้กันดีว่า ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่แฟนบอลชาวไทย แต่หากเรามาดูผลประกอบการของสโมสรเหล่านี้ พวกเขายังเป็นลีกอันดับหนึ่งหรือไม่

Screen Shot 2015-08-19 at 12.27.50 AM

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Deloitte ได้ออกรายงาน Annual Review of Football Finance สำหรับข้อมูลงบการเงิน ฤดูกาล 2013/14 โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ขอเริ่มจาก รายได้รวมของทีมฟุตบอลของแต่ละลีกในยุโรป ปรากฏว่า ทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษทำเงินเป็นอันดับ 1 ในยุโรป เป็นจำนวน 3,898 ล้านยูโร มีอัตราเติบโตสูงถึง 32% โดยมีลีกบุนเดสลีกาของเยอรมันทำเงินมาเป็นอันดับ 2 ที่ 2,275 ล้านยูโร (เติบโต 13%), อันดับ 3 จึงเป็นลาลีกาของสเปน ทำเงินได้ 1,933 ล้านยูโร (เติบโตเพียง 3%)

สาเหตุที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ มีอัตราการเติบโตสูงถึง 32% นั้น มาจาก ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลที่สูงถึง 1,760 ล้านยูโร (คิดเป็น 54% ของรายได้ทั้งหมด) ซึ่งเป็นปีแรกของแพกเกจลิขสิทธิ์ปัจจุบัน ที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้วว่าราคาสูงมากๆ เช่นเดียวกับ บุนเดสลีกาที่ได้เงินจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจากแพคเกจปัจจุบันเป็นปีแรกเช่นกัน ดังนั้น จะเห็นว่า ธุรกิจฟุตบอลนั้น รายได้ที่สำคัญที่สุดคือ ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าจะกำไรหรือไม่ เชื่อมั้ยว่า ปัจจุบัน รายได้จากการขายตั๋วชมฟุตบอลของทีมพรีเมียร์ลีกมีสัดส่วนเพียง 19% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้นเอง

สำหรับสาเหตุที่ลาลีกาสเปนทำเงินได้อันดับสามนั้น สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการกระจุกตัวของรายได้อยู่เพียงไม่กี่ทีม ในฤดูกาล 2013/14 มีทีมที่มีรายได้สูงขึ้นเพียงสองทีมจากมาดริดเท่านั้น ส่วนอีก 18 ทีม รายได้กลับลดลง อย่างไรก็ตาม ทางการสเปนได้สนับสนุนธุรกิจฟุตบอลด้วยการออกกฎหมายว่า ตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 เป็นต้นไป ลิขสิทธิ์ฟุตบอลสเปนในประเทศจะต้องขายรวมกันทั้งลีก ด้วยหวังว่าจะทำให้รายได้ลิขสิทธิ์รวมจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านยูโร ที่ผ่านมา ลิขสิทธิ์บอลสเปนค่อนข้างวุ่นวาย เพราะมีการขายลิขสิทธิ์แยกกัน อย่างทีมบาร์เซโลนาขายลิขสิทธิ์แยกจากทีมอื่น เชื่อกันว่า หลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ลาลีกาจะสามารถแซงบุนเดสลีกาไปเป็นลีกทำเงินอันดับสองของยุโรปได้

ในแง่การทำกำไรของทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษในฤดูกาล 2013/14 นั้น ภาพรวมของลีกดูดีทีเดียว เพราะมีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ขาดทุนจากการดำเนินงาน แต่เมื่อเรามาเจาะรายละเอียด พบว่า ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงถึง 117 ล้านปอนด์ ขณะที่ทั้งพรีเมียร์ลีกรวมกัน สร้างกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 614 ล้านปอนด์ หมายความว่า แมนยูทีมเดียวทำกำไรเท่ากับ 19% ของทั้งลีกรวมกัน นั่นทำให้แมนยูมีฐานะการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาก จนยากที่ทีมอื่นจะสู้ได้

โดยสรุปแล้ว กลยุทธ์การทำกำไรของทีมฟุตบอลยุโรปในปัจจุบัน มาจากการสร้างความนิยมของลีกให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ไปทั่วโลกนั่นเอง

*************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
19 สิงหาคม 2558
*************************************************

ยุทธศาสตร์พระนเรศวร ตำราพิชัยสงครามซุนวู และการกระจายการลงทุน

เมื่อวาน ผมได้มีโอกาสไปไหว้อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทุ่งภูเขาทอง อยุธยา ตรงริมถนนด้านหน้า มีซุ้มติดประวัติและเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่หลายซุ้ม ซุ้มหนึ่งเขียนถึง ยุทธศาสตร์การสงครามของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอนหนึ่งเขียนว่า “หลักการรวมกำลัง อำนาจกำลังรบให้เหนือกว่า ณ ตำบลและเวลาที่จะให้บรรลุผลแตกหัก ความเหนือกว่าจะเป็นผลมาจากการผสมผสานองค์ประกอบของอำนาจกำลังรบอย่างเหมาะสมกับเวลาและสถานที่ และในรูปแบบที่ผู้บังคับบัญชาเลือก เพื่อครองความริเริ่มช่วยให้กำลังที่เสียเปรียบด้านจำนวน สามารถบรรลุผลแตกหักทั้งการปฏิบัติการทัพและการปฏิบัติการรบ” นี่แสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านนิยมหลักการมุ่งเน้น (Concentration) เพราะในขณะนั้น กำลังรบของพระองค์มีจำนวนน้อยกว่ากำลังรบของหงสาวดี ท่านจึงใช้หลักการมุ่งเน้นกำลังของท่านมายังตำแหน่งที่ต้องการรบแตกหัก จึงจะเอาชนะหงสาวดีได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงหลักการลงทุนว่าด้วย การกระจายความเสี่ยง (Diversification) กับ การมุ่งเน้น (Concentration) ขึ้นมาทันที

DiversificaitonConcentration

หนึ่งในบทเรียนการลงทุนเบื้องต้นที่มักสอนกันอย่างแพร่หลายก็คือ “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว (Don’t put all your eggs in one basket)” ความหมายของประโยคนี้ก็คือ อย่าใส่เงินลงทุน (ไข่) ของเราทั้งหมดไว้ในการลงทุน (ตะกร้า) ตัวเดียว เช่น หุ้นตัวเดียว ฯลฯ ก็เพราะว่า หากเกิดเหตุการณ์ด้านลบที่ไม่คาดฝันกับการลงทุนตัวนั้น (ตะกร้าหล่น ไข่แตก) เราก็ยังมีไข่ในตะกร้าใบอื่น (เงินลงทุนในการลงทุนตัวอื่น เช่น หุ้นตัวอื่น เงินฝาก อสังหาฯ) ไม่เสียหายไปทั้งหมด นี่คือหลักกระจายความเสี่ยง (Diversification)

แต่ปรมาจารย์การลงทุนอย่าง วอเรน บัฟเฟตต์ และ ปีเตอร์ ลินช์ ไม่ได้มองเช่นนั้น  บัฟเฟตต์กลับหยิบยกสุภาษิตเก่าแก่ที่บอกว่า “ให้ใส่ไข่ทุกฟองในตะกร้าใบเดียว แล้วจับตาดูตะกร้าใบนั้นให้ดีๆ (Keep all your eggs in one basket, but watch that basket closely.)” เพราะบัฟเฟตต์มองว่า การกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนไปให้ในหุ้นหลายๆตัวมากเกินไปเป็นอุปสรรคขวางกั้นการได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่การลงทุนในตะกร้าใบเดียวแล้วเอาใจใส่เฝ้ามองให้ดีกลับจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า นี่ก็คือหลักการมุ่งเน้น (Concentration)

ปีเตอร์ ลินช์ มองว่า การกระจายการลงทุนมากเกินไปเป็นจุดด้อยของการลงทุน เขาเขียนไว้ในหนังสือว่า “คนทั่วไปสามารถลงทุนแบบมุ่งเน้นในบริษัทไม่กี่บริษัท ขณะที่ผู้จัดการกองทุนรวมถูกบังคับให้กระจายการลงทุน การถือหุ้นจำนวนมากเกินไป ทำให้สูญเสียประโยชน์จากการมุ่งเน้น การลงทุนให้ถูกตัวเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำกำไรมหาศาลคุ้มค่าการลงทุนตลอดชีวิตแล้ว” ซึ่งหมายความว่า ปีเตอร์ ลินช์ ก็นิยมหลักการมุ่งเน้น (Concentration) เช่นเดียวกัน

ตำราพิชัยสงครามซุนวู บทที่ 6 ตื้นลึกหนาบาง เขียนไว้ว่า “เรารวมศูนย์ แต่ศัตรูกระจาย เรารวมเป็นหนึ่ง ศัตรูกระจายเป็นสิบ เราจึงเหนือกว่าศัตรูอยู่สิบต่อหนึ่งในพื้นที่แห่งนั้น เมื่อจึงเอาชนะได้โดยง่าย” นี่ก็คือ หลักการมุ่งเน้น (Concentration) นั่นเอง ถ้าเราปรับมาใช้กับการลงทุน ก็จะตรงกับแนวคิดของบัฟเฟตต์และปีเตอร์ ลินช์ ว่า การลงทุนแบบมุ่งเน้น ทำให้เรามีเงินทุนตั้งต้นที่สามารถสร้างกำไรในเยอะกว่าการกระจายเงินลงทุนไปทั่ว ประเด็นสำคัญคือ เราต้องเลือกการลงทุนนั้นให้ดี ต้องมั่นใจว่าชนะ หรือได้กำไรแน่ๆ แล้วทุ่มเงินลงทุนลงไป ทำอย่างนี้ กำไรที่ได้ย่อมมากกว่าการกระจายการลงทุนหลายเท่า ถ้าใช้สูตรแบบซุนวู คือรวมสิบมาไว้ที่แห่งเดียว ก็ย่อมได้กำไรมากกว่าสิบเท่า นั่นเอง

 

***********************************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
13 สิงหาคม 2558
***********************************************************************

การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ​รอบนี้จะเป็นอย่างไร?

และแล้วก็ใกล้ถึงเทศกาลประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษกันอีกครั้ง ซึ่งจัดทุกๆ 3 ปี เมื่อสามปีก่อน CTH ได้สร้างประวัติศาสตร์ประมูลลิขสิทธิ์สำหรับปี 2013-2016 มาด้วยราคาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ในราคา 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 10,000 ล้านบาท (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 31.25 บาทต่อดอลลาร์) โดยตั้งเป้าฐานคนดูสูงถึง 3 ล้านราย อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจุบัน CTH มีฐานสมาชิก 1.3 ล้านรายเท่านั้น จึงทำให้ยังอยู่ในภาวะขาดทุนแม้ว่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจะเหลือปีสุดท้ายแล้วเท่านั้น คงเป็นเรื่องยากที่ CTH จะสร้างรายได้เพียงพอต่อต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่ประมูลมาได้

ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris--5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html
ข้อมูลจาก http://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2237955/Nick-Harris–5-5bn-TV-pays-screen-Premier-League.html

ข้อมูลจากเว็บไซต์เดลี่เมล์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการเติบโตของราคาลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในการประมูลล่าสุดเมื่อปี 2012 นั้น เติบโตสูงมากในแทบทุกภูมิภาค  ที่เติบโตสูงที่สุดคือประเทศเมียนมาร์ เพื่อนบ้านของเรา ราคาเพิ่มขึ้นถึง 12,400% นั่นคงเป็นเพราะว่าเมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศในปี 2010 พอมาประมูลในปี 2012 ตัวเลขจึงเพิ่มขึ้นมโหฬาร, ที่เพิ่มสูงรองลงมาคือประเทศไทย เมื่อ CTH เพิ่งเข้ามาในตลาดเคเบิลทีวี พร้อมทุนหนา และต้องการจะแย่งตลาดจาก True Visions ให้ได้ จึงทุ่มไม่อั้นจนได้ลิขสิทธิ์ไป

การประมูลครั้งก่อนนั้น มองกันว่า เป็นการประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จึงทำให้ราคาประมูลสูงลิ่วขึ้นไปอย่างไม่น่าเชื่อ ณ ขณะนั้น CTH ต้องการลิขสิทธิ์นี้เพื่อเป็นตั๋วเบิกทางเข้าสู่ตลาดเคเบิลทีวีและเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศในทันที ส่วน True Visions ต้องการลิขสิทธิ์นี้อย่างมากเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ เชื่อกันว่าที่คนยอมจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนหลักพันกับ True Visions นั้นก็เพราะต้องการดูบอลพรีเมียร์อังกฤษนั่นเอง แต่เมื่อราคาประมูลสูงไปถึง 5 เท่าของราคาเก่า ทรูวิชั่นส์ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมและมีข้อมูลในมือว่า ณ ราคาเท่าไร จึงจะทำกำไรจากลิขสิทธิ์นี้ได้ ก็รู้แล้วว่า ด้วยราคานั้น หากประมูลได้ไป มีแต่เจ็บตัวอย่างเดียว จึงยอมถอย ส่วน CTH มีทุนหนาและต้องการได้ลิขสิทธิ์โดยแทบไม่สนว่าจะต้องจ่ายที่ราคาเท่าไร จึงชนะการประมูลไป

วันเวลาผ่านไป ทรูวิชั่นส์นำเงินที่เคยเตรียมไว้จ่ายลิขสิทธิ์บอลพรีเมียร์อังกฤษ เอาไปซื้อคอนเทนต์อื่นๆ ที่สำคัญคือ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลไทยพรีเมียร์ลีก ซึ่งบูมขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เชื่อกันว่าคนไทยนิยมดูมากกว่าบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษแล้ว แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่ถึงหนึ่งในห้าของบอลอังกฤษ ส่วน CTH ต้องเผชิญวิบากกรรมจากต้นทุนลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่ว บวกกับมีการเปลี่ยนแปลงสูงมากในวงการทีวีไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีช่องทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง ทำให้โอกาสเติบโตของเคเบิลทีวีไม่ดีนัก จน CTH ต้องยอมขายลิขสิทธิ์บางแมตช์ให้ทางฟรีทีวีไปฉายเพื่อลดต้นทุนของตนเอง

สำหรับการประมูลในปีนี้ เริ่มมีข่าวว่า มีผู้สนใจจะประมูลลิขสิทธิ์อยู่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น CTH เจ้าของลิขสิทธิ์คนปัจจุบัน, True Visions เจ้าของลิขสิทธิ์รายเดิม, หรือช่องทีวีดิจิตอลต่างๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ก็คือ กลยุทธ์การเข้าประมูล  ทุกเจ้าเริ่มให้ข่าวในทำนองว่า กำลังพิจารณาว่าจะจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจเข้าประมูลด้วยหรือไม่ รวมถึงมีข่าวจาก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.)  ว่าจะจับมือสถานีโทรทัศน์ในไทยทั้งหมด เพื่อเข้าประมูลลิขสิทธิ์ สาเหตุที่มีการพิจารณากลยุทธ์การเข้าประมูลด้วยการจับมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ ก็มาจากประสบการณ์ครั้งก่อนของ CTH นั่นเอง โดยหวังว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะราคาของลิขสิทธิ์สูงจนยากที่จะทำกำไรได้ง่ายๆ นอกจากนี้ คาดว่าการลดจำนวนผู้เข้าแข่งขันประมูลลง และทำให้การประมูลครั้งนี้ไม่ใช่การประมูลแบบแพ้ไม่ได้ จะทำให้ราคาประมูลลดลงได้ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าอยากให้ราคาประมูลต่ำที่สุด ผู้เข้าประมูลของไทยจะต้องจับมือกันฮั้วไปประมูล ไม่มีการแข่งขัน จะได้ไม่มีการไล่ราคาให้สูงขึ้นไป และอาจทำให้ราคาลดลงด้วยก็ได้

แต่ในโลกเศรษฐกิจเสรี กลยุทธ์เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลแน่นอนเสมอไป เพราะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสำหรับประเทศไทยไม่ได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจากเมืองไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถึงเราจะฮั้วกันได้ (ซึ่งไม่ง่ายนัก เพราะมีผู้อยากได้ลิขสิทธิ์หลายรายจากทีวีที่เพิ่มขึ้นมาก) ยังมีบริษัทต่างชาติที่เตรียมเข้าประมูลเหมือนกัน ซึ่งหากเขาได้ไป ก็จะเอากลับมาขายให้ผู้ประกอบการในไทยอีกทีในราคาที่สูงขึ้น นี่ยังไม่นับเทคนิคจัดการประมูลของทางอังกฤษ ที่สร้างขั้นตอนการประมูลที่สร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยาทำให้ราคาสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์การประมูลคราวนี้จะเป็นอย่างไรอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะทราบผลแล้ว ต้องติดตามกันต่อไป

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
10 สิงหาคม 2558
*********************************************************

ทำไม Prada แบรนด์หรูจากอิตาลี มาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง

เมื่อเดือนมิถุนายน 2011 Prada แบรนด์หรูระดับโลกจากอิตาลี ได้เข้าระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงด้วยขายหุ้น IPO ได้เงินไปกว่า 2,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าเพราะเหตุใดยักษ์ใหญ่จากยุโรปถึงเลือกเข้าตลาดหุ้นในฮ่องกง แทนที่จะเป็นในอิตาลี บ้านเกิดของแบรนด์, ในอังกฤษ ศูนย์กลางการเงินในยุโรป หรือในสหรัฐอเมริการ ซึ่งตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

PradaShopinBeijing_CFP
ภาพร้าน Prada ในปักกิ่ง (Photo/CFP)

อันที่จริง Prada บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาตั้งแต่ปี 1913 ได้วางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่มิลาน เมื่อ ก.ย. 2011 แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 ก็ต้องเลื่อนแผนออกไป จากนั้นก็ตามมาด้วยสงครามอ่าวครั้งที่ 2, การระบาดของโรค SARS และวิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2008 ทำให้แผนระดมทุนจากตลาดหุ้นของ Prada ต้องเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า และในที่สุด Prada ก็เลือกที่จะระดมทุนจากตลาดหุ้นฮ่องกง เมื่อ มิ.ย. 2011 ด้วยการขายหุ้นให้กับนักลงทุนจำนวน 20% ของหุ้นทั้งหมด ราคา IPO ที่ 39.50 ดอลลาร์ฮ่องกง ได้เงินมา 2,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นาย Patrizio Bertelli CEO ของ Prada ได้เขียนบทความลงในวารสาร Harvard Business Review ไว้ว่า เมื่อตอนทศวรรษ 1990s เขาเคยเชื่อว่า อนาคตของ Prada อยู่ที่การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา แต่พอมาถึงทศวรรษ 2010s เขามั่นใจว่า อนาคตอยู่ที่ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งเอเชียและประเทศจีน ซึ่งเมื่อเราไปอ่านดูรายงานประจำปีของ Prada พบว่า ยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น) ได้เพิ่มสัดส่วนจาก 18% ในปี 2009 มาเป็น 32% ในปี 2011 (และล่าสุดในปี 2014 กลายเป็น 38% แล้ว)

ด้วยตัวเลขการเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นภูมิภาคที่สร้างรายได้สูงสุดดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Prada จึงเลือกมาระดมทุนจากตลาดหุ้นฮ่องกง เพื่อที่จะมาอยู่ในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และได้รับประโยชน์สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ นั่นคือ ประการแรก เมื่อมาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่ที่มีเศรษฐีเกิดใหม่จำนวนมาก ก็จะได้เงินจากการระดมทุนเป็นกอบเป็นกำ และยังได้ราคาดีกว่าไประดมทุนในยุโรปอีกด้วย (ราคา IPO ของ Prada เท่ากับ P/E ที่ 22.8 เท่า ขณะที่ค่า P/E เฉลี่ย ของหุ้นแบรนด์หรูในตลาดหุ้นยุโรปอยู่ที่ 20 เท่า) ประการที่สอง การระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงจะช่วยส่งเสริมให้คนจีนรู้จักและผูกพันกับแบรนด์ Prada มากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่ Prada เท่านั้นที่มาระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง ยังมีแบรนด์ดังจากตะวันตกอีกหลายแบรนด์เลือกมาระดมทุนที่นี่ เช่น L’Occitane บริษัทเครื่องสำอางชื่อดังจากฝรั่งเศส ระดมทุนไปได้ 708 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, Samsonite แบรนด์กระเป๋าเดินทางชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ระดมทุนไป 1,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จะเห็นว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ภูมิภาคที่มีเงินเยอะและเติบโตสูงได้เปลี่ยนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา กลายมาเป็นฝั่งเอเชียแล้ว เชื่อได้ว่าในช่วงสิบกว่าปีนี้ ภูมิภาคที่จะมีบทบาทสำคัญในโลกก็จะรวมถึงกลุ่มอาเซียนของเราอีกด้วย เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ เพราะหลังจากเอเชียแล้ว Patrizio Bertelli ซีอีโอของ Prada ได้มองข้ามช็อตไปถึงทวีปแอฟริกาแล้วว่าภายใน 10-15 ปีข้างหน้า ทวีปแอฟริกาจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว โอกาสมาเร็วและไปเร็วเสมอสำหรับผู้ที่ไม่เตรียมตัวให้พร้อม

*******************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
7 สิงหาคม 2558
*******************************

เมื่ออภิมหาเศรษฐีจีนเข้าซื้อกิจการฮอลลีวูด ตอน 2

นอกจากการเข้าไปซื้อโรงหนังอันดับ 2 ของอเมริกาแล้ว หวังเจี้ยนหลิน มหาเศรษฐีอันดับสองของจีน เจ้าของเครือต้าเหลียนหวันต้า (Dalian Wanda)  ยังได้เข้าไปลงทุนสร้างหนังฮอลลีวูด โดยร่วมทุนกับ Weinstein สตูดิโอหนังฮอลลีวูด สร้างหนังเรื่อง Southpaw นำแสดงโดย เจค กิลเลนฮาลล์, ฟอเรสท์ วิทเทคเกอร์ และราเชล แมคอดัมส์ ด้วยเงินลงทุนจากฝั่งจีนราว 30 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นเงินลงทุนด้านโปรดักชั่นส์ ส่วน Weinstein ลงทุนด้านการตลาดอีก 35 ล้านดอลลาร์ฯ เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเงินในสหรัฐฯไปได้ 32.8 ล้านดอลลาร์

ChinaHollywood

การลงทุนครั้งนี้ของหวังเจี้ยนหลิน ไม่ได้หวังเพียงแค่ผลตอบแทนทางการเงิน แต่เขาได้ส่งทีมงานเข้ามาเรียนรู้การผลิตภาพยนตร์จากฮอลลีวูด ตั้งแต่ โปรดักชั่นส์ โพสต์โปรดักชั่นส์ การตลาด ทุกๆขั้นตอน ในขณะเดียวกัน ฝ่าย Weinstein เองก็คาดหวังว่า กลุ่มต้าเหลียนหวันต้าจะช่วยให้หนังเรื่องนี้ได้รับการจัดจำหน่ายในจีนอย่างดี เพราะในจีนนั้น รัฐบาลอนุญาตให้ภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายเพียงปีละ 34 เรื่องเท่านั้น แต่ตลาดภาพยนตร์ของจีนมีขนาดเป็นอันดับสองของโลก รองจากอเมริกาประเทศเดียวเท่านั้น ทำให้การร่วมทุนครั้งนี้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย สร้าง Synergy อย่างชัดเจน

ไม่เพียงแต่กลุ่มต้าเหลียนหวันต้าของหวังเจี้ยนหลินเท่านั้น ที่สนใจเข้ามาลงทุนในฮอลลีวูด ยังมีกลุ่มทุนจีนอีกหลายกลุ่มเข้ามาลงทุน เช่น กลุ่ม Alibaba ของแจ็ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน ก็ได้ร่วมลงทุนในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Mission Impossible Rogue Nation ที่นำแสดงโดย ทอม ครูส (แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุน) ซึ่งคาดว่าจะทำเงินในจีนได้สูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ หรือการที่ China Film Group ได้เข้าไปลงทุนบางส่วนในภาพยนตร์ Pixels ที่นำแสดงโดย อดัม แซนด์เลอร์ ฯลฯ

จะเห็นว่า กลยุทธ์การรุกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดของจีนครั้งนี้ ไม่ได้ไปเพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ไปกันหลายๆกลุ่ม เป็นการแยกกันเดิน รวมกันตี เพื่อทำให้จีนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่ามีตลาดคนดูที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเดียว แต่หากกลุ่มทุนจีนสามารถเรียนรู้การสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวูดได้จริงๆแล้วละก็ จีนก็จะสามารถสร้างหนังที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของจีนไปทั่วโลกได้ เป็นการใช้อำนาจแบบนุ่มนวล (Soft Power) ที่สหรัฐอเมริกาทำได้สำเร็จจนกลายเป็นมหาอำนาจของโลก ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จีนก็คงเล็งเห็นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน จึงผลักดันให้ตนเองเป็นมหาอำนาจของโลกทางวัฒนธรรมให้ได้ผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้เอง ซึ่งจะทำสำเร็จหรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

*********************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
6 สิงหาคม 2558
*********************************

 

 

เมื่ออภิมหาเศรษฐีจีนเข้าซื้อกิจการฮอลลีวูด

เมื่อปี 2012 หวังเจี้ยนหลิน อภิมหาเศรษฐีชาวจีนอันดับสองของจีน (อันดับหนึ่งคือ แจ็ค หม่า เจ้าของอาลีบาบา) เจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่กลุ่ม Dalian Wanda จากจีน รวมถึงเป็นเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาด 14% ของจำนวนโรงภาพยนตร์ทั้งหมดในจีน ได้ทุ่มเงิน สองพันหกร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการ AMC Entertainment Holding Inc. ซึ่งเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่อันดับสองในสหรัฐอเมริกา

WangAMCMGMLionsGateหวังให้สัมภาษณ์เมื่อต้นปีกับทาง Bloomberg ว่า เขาอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน Lions Gate Entertainment Corp. สตูดิโอฮอลลีวู้ดผู้สร้างหนังเรื่อง The Hunger Games และเขากระตือรือร้นที่จะลงทุนใน MGM Inc. ผู้สร้างหนังชุดเจมส์บอนด์ และ Hobbit อีกด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าซื้อสตูดิโอใหญ่ของฮอลลีวู้ด เขาได้ซื้อที่ดินบน Wilshire Boulevard ย่าน Beverly Hills เป็นเงิน หนึ่งพันสองร้อยล้านดอลลาร์ฯ เพื่อจะสร้างสำนักงานใหญ่สำหรับอาณาจักรภาพยนตร์ของเขาในอเมริกา เขาบอกว่า มีสตูดิโอฮอลลีวู้ดหลายแห่งเข้ามาเสนอขายเขา แต่เขาสนใจเฉพาะรายใหญ่ และเขาต้องการเข้าควบคุมกิจการด้วย

ปัจจุบัน ยอดขายตั๋วหนังในจีนเติบโตปีละกว่า 40% โดยในปี 2014 ประมาณว่ามียอดขายราว สี่พันเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ยอดขายตั๋วหนังในสหรัฐอเมริกาในปี 2014 โตเพียง 1% เท่ากับ หนึ่งหมื่นเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ ถ้าแนวโน้มเป็นอย่างนี้ต่อไป หวังเชื่อว่า จีนจะแซงหน้าอเมริกาในฐานะตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2017 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าเท่านั้นเอง กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการสตูดิโอภาพยนตร์ในฮอลลีวูดก็เพื่อที่เขาจะได้มีความเชี่ยวชาญ, คอนเทนต์ และช่องทางจัดจำหน่ายที่จำเป็นในการทำให้เขาสามารถเอาชนะในตลาดภาพยนตร์นี้ได้

กลยุทธ์การเข้าซื้อสตูดิโอฮอลลีวูดโดยต่างชาตินั้น ญี่ปุ่นเคยทำมาแล้วในทศวรรษ 80 ขณะนั้นกระแสความสำเร็จของเศรษฐกิจญี่ปุ่นแรงมาก จนคนอเมริกันกลัวว่าญี่ปุ่นจะแซงอเมริกาในเวลาไม่นั้น ครั้งนั้น โซนี่ จากญี่ปุ่น ได้เข้าซื้อกิจการสตูดิโอโคลัมเบียพิคเจอร์ส แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Sony Pictures ครั้งนั้นโซนี่ใช้เงินไป สี่พันเก้าร้อยล้านดอลลาร์ฯ แต่ต่อมา เมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นตกสู่ภาวะชะงักงัน กระแสญี่ปุ่นครองโลกจึงซาลงไป จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสจีนครองโลกก็แรงขึ้นมา จนมาถึงปัจจุบัน

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า จีนจะสามารถเข้ายึดครองตลาดภาพยนตร์ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจแบบนุ่มนวล เพื่อส่งอิทธิพลต่อคนในโลกอย่างยิ่ง ได้หรือไม่? ผมเองเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เพราะเรื่องอย่างนี้มันไม่ได้ทำได้เพียงเพราะว่ามีเงินเยอะเท่านั้น แต่ต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถ, วัฒนธรรมองค์กรที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์, และที่สำคัญต้องมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่เยี่ยมยอด จึงจะเอาชนะฮอลลีวูด ที่ถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อคนทั้งโลกได้

*********************************
เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
Celestial Strategist
5 สิงหาคม 2558
*********************************