เขาว่า “มันบ้า” : เรื่องเล่าชาวสวน (ทางคนอื่น) แห่งเกาะลันตา

เมื่อราว 40 ปีก่อน เกาะลันตาแห่งจังหวัดกระบี่ยังเป็นเพียงเกาะที่ห่างไกลความเจริญ ไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างทุกวันนี้ ใครมีฐานะพอใช้ได้ก็ต้องส่งลูกหลานมาเรียนหนังสือที่ตัวเมืองกระบี่หรือไม่ก็มาที่ตัวเมืองตรังที่ไม่ไกลมากนัก ตัวเมืองดั้งเดิมของเกาะลันตาจะอยู่ที่ท่าเรือซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะ เพราะมีลักษณะเป็นอ่าวหลบลม เหมาะกับการจอดเรือ มีระยะทางใกล้กับแผ่นดินใหญ่ ทำให้เดินทางได้สะดวก ใครมีเงินพอจะซื้อที่สร้างบ้านได้ ก็ต้องย่านตลาดตรงท่าเรือ เพราะเป็นใจกลางเมืองของเกาะ ปัจจุบันเรียกกันว่า ชุมชนเมืองเก่า ตลาดศรีรายา ส่วนฝั่งตะวันตกของเกาะที่เป็นทะเลอันดามันนั้นถือว่าเป็นย่านกันดาร ไม่มีใครอยากไปอยู่

ตอนนั้น คุณอาท่านหนึ่งท่านมักจะขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านที่ในตลาดท่าเรือ ข้ามเขากลางเกาะ ลุยผ่านป่า เพื่อไปดูที่ดินริมทะเลฝั่งตะวันตกของเกาะอยู่เสมอ ใครๆก็ทักว่าจะไปดูทำไม มีแต่ป่าแต่ดง แกก็บอกว่า กำลังคิดว่าจะซื้อที่ดินด้านนั้น คนที่ฟังก็ต่างห้ามว่า จะไปซื้อที่กันดารแถวนั้นทำไม มีเงินก็มีซื้อที่ดินแถวตลาดสิ คุณอาก็ไม่ตอบอะไร แกก็ยังแวะเวียนไปดูที่ดินฝั่งตะวันตกอยู่เรื่อยๆ คนก็ยังถามกันว่า แกขี่รถมอเตอร์ไซค์ข้ามเขาไปทำไม คนก็ได้ข้อสรุปว่า “มันบ้า” เวลาผ่านไป คนก็เริ่มชินกับพฤติกรรมประหลาดๆของแก ในที่สุด คุณอาก็ซื้อที่ดินริมทะเลฝั่งตะวันตกจริงๆ


เวลาผ่านไป มีการสร้างท่าเรือสำหรับแพขนานยนต์ เพื่อให้รถยนต์สามารถลงแพขนานยนต์ จากกระบี่มายังเกาะลันตาได้ ทำให้ตัวเมืองได้เปลี่ยนจาก ชุมชนศรีรายา ย้ายมาที่ ศาลาด่าน ซึ่งเป็นจุดที่แพขนานยนต์ตั้งอยู่ด้านฝั่งเกาะลันตาใหญ่ ในขณะเดียวกัน การตัดถนนเลียบชายทะเลฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชายหาดสวยงาม ทำให้ฝั่งตะวันตกกลายเป็นย่านท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาะ ที่ดินที่คุณอาซื้อไว้ ก็แปลงสภาพจากที่กันดาร กลายเป็น ที่ดินติดชายหาดที่สวยงาม คุณอาจึงสร้างเป็นรีสอร์ต เปิดรับนักท่องเที่ยว กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ที่ทำเงินมากกว่าอาชีพดั้งเดิมของชาวเกาะลันตา ภาพฝันของคุณอาที่แกวาดเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนจึงปรากฏเป็นรูปเป็นร่างให้คนอื่นเห็นอย่างชัดเจน ตอนนี้ไม่มีใครบอกว่าแกมันบ้าอีกแล้ว แต่เขาเรียกแกว่า เศรษฐีรีสอร์ต แทน

เราจะได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าทำนองนี้อยู่เสมอ คนที่ประสบความสำเร็จมักมองสวนทางต่างจากคนส่วนใหญ่ เราเรียกกันเล่นหว่า พวกชาวสวน (ทางคนอื่น) ภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า Contrarian ในวันที่คนอื่นมองไม่เห็นว่าเขาคิดฝันอะไรในใจ เขาก็ถูกดูถูก ถูกหาว่าบ้า แต่เมื่อเขามุ่งมั่นทำสิ่งที่เขาเห็นชัดเจนในหัวของเขา จนประสบความสำเร็จ คนอื่นมองเห็น บางคนก็ชื่นชม แต่ก็ยังมีคนบางคนบอกว่า เป็นเรื่องฟลุก ไม่ใช่ฝีมือ จะมีสักกี่คนที่เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ต้องผ่านการอดทนมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตนเองเชื่อ แม้ว่ามันจะต่างจากคนส่วนใหญ่ มากขนาดไหน ความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ตนเองคิดฝันเอาไว้เป็นคุณสมบัติข้อสำคัญในการประสบความสำเร็จของมนุษย์เรา และกลยุทธ์ “มองสวนทางจากคนส่วนใหญ่” หรือ Contrarian ก็ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จมานักต่อนักแล้ว

ว่าแต่ตอนนี้ เมื่อที่ดินฝั่งตะวันตกของเกาะลันตากำลังพุ่งขึ้น เพราะใครๆก็อยากทำรีสอร์ตหรือทำธุรกิจท่องเที่ยว คุณอาท่านนี้ก็ใช้กลยุทธ์ชาวสวน เริ่มมองข้ามช็อตไปแล้ว โดยได้ไปซื้อที่ดินทางภาคอีสาน เพื่อทำเกษตร ปลูกทุเรียน และอินทผาลัม เพราะมองว่ามันจะทำเงินได้อีกมาก ซึ่งก็ตรงกับมุมมองของ จิม โรเจอร์ส นักลงทุนระดับโลก ผู้ใช้กลยุทธ์ Contrarian มาโดยตลอด ที่เขียนไว้ในหนังสือ “รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น  Street Smarts” ว่า “ถ้าอยากจะรวย ควรจะไปเป็นเกษตรกรให้หมด” 

************************************************

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย

CelestialStrategist.com

12 มิถุนายน 2559

************************************************

กลยุทธ์ทำให้นกร้องเพลง ตอน 3 อิเอยาสุ โตกุกาวะ

แล้วก็มาถึง จอมคนคนที่ 3 ผู้รวมชาติของญี่ปุ่น นั่นคือ อิเอยาสุ โตกุกาวะ เจ้าของกลยุทธ์ “ฉันจะเฝ้ารอคอยจนกว่านกจะร้องเพลง” ผู้ประสบความสำเร็จในการขึ้นครองตำแหน่งโชกุน และสืบทอดอำนาจตำแหน่งโชกุนในตระกูลโตกุกาวะ ต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสามศตวรรษ

Tokugawa Ieyasuอิเอยาสุ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1542 ในแคว้น มิคาว่า เป็นบุตรของไดเมียวเล็กๆ ในวัยเด็กถูกส่งตัวไปเป็นตัวประกันที่ตระกูลอิมางาวะ แคว้นใหญ่ข้างเคียงเพื่อแสดงความภักดี ต่อมาได้ส่งตัวกลับมาเป็นไดเมียวแห่งมิคาว่าหลังจากที่พ่อเขาเสียชีวิต กลยุทธ์ในช่วงต้นของอิเอยาสุ คือ การเข้าสวามิภักดิ์กับแคว้นที่กำลังขยายอำนาจ โดยเมื่อแคว้นโอวาริของ โอดะ โนบุนากะ จอมคนท่านแรกที่เราเคยกล่าวถึงไปแล้วในตอนแรก ได้พิชิตชัยเหนือตระกูลอิมางาวะได้ เขาก็เปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายเดียวกับ โอดะ โนบุนากะ ทันที การเป็นพันธมิตรกับโอดะ ทำให้ อิเอยาสุได้เริ่มสั่งสมทรัพยากรและความพร้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่เมื่อโอดะ โนบุนากะ ถูกหักหลังโดยลูกน้องคนสนิทอย่าง อาเคชิ มิตสึฮิเดะ จนเขาต้องทำเซ็ปปุกุตายไป อิเอยาสุที่กำลังเดินทัพอยู่ก็ต้องหนีตายอย่างทุลักทุเลภายใต้ความช่วยเหลือจากนินจาผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านฮัตโตริ ฮันโซ จนกลับไปถึงแคว้นมิคาว่าของตนอย่างปลอดภัย ถึงตอนนั้นเขาต้องตัดสินใจว่าจะเลือกตั้งตนเป็นใหญ่หรือไปอยู่กับฝ่ายใด หลังจากคิดใคร่ครวญอย่างดีแล้ว เขาตัดสินใจเลือกอยู่ฝ่ายฮิเดโยชิ จอมคนคนที่ 2 ซึ่งเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เพราะเมื่อฮิเดโยชิสามารถยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ อิเอยาสุก็ได้รับมอบดินแดนคันโต ซึ่งปัจจุบันคือ โตเกียว เป็นรางวัล

ในช่วงท้ายของฮิเดโยชิ เขามีความหวาดระแวงในตัวอิเอยาสุอย่างยิ่งว่า อาจก่อกบฏได้หากตัวฮิเดโยชิไม่อยู่ เขาจึงแต่งตั้งสภาไทโร ประกอบด้วย ผู้อาวุโส 5 ท่าน คานอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อว่าราชการแทนบุตรชายของเขาที่ยังเป็นเด็กจนกว่าจะพร้อม หนึ่งในนั้นคือ อิเอยาสุ นั่นเอง นอกจากนี้ การบุกเกาหลีของฮิเดโยชิ ที่ยืดเยื้อและสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างยิ่งนั้น ไม่ได้มีกองทัพจากอิเอยาสุเลย ทำให้เขาแทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนั้น

เมื่อฮิเดโยชิถึงแก่อสัญกรรม ความตึงเครียดที่ว่าอิเอยาสุจะก่อกบฏก็เกิดขึ้น แต่เขาก็ยังคงรอคอยให้ผู้อาวุโสคนสำคัญในสภาไทโร อย่าง มาเอดะ โทชิอิเอะ เสียชีวิตไปก่อน เขาจึงเริ่มก่อการจนเกิดการสู้รบครั้งประวัติศาสตร์ที่ ทุ่งเซกิงะฮะระ กับทางกองทัพ อิชิดะ มิซึนะริ ผู้ภักดีต่อบุตรชายของฮิเดโยชิ ในปี 1600 โดยอิเอยาสุได้เกลี้ยกล่อมแม่ทัพฝ่ายอิชิดะทรยศมาอยู่ข้างเขาได้ ทำให้เขาสามารถเอาชนะในสมรภูมิครั้งนี้ได้ ทำให้เขาขึ้นครองอำนาจเหนือญี่ปุ่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ และได้รับการแต่งตั้งเป็น โชกุน จากองค์จักรพรรดิ ใน ค.ศ.1603

แม้ว่าเขาจะขึ้นครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จแล้วก็ตาม อิเอยาสุยังไม่ได้เข้ายึดปราสาทโอซาก้าซึ่งเป็นที่พำนักของ ฮิเดโยริ บุตรชายของฮิเดโยชิ ที่ว่ากันว่าเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด เขาเฝ้าอดทนรอจนกระทั่งปี 1615 เขาจึงยกทัพเข้าโจมตีปราสาทโอซาก้า จนฮิเดโยริต้องทำเซ็ปปุกุคว้านท้องสิ้นชีวิตไปพร้อมกับมารดาของเขา ทำให้อำนาจของตระกูลโตกุกาวะมั่นคง สามารถครองอำนาจสืบทอดตำแหน่งโชกุนไปได้จนถึง ค.ศ. 1868 เลยทีเดียว

หากเรานำชีวิตของอิเอยาสุมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุน อิเอยาสุ ก็เหมือนกับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ที่สามารถเฝ้ารอให้ราคาหุ้นที่ต้องการลงทุนร่วงลงมาจนได้ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เพียงพอ จึงจะลงทุน เขาไม่ชอบการเสี่ยงเข้าไปลงทุนในหุ้นหวือหวา แต่เขาเน้นการลงทุนที่เขาชนะแน่ๆมากกว่า เขาไม่มีความยึดติดกับหุ้นตัวไหน โดยจะลงทุนกับหุ้นที่ชนะแน่ๆ และพร้อมทิ้งไปหาตัวใหม่หากเห็นว่าไม่เป็นไปตามที่คิด การที่จะใช้กลยุทธ์นี้ได้ เขาต้องอดทน และต้องรักษาสุขภาพ เพราะกลยุทธ์เช่นนี้ต้องใช้เวลารอคอย หากอายุไม่ยืนยาวพอ ก็จะไม่เห็นผลชัดเจน กลยุทธ์นี้แม้ไม่หวือหวา แต่ได้ผลแน่นอนและยั่งยืน

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
30 พฤษภาคม 2559
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ ตำนานสามวีรบุรุษสร้างชาติญี่ปุ่น โดย วีระชัย โชคมุกดา และ Ninja Attack! โดย Hiroko Yoda & Matt Alt

 

กลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งของอาณาจักรอยุธยา

ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 กรุงศรีอยุธยามีชื่อเสียงในหมู่นักเดินทางและพ่อค้าระหว่างประเทศว่าเป็นเมืองท่าที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ แต่เวลาคนไทยพูดถึงอยุธยา เรามักจะสนใจเฉพาะเรื่องการสงครามมากกว่า ซึ่งนั่นอธิบายความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยาเพียงแค่มิติเดียว และมองข้ามปัจจัยสำคัญที่ทำให้อยุธยากลายเป็นอาณาจักรชั้นนำในภูมิภาคนี้ นั่นคือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผมจึงคิดว่าการศึกษาอยุธยาในแง่ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

1686FrenchMapOfSiam

จากงานวิจัยของ ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ พบว่า ที่มาของความมั่งคั่งของอาณาจักรอยุธยานั้น มาจากการค้ากับต่างประเทศเป็นสำคัญ อยุธยามีการค้าทางทะเลกับเมืองต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และยุโรป ทำให้มีเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจอยุธยาอยู่มาก ในประชุมพงศาวดารเล่ม ๒๓ (ภาค ๓๙ (ต่อ) – ๔๐) ได้บันทึกไว้ว่า “..พวกไทยได้เอาเงินทองบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปเป็นอันมาก…ในพระเจดีย์องค์เดียวเท่านั้นได้พบเงินถึง ๕ ไห และทอง ๓ ไห…ทองคำเป็นสิ่งที่หาง่ายจนถึงกับหยิบกันเล่นเป็นกำๆ…” ที่วัดพุทไธศวรรย์เพียงวัดเดียวพบทองจำนวนมาก บรรทุกเรือยาวได้ถึง ๓ ลำ หลักฐานเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ความมั่งคั่งของอาณาจักรอยุธยาได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยความสำเร็จทางการค้าของอยุธยา มาจากสองปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือ กรุงศรีอยุธยามีที่ตั้งอยู่ในทำเลการค้าที่ดี โดยตั้งอยู่บนตรงกลางภาคพื้นดินของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างอ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดีย กับทะเลจีนใต้ ทำให้อยุธยาสามารถซื้อสินค้าจากพ่อค้าด้านหนึ่งแล้วส่งต่อไปขายให้พ่อค้าอีกด้านหนึ่งได้ ควบคู่กับการขายสินค้าที่ได้จากดินแดนกว้างใหญ่ของอาณาจักรอยุธยาเอง

ส่วนปัจจัยที่สองก็คือ ความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของอยุธยาเองที่ทำให้การค้าในอยุธยามีความคึกคัก หากเราเจาะลึกลงไปอีกพบว่า ความสามารถในการบริหารจัดการนั้น มาจากกลยุทธ์หลักสองประการ นั่นคือ กลยุทธ์การสร้างความมั่นคงในอาณาจักร ทำให้หัวเมืองสำคัญอยู่ภายในอยุธยา มีความสงบเรียบร้อย ไม่ก่อกบฏหรือหันไปหาอาณาจักรอื่นที่ก็มีเมืองท่าเช่นกัน อย่าง พะโค (พม่า) และละแวก (กัมพูชา) ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ได้ยกเลิกเมืองพระยามหานครที่เจ้าเมืองมีความเป็นอิสระมาก แล้วตั้งเป็น เมืองเอก (เช่น พิษณุโลก นครศรีธรรมราช) โท (เช่น สุโขทัย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา) ตรี (เช่นพิจิตร นครสวรรค์​ จันทบุรี พัทลุง) แทน เพื่อดึงอำนาจเข้าส่วนกลาง และสร้างเส้นทางเศรษฐกิจที่มั่นคงขึ้นมาได้ ส่วนกลยุทธ์ที่สองของอยุธยาคือ กลยุทธ์การจัดหาสินค้าตามความต้องการของตลาดและกำหนดราคาที่เหมาะสมผ่านองค์กรพระคลังสินค้า กลยุทธ์ข้อนี้ทำได้ก็เพราะอยุธยาประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์แรกก่อน ทำให้หัวเมืองด้านในที่ไม่ติดทะเลส่งสินค้าหายากมาขายยังอยุธยาเพื่อส่งออกไปต่างประเทศต่อไป เวลาที่ตลาดจีนต้องการช้าง งาช้าง นอแรด ขนนกยูง อยุธยาก็จัดหาให้ได้ เวลาที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการของป่า อย่าง หนังกวาง ไม้ฝาง ไม้จันทน์หอม อยุธยาก็จัดหาได้เช่นกัน  นอกจากนี้การมีหน่วยงานพระคลังสินค้า ทำให้พ่อค้ามีความเชื่อถือและมั่นใจในการตกลงค้าขายว่าจะหาสินค้าได้ตามสัญญาและไม่เบี้ยวหนี้ ในทางกลับกัน พระคลังสินค้าก็มีข้อมูลมากพอที่จะเจรจาตกลงการค้ากับต่างชาติโดยไม่เสียเปรียบ

โดยสรุปแล้ว แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะมีที่ตั้งที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันเพราะตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ แต่ที่ตั้งเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถทำให้กรุงศรีอยุธยามีความยิ่งใหญ่ทางด้านการค้าระหว่างประเทศได้หากขาดความสามารถในการบริหารจัดการ บทเรียนจากประวัติศาสตร์นี้ย่อมนำมาใช้กับเมืองไทยปัจจุบันได้เช่นกัน เพราะประเทศไทยก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม มีความได้เปรียบจากตำแหน่งที่ตั้ง แต่ประเทศไทยจะยังคงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการของคนในประเทศนั่นเอง

 

**********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
2 มีนาคม 2559
**********************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ “หนังกวาง ไม้ฝาง ช้าง ของป่า การค้าอยุธยาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓” โดย ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ

สิทธิยกเว้นการตรวจสอบภาษีและลดภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับ SME: มาตรการ 100 ปีมี 1 ครั้ง

 

กรมสรรพากรได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือ SME โดยให้สิทธิยกเว้นการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง รวมถึงการยกเว้น/ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ SME ที่ต้องการได้สิทธินี้จะต้องมาจดแจ้งต่อกรมสรรพากรผ่านเว็บไซต์ http://www.rd.go.th ระหว่าง 15 ม.ค. ถึง 15 มี.ค. 2559

SMETax2016

บางคนเรียกมาตรการนี้ว่า การนิรโทษกรรมทางภาษี แต่จริงๆแล้ว เรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะคำว่านิรโทษกรรมทางภาษีสำหรับกรมสรรพากร แปลว่า ผู้เสียภาษีต้องมีความผิด พร้อมที่จะจ่ายเงินค่าภาษีตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่กรมสรรพากรยกเว้นโทษ ส่วนกรณีนี้ กรมฯอยากให้เรียกว่า มาตรการก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ซึ่งแปลว่า SME ที่มาจดแจ้งกับกรมฯ จะต้องรับปากว่า ต่อไปจะทำบัญชีเล่มเดียว แล้วสรรพากรจะไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง นั่นเอง

จุดเด่นของมาตรการนี้สำหรับ SME ที่เข้าเกณฑ์ ก็คือ กำจัดความเสี่ยงของการถูกตรวจภาษีย้อนหลังไปเลย และยังได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรทั้งหมดที่มีในปี 2559 ส่วนกำไรในปี 2560 ได้รับยกเว้นภาษี 3 แสนแรกตามกฎเกณฑ์ปัจจุบันแล้ว กำไรส่วนที่เกินนั้นยังเสียภาษีเพียง 10%เท่านั้น

ดังนั้น ถ้าใครมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดกลางและขนาดย่อม สมควรที่จะรีบไปจดแจ้งต่อกรมสรรพากรเพื่อใช้สิทธินี้ ซึ่งมีโอกาสจนถึง 15 มี.ค.นี้เท่านั้น

ส่วนที่ผมบอกว่า เป็นมาตรการ 100 ปีมี 1 ครั้ง ก็เพราะกรมสรรพากรเพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง เพราะครบ 100 ปีได้ไม่กี่เดือน ก็ออกมาตรการนี้มาเลย
*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
1 มีนาคม 2559
*********************************************************
ภาพประกอบจาก กรมสรรพากร

“ถ้าคุณเป็นคนฉลาดในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 คุณจะหาทางไปอยู่ในทวีปเอเชีย”

ในหนังสือขายดีเล่มล่าสุดของ จิม โรเจอร์ส สุดยอดเซียนหุ้นของโลก เขาได้เขียนตอนหนึ่งว่า “ถ้าคุณเป็นคนฉลาดในช่วงต้นคริสต์วรรษที่สิบเก้า คุณจะเดินทางไปลอนดอน ถ้าคุณเป็นคนฉลาดในช่วงต้นคริสต์วรรษที่ยี่สิบ คุณจะเก็บข้าวของแล้วย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก ถ้าคุณเป็นคนฉลาดในช่วงต้นคริสต์วรรษที่ยี่สิบเอ็ด คุณจะหาทางไปอยู่ในทวีปเอเชีย”

 

หน้าปก Street Smarts-create-220

ทำไม จิม โรเจอร์ส แนะนำอย่างนั้น ก็เพราะว่าศตวรรษที่ 19 เป็นศตวรรษที่ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ จักรวรรดิอังกฤษได้พัฒนากลายเป็นมหาอำนาจของโลกในช่วงเวลานั้นจนกลายเป็น ดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ส่วนศตวรรษที่ 20 จากผลกระทบของสงครามโลกทั้งสองครั้ง สร้างความบอบช้ำให้ยุโรป และทำให้ สหรัฐอเมริกา ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก ส่วนในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องที่ชัดเจนแล้วว่า ทวีปเอเชียจะกลายเป็นมหาอำนาจของโลกแทนที่ตะวันตก

การตัดสินใจย้ายไปอยู่ในดินแดนที่กำลังรุ่งเรืองจนกลายเป็นมหาอำนาจของโลกนั้น เป็นกลยุทธ์ที่ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ถ้าเราไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา ถึงแม้เราไม่ได้เป็นผู้ที่เก่งที่สุด แต่เราก็จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มขาขึ้นของสังคมนั้นด้วย ที่ที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู คนที่อยู่ตรงนั้นไม่ว่าอาชีพอะไรก็ย่อมได้ประโยชน์ไปด้วย ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เป็นผู้บริหารระดับผู้จัดการเขตธนาคาร ตอนนั้นท่านใกล้จะเกษียณแล้ว ท่านเล่าว่า ช่วงที่เฟื่องฟูที่สุดของชีวิต ก็คือ ตอนที่เป็นผู้จัดการสาขาธนาคารอยู่ที่ภาคตะวันออกในยุคเฟื่องฟูสมัยพลเอกชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี ราคาที่ดินในภาคตะวันออกพุ่งขึ้นอย่างติดจรวด มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันเร็วมาก ท่านนั่งเป็นผู้จัดการสาขาธนาคาร ที่ดินแปลงเดียวกันมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันสี่รอบภายในปีเดียว นอกจากจะได้ยอดสินเชื่อแล้ว ท่านยังได้ค่านายหน้าในการแนะนำลูกค้ามาซื้อขายที่ดินนั้นด้วย โดยแทบไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรเท่าไหร่เลย จนมีรายได้สร้าง passive income ที่แทบไม่ต้องพึ่งเงินเดือนพนักงานธนาคารอีกเลย

ในหนังสือเล่มดังกล่าว จิม โรเจอร์ส ยังให้คำแนะนำดีๆให้กับผู้อ่านอีกมาก เป็นมุมมองจากเซียนหุ้นชั้นนำของโลก ผู้มีความโดดเด่นจากการคาดการณ์แนวโน้มอนาคต ผมเองซื้อหนังสือเล่มนี้อ่านตั้งแต่ตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษออกมาใหม่ๆ อ่านแล้วประทับใจมาก จนได้ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์แปลจาก จิม โรเจอร์ส โดยตรง ในที่สุดก็ได้ลิขสิทธิ์แปลมา และได้คุณวิรัตน์ รัตนเวชสิทธิ นักแปลฝีมือเยี่ยมมาช่วยแปลและเรียบเรียง ส่วนผมทำหน้าที่บรรณาธิการ ร่วมกับคุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ The Money Coach ช่วยกันตรวจทานอีกที ตอนนี้ หนังสือฉบับแปลเป็นไทยในชื่อว่า “รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น : การผจญภัยบนเส้นทางชีวิตและตลาดการเงิน” กำลังเปิดจองสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-Order) อยู่ที่เว็บของสำนักพิมพ์ลีฟริช จนถึง 15 มี.ค. 59 นี้ ราคาเต็ม 220 ช่วงนี้ลดพิเศษ 15% เหลือเพียง 185 บาท (ไม่มีค่าจัดส่ง) สนใจคลิกไปที่ http://shop.liverich.co.th/streetsmartlp/ ได้เลยครับ

**********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
25 กุมภาพันธ์ 2559
**********************************************************

การซ้อมรบมิลเลนเนียมชาเลนจ์ 2002: เมื่อกลยุทธ์ตัดสินใจโดยการคิดวิเคราะห์ ปะทะ การใช้สัญชาตญาณ

เมื่อปี 2002 กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ได้ทดลองเกมการรบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุ่มงบกว่า 250 ล้านดอลลาร์ โดยเรียกการซ้อมรบผ่านเกมจำลองครั้งนี้ว่า มิลเลนเนียมชาเลนจ์ 2002 (Millennium Challenge 2002) เกมจำลองการรบครั้งนี้เป็นการสมมติสถานการณ์การต่อสู้ระหว่าง ฝ่ายสหรัฐอเมริกา หรือ Blue Team กับฝ่ายกองกำลังเถื่อน หรือ Red Team โดยฝ่ายสหรัฐฯ หรือ Blue Team มีอุปกรณ์ไฮเทคอย่างพร้อมพรัก ไม่ว่าจะเป็น ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ดาวเทียม อุปกรณ์ข่าวกรองต่างๆ ทำให้ได้รับข้อมูลข่าวกรองในปริมาณมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มีขั้นตอนการทำงานที่สมเหตุสมผล เป็นระบบ และแม่นยำ พวกเขาได้รับของเล่นทุกชิ้นในคลังสรรพาวุธของกระทรวงกลาโหมเลยทีเดียว ส่วนฝ่ายกองกำลังเถื่อน หรือ Red Team นำโดยนายพลแวนไรเปอร์ สมมติว่าเป็นกองกำลังกบฏของประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ ตามประวัติการรบแล้ว นายพลแวนไรเปอร์เป็นนายทหารผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่า สงครามนั้นทำนายล่วงหน้าไม่ได้ โดยเขายึดแนวคิดของนโปเลียนว่า “แม่ทัพไม่เคยรู้บางสิ่งอย่างแน่ชัด ไม่เคยเห็นศัตรูอย่างแจ่มแจ้ง และไม่เคยรู้ว่าอย่างชัดเจนว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน” เขาเกลียดการตัดสินใจที่อาศัยการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบตามที่กระทรวงกลาโหมพยายามพิสูจน์ในการซ้อมรบครั้งนี้ เพราะว่ามันใช้เวลานานเกินไป จึงไม่เหมาะต่อการนำไปใช้ในสถานการณ์สงครามอย่างยิ่ง เราพอจะพูดได้ว่า การซ้อมรบครั้งนี้เป็นการพิสูจน์กลยุทธ์การทำสงครามระหว่าง ฝ่ายที่เน้นการรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจอย่างเป็นระบบ กับฝ่ายที่เน้นสัญชาตญาณนำการรบ นั่นเอง

MilleniumChallenge2002

เกมการรบครั้งนี้ ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) เพื่อจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาอย่างสมจริงจนคนในห้องซ้อมรบมองไม่ออกว่าเป็นเรื่องสมมติ การซ้อมรบครั้งนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์ครึ่ง ในวันแรกของการซ้อมรบ ทีมสหรัฐฯได้ส่งกองกำลังหลายหมื่นนาย พร้อมกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย เพื่อล้อมกองกำลังทีมสีแดงของแวนไรเปอร์ เมื่อแสดงแสนยานุภาพให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ก็ยื่นข้อเสนอให้แวนไรเปอร์ยอมจำนน ทีมสหรัฐฯมีข้อมูลชัดเจนว่าทีมแวนไรเปอร์ฯมีจุดอ่อนตรงไหน ตั้งใจจะทำอะไรต่อไป และเริ่มตัดเสาส่งคลื่นไมโครเวฟและระบบไฟเบอร์ออปติกของแวนไรเปอร์ เพราะคิดว่าจะบีบให้แวนไรเปอร์ไปสื่อสารด้วยดาวเทียมและโทรศัพท์มือถือ แต่ปรากฏว่า แวนไรเปอร์ไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย เขาสื่อสารด้วยเมสเสนเจอร์ขี่มอเตอร์ไซค์ หรือใส่ในข้อความบทสวดมนต์ส่งผ่านในมัสยิด การนำเครื่องบินขึ้นก็ทำโดยใช้ระบบไฟสัญญาณ แบบยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่ใช่ระบบสื่อสารวิทยุที่ล่มไปแล้ว พอวันที่สอง แวนไรเปอร์ ส่งกองเรือลำเล็กๆ เข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อติดตามเรือทีมสหรัฐฯ และระดมยิงนาน 1 ชั่วโมงด้วยขีปนาวุธขนาดเล็กอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จนทำให้ เรือ 16 ลำของทีมสหรัฐต้องจมไปนอนก้นอ่าวเปอร์เซีย ถ้าการซ้อมรบครั้งนี้เกิดขึ้นจริง ทหารอเมริกันจะต้องเสียชีวิตกว่า 20,000 คนก่อนที่กองทัพของเขาจะทันยิงปืนด้วยซ้ำ และจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของกองทัพสหรัฐนับตั้งแต่เพิร์ลฮาร์เบอร์เลยทีเดียว

วันรุ่งขึ้น นายทหารผู้ดูแลปฏิบัติการซ้อมรบครั้งนี้ ตัดสินใจให้เริ่มทุกอย่างใหม่ทั้งหมด เรือรบทั้ง 16 ลำที่จมอยู่ใต้ก้นอ่าวเปอร์เซีย ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมื่อทีมแวนไรเปอร์ยิงขีปนาวุธใส่ทีมสหรัฐฯ ผลปรากฏว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธจะยิงมันตกทุกลูก เขาถูกห้ามใช้เรดาร์เพื่อไม่ให้แทรกแซงฝ่ายสหรัฐฯได้ พูดง่ายๆคือ การซ้อมรบรอบที่สองนี้ถูกเขียนบทไว้หมดแล้ว ทำให้ทีมสหรัฐฯเป็นฝ่ายชนะไปอย่างเด็ดขาดในรอบสองนี้ กระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จของนโยบายการรบแบบใหม่ที่ใช้ข่าวสารข้อมูลปริมาณมหาศาลและการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเป็นปัจจัยสู่ชัยชนะ ตามบทที่พวกเขาตั้งไว้ตั้งแต่ก่อนซ้อมรบ

เพื่อให้ได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ เราต้องมองข้ามผลการซ้อมรบอย่างเป็นทางการ แต่หันกลับไปศึกษาความสำเร็จของแวนไรเปอร์ที่ถล่มทีมสหรัฐฯได้ในช่วงสองวันแรก แวนไรเปอร์ให้ข้อคิดไว้ว่า “ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างการคิดวิเคราะห์กับการตัดสินใจตามสัญชาตญาณแล้ว คงไม่มีแบบไหนดีหรือแย่กว่ากันหรอก แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อคุณใช้วิธีที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์” ในระหว่างการสู้รบจริงๆ ผู้นำต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ไม่สามารถนั่งรอข้อมูลวิเคราะห์ให้ชัดเจนแล้วค่อยตัดสินใจ “ถ้าคุณเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาข้อมูล ดีไม่ดีคุณจะจมกองข้อมูล”

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
21 กุมภาพันธ์ 2559
*********************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ Blink โดย Malcolm Gladwell บทที่ 4: Paul Van Riper’s Big Victory – Creating Structure for Spontaneity
เครดิตภาพประกอบจาก http://archive.defense.gov

จากวันคนโสด ถึง Black Friday กลยุทธ์กระตุ้นยอดขายของธุรกิจค้าปลีก

ตามตำราการตลาดที่เรียนเหมือนกันทั่วโลกนั้น กลยุทธ์ทางการตลาดแบบดั้งเดิม ก็คือ 4Ps ซึ่งประกอบด้วย Product (ผลิตภัณฑ์), Price (ราคา), Place (ช่องทางจำหน่าย), Promotion (การส่งเสริมการตลาด) นักการตลาดจะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ผสมผสานกันให้ลงตัวจึงจะประสบความสำเร็จ ในบรรดาทั้งสี่ข้อนั้น กลยุทธ์ข้อที่ 4 Promotion เป็นกลยุทธ์สำคัญอย่างยิ่งในธุรกิจค้าปลีก

SinglesDayToBlackFriday

สุดยอดของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด หรือ โปรโมชั่น นั้น ก็คือ ทำให้เกิดเป็นกระแสหลักของสังคม ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้ไม่งั้นจะตกกระแส ซึ่งจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ สูงกว่ายอดขายปกติหลายเท่าตัว จนทำให้ต้นทุนการทำโปรโมชั่นมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น

อย่าง อาลีบาบา เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจีน ก็ได้เกาะกระแส วันคนโสด (Singles’Day) จนกลายเป็นเทศกาลขายของออนไลน์ที่ทำยอดขายสูงสุดในโลก อันที่จริง วันคนโสด นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจค้าปลีก แต่เริ่มจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนานกิงเมื่อปี 1993 ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลข 1 ซึ่งเป็นเลขคี่คล้ายกับคนยืนอยู่คนเดียว ไม่มีคู่ หรือคนโสด นั่นเอง และวันที่ 11 เดือน 11 ก็เหมือนกับคนโสดยืนอยู่ 4 คน จึงกำหนดให้วันนี้เป็นวันฉลองสำหรับนักศึกษาที่ยังไม่มีแฟน กระแสวันคนโสดนี้ได้แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนในปี 2009 เว็บไซต์ อาลีบาบา ของ แจ็ค หม่า ก็เลือกเอาวันนี้สร้างเป็นกระแส จัดกิจกรรมลดราคา ขายของผ่านระบบออนไลน์ จนประสบความสำเร็จ สร้างยอดขายถล่มทลาย โดยในปีแรก มียอดขายวันนี้วันเดียว 8 ล้านดอลลาร์ฯ ปีต่อๆมา ยอดขายก็ทวีคูณอย่างไม่น่าเชื่อ ล่าสุดเมื่อ 11 พ.ย. 2015 ยอดขายวันนี้ก็สูงถึงกว่า 14,300 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นเทศกาลขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว

ส่วน Black Friday นั้น ก็เป็นเทศกาลขายของสำคัญของประเทศสหรัฐอเมริกา และกระจายไปหลายๆประเทศ โดยถือเอาวันศุกร์หลังวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day ตรงกับวันพฤหัสที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี) อย่างปีนี้ Black Friday ก็ตรงกับวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2015 ว่ากันว่า ที่มาของเทศกาลนี้มีอยู่ 2 แบบ โดยแบบหนึ่งมาจากการที่ธุรกิจค้าปลีกมียอดตัวแดงที่แปลว่าขาดทุนมาตลอด 11 เดือน เมื่อถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ก็เป็นช่วงทำโปรโมชั่นเพื่อให้ตัวเลขกลับมาเป็นตัวดำ หรือมีกำไรนั่นเอง ในวันนี้ร้านค้าทั้งหลายในสหรัฐอเมริกาต่างพากันลดราคาเพื่อให้ลูกค้ารีบมาซื้อของเตรียมต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสในเดือนธันวาคม จนกลายเป็นกระแสนิยม และเป็นประเพณีในที่สุด ภาพข่าวที่เรามักพบเห็นในเทศกาลนี้คือผู้คนต่างแย่งกันเข้าไปซื้อของลดราคาจนเกิดการทะเลาะกัน ตัวเลขยอดขายใน Black Friday เป็นดัชนี้ชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดขายที่สูงถึง 50,900 ล้านดอลลาร์ ในปี 2014 (เป็นตัวเลขรวม 4 วัน) แต่ด้วยอัตราการเติบโตของยอดขายในช่วง 5 ปีหลังสุดประมาณ 4.3% ต่อปีเท่านั้น ส่วนยอดขายวันคนโสดของอาลีบาบาเติบโตในอัตรา 248% ต่อปีในช่วง 6 ปีที่จัดเทศกาลนี้ขึ้นมา

อีกไม่กี่ปี เทศกาลวันคนโสดของจีนคงจะมีตัวเลขยอดขายแซงหน้าเทศกาลแบล็คฟรายเดย์ของสหรัฐฯไปได้ไม่ยากนัก เหมือนกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่มีต่อโลกใบนี้นั่นเอง

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
26 พฤศจิกายน 2558
*********************************************************

เครดิตภาพประกอบจาก Reuters, http://www.hardwarezone.com.sg, AP Photo/Andy Wong, Chrionexfleckeri1350

ในที่สุด บริษัทต่างชาติก็คว้าสิทธิถ่ายทอดพรีเมียร์ลีกอังกฤษในไทยไป

เมื่อวานนี้ มีข่าวออกมาว่า ผลการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษในประเทศไทย สำหรับฤดูกาล 2016-2019 ได้ข้อสรุปแล้ว นั่นคือ บริษัท beIN SPORTS จากสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชนะการประมูล ได้สิทธิไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยตัวเลขราว 190 ล้านปอนด์ ซึ่งน้อยกว่าราคาประมูลครั้งที่แล้วที่ CTH ชนะไป (204.8 ล้านปอนด์) ส่วนผู้เข้าร่วมประมูลอีก 3 รายก็ต้องผิดหวังไป ได้แก่ แชมป์เก่า CTH, TrueVisions และ Fox Sports
ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อ 10 ส.ค. 58 (http://goo.gl/j9utks ) ว่า กลยุทธ์ที่ผู้เข้าประมูลจากไทยคิดว่าจะฮั้วกันเพื่อให้ได้ราคาประมูลต่ำสุดนั้น คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก “..โลกเศรษฐกิจเสรี กลยุทธ์เช่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลแน่นอนเสมอไป เพราะการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสำหรับประเทศไทยไม่ได้มีผู้เข้าร่วมประมูลจากเมืองไทยอย่างเดียวเท่านั้น ถึงเราจะฮั้วกันได้ ยังมีบริษัทต่างชาติที่เตรียมเข้าประมูลเหมือนกัน ซึ่งหากเขาได้ไป ก็จะเอากลับมาขายให้ผู้ประกอบการในไทยอีกทีในราคาที่สูงขึ้น..”

สุดท้ายก็เป็นไปตามคาดก็คือ ราคาไม่ได้ถูกลงซักเท่าไรเลย แม้ว่า CTH เข้าประมูลด้วยหวังว่าจะใช้เงินน้อยกว่าครั้งก่อน เพราะตัวเลขครั้งที่แล้วที่ราวๆ 200 ล้านปอนด์นั้น ขาดทุน ส่วน TrueVisions ก็เคยประมูลได้สำหรับฤดูกาล 2010-13 ที่ราคา 38 ล้านปอนด์ ก็ไม่อยากจ่ายแพงขนาด 200 ล้านปอนด์เช่นกัน แต่ปรากฏว่า ยังมีคู่แข่งจากต่างชาติอีก 2 เจ้า คือ Fox Sports และ beIN Sports มาแข่งด้วย ในที่สุด beIN ก็ชนะไปด้วยราคาราว 190 ล้านปอนด์ ต่ำกว่าครั้งที่แล้วเพียง 6-7% เท่านั้น แต่ถ้าคิดแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ราคาแพงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ต่อจากนี้ beIN ก็คงนำลิขสิทธิ์นี้มาขายต่อให้กับผู้ประกอบการในไทย ตามข่าวน่าจะชัดเจนแล้วว่า จะนำไปออกทาง TrueVisions เพราะตอนนี้ beIN ก็มีช่องรายการบนทรูวิชั่นส์อยู่แล้ว 1 ช่อง แต่ก็เชื่อว่า beIN น่าจะขายบางแมตช์ให้กับทีวีช่องอื่นๆที่ต่างก็สนใจจะถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษอยู่แล้ว ส่วน CTH คงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหนื่อยมากที่จะดึงฐานลูกค้าเก่าให้ยังคงเป็นสมาชิก CTH ต่อไป

สรุปก็คือ เจ้าของ Content อย่าง EPL ก็ยังคงเก่งเช่นเคย โดยสามารถวางกลยุทธ์จัดสภาพบรรยากาศและเงื่อนไขการแข่งประมูลจนได้ราคาใกล้เคียงกับของเดิมได้ แม้ว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไทยจะดูไม่ค่อยดีก็ตาม

*********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
5 พฤศจิกายน 2558
*********************************************************

เครดิตข่าวจาก หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับ 5 พ.ย. 2558

เรามองเห็นอะไรจากตารางผลตอบแทนกองทุนรวมช่วง 9 เดือนแรกของปี 58

 

Morningstar Thailand ได้สรุปผลตอบแทนของกองทุนรวมประเภทต่างๆย้อนหลังในรอบ 3 เดือน, 6 เดือน, 9 เดือนแรกของปี ไปจนถึง 5 ปี ช่องสีแดงคือขาดทุน ช่องสีเขียวคือกำไร ไล่โทนสีไปตามขนาดของผลลัพธ์ด้วย

MutualFund9M15

เราสามารถสังเกตเห็นได้ชัดว่า ในปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดีอย่างปีนี้ ผลตอบแทนย้อนหลังระยะใกล้ๆก็จะเป็นสีแดงเป็นส่วนใหญ่ (แปลว่าขาดทุนกันถ้วนหน้า) แต่เมื่อมองย้อนหลังไปไกลๆ กองทุนเกือบทั้งหมดต่างก็เป็นสีเขียวหรือมีกำไรด้วยกันแทบทั้งสิ้น

อย่างช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ส่วนใหญ่ติดลบ มีเพียงกองทุน Money Market (+1.19%), Short Term Bond (+1.73%), Mid/Long Term Bond (+1.58%), Europe Equity (+4.62%), Property Indirect (+6.84%) และ Healthcare (+4.27%) เท่านั้นที่มีผลตอบแทนเป็นบวก

แต่เราพอมองย้อนหลังไปถึง 5 ปี ก็พบว่า มีผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทั้งหมด เหลือเพียง Emerging Market Equity (-4.77%), Commodities Energy (-13.59%) และ Commodities Precious Metals (-1.86%) เท่านั้น

นั่นแปลว่า แม้ว่าในระยะสั้น จะขาดทุน ในระยะยาวแล้ว การลงทุนไม่ว่าประเภทไหนก็มีโอกาสสูงที่จะมีผลตอบแทนเป็นบวกด้วยกันทั้งสิ้น จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทการลงทุน อย่างกองทุนตลาดเงิน (Money Market) ที่มีความเสี่ยงต่ำก็ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีเฉลี่ยปีละ 2.32% ซึ่งพอๆกับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่อยู่ราวๆ 2.4%ต่อปี ส่วนกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีเฉลี่ยปีละ 11.27%

จากข้อสังเกตนี้ เราพอสรุปได้ว่า กลยุทธ์ที่เราทุกคนควรทำกับเงินเก็บก็คือ ควรนำเงินออมไปลงทุน อย่าเก็บเป็นเงินสดเฉยๆทั้งหมด เพื่อที่ว่าในอนาคตเงินที่เราหามาอย่างยากลำบาก จะเพิ่มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าในระยะสั้น เงินที่ลงทุนอาจติดลบบ้าง แต่ในระยะยาว มันจะทวีค่าสูงขึ้น ช่วยทุ่นแรงการออมเงินของเราไปได้มาก

แต่โปรดระลึกเสมอว่า ก่อนจะลงทุน ต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน เพราะการลงทุนนั้น ยิ่งรู้ ยิ่งกำไร (High Understanding, High Return) นั่นเอง

*************************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
3 พ.ย. 2558
*************************************************************

เครดิตข้อมูลจาก MorningStar Thailand

 

โอกาสซื้อหรือลงทุนอสังหาสำหรับคนมีเงินสด

เมื่อวาน (14 ต.ค. 58) คณะรัฐมนตรีได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอีกรอบ คราวนี้มุ่งไปที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นจักรกลสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เพราะมีการจ้างงานจำนวนมากกระจายไปทั่วประเทศและยังส่งเสริมให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ถือเป็นการออมเงินทางอ้อมระยะยาวอีกด้วย มาตรการที่ออกมาเมื่อวานนี้ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปที่สนใจจะซื้อบ้านมีอยู่ 3 ข้อ

ข้อแรกคือ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่นำไปซื้อบ้านหรือคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 20% ของราคาบ้าน โดยมีเกณฑ์ 5 ข้อ ได้แก่
(1) ต้องใช้สิทธิยกเว้นภาษีฯต่อเนื่องกัน 5 ปี นับแต่ปีภาษีที่มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน โดยแบ่งใช้สิทธิปีละเท่าๆกัน
(2) ต้องจ่ายค่าซื้อบ้าน และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้าน จนถึง 31 ธ.ค. 2559
(3) มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์
(4) ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาฯมาก่อน (แปลว่า ไม่เคยซื้อบ้านมาก่อน)
(5) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรจะประกาศต่อไป

มาตรการข้อแรกนี้ ถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์ เพราะไม่มีข่าวหลุดออกมาก่อนเหมือนมาตรการข้ออื่น ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย มาตรการนี้ก็คือ โครงการบ้านหลังแรก นั่นเอง ด้วยการลดภาษีให้กับคนซื้อบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สมมติว่า นายสมชาย ไม่เคยซื้อบ้านมาก่อน และมาซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท ซึ่งประมาณได้ว่า นายสมชายมีเงินเดือนราวๆ 50,000 บาท เพราะประมาณยอดผ่อนชำระที่ 20,000 บาทต่อเดือนและธนาคารปล่อยกู้ที่ 40%ของเงินเดือน ถ้าคิดทั้งปีก็เท่ากับมีเงินได้ 600,000 บาท โดยปกติ นายสมชายต้องเสียภาษีราว 29,000 บาทต่อปี แต่มาตรการนี้ให้หักลดหย่อนภาษีได้ 20% ของราคาบ้าน ซึ่งกรณีนี้เท่ากับ 600,000 บาทต่อปี ก็หมายความว่า นายสมชายไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย สามารถขอคืนภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายไปได้ทั้งหมด ถือว่าประหยัดเงินไปได้ถึง 29,000 บาทต่อปี เหมือนกับได้โบนัสมาอีก 0.58 เดือนเลยทีเดียว

ฃ้อสอง เป็นมาตรการการเงิน เป็นการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้สามารถกู้เงินจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการนี้ คือผู้ที่ไปกู้ธนาคารแล้วกู้ไม่ผ่าน ก็สามารถไปติดต่อ ธอส. เพื่อขอกู้ซื้อบ้านได้ด้วยเงื่อนไขผ่อนปรนกว่าธนาคารอื่น

ข้อสาม เป็นมาตรการลดค่าจดทะเบียนการโอน จากเดิม 2% ลดเหลือ 0.01% และค่าธรรมเนียมจดจำนอง จากเดิม 1% เหลือ 0.01% เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งมาตรการข้อนี้ให้ทั้งซื้อบ้านใหม่และบ้านเก่า โดยไม่มีเพดานราคากำหนดไว้ มาตรการนี้น่าจะส่งผลกระตุ้นผู้ที่คิดจะซื้อบ้านอยู่แล้วให้ซื้อบ้านเร็วขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ลองมาคำนวณกรณีนายสมชายดูว่า ถ้าซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท (สมมติให้ราคาประเมินกรมที่ดิน 2.5 ล้านบาท) โดยทั่วไป ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบค่าโอนคนละครึ่งกับผู้ขาย นั่นคือ เสีย 1% ของราคาประเมินกรมที่ดิน เท่ากับ 25,000 บาท แต่ด้วยมาตรการนี้จะชำระเพียง 250 บาทเท่านั้น และหากกู้เงินธนาคารเท่ากับราคาซื้อขายเลย (3 ล้านบาท) ปกติต้องเสียค่าจดจำนอง 1% ของยอดเงินกู้ ซึ่งเท่ากับ 30,000 บาท แต่ด้วยมาตรการนี้จะเสียค่าจดจำนองเพียง 0.01% หรือเท่ากับ 300 บาทเท่านั้น รวมๆแล้ว นายสมชายเสียค่าโอนและค่าจดจำนองเพียง 550 บาทเท่านั้น จากปกติต้องเสียเท่ากับ 55,000 บาท ประหยัดเงินไป 54,450 บาท

ตัวอย่างนายสมชายที่ผมสมมติขึ้นนี้ จะเห็นว่า ด้วยมาตรการข้อ 1 และข้อ 3 ของรัฐบาล เขาจะประหยัดเงินไปได้ถึง 83,450 บาท หรือเทียบเท่ากับได้โบนัส 1.67  เดือนเลยทีเดียว

เมื่อเรามาพิจารณาถึงสถานการณ์อสังหาฯในปัจจุบันที่มีปัญหาซัพพลายมากกว่าดีมานด์ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯต้องออกแคมเปญลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทำให้ผู้ซื้อสามารถต่อรองราคาได้มากกว่าภาวะปกติ และเมื่อมารวมกับเงินที่ประหยัดได้จากมาตรการของรัฐบาล ทำให้ช่วง 6 เดือนจากนี้ เป็นเวลาทองสำหรับผู้มีความพร้อมจะซื้อบ้านได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยซื้อบ้านมาก่อนเลยทีเดียว คำว่าผู้มีความพร้อมจะซื้อบ้านหมายถึง ผู้ที่ถือเงินสดเพียงพอที่จะดาวน์บ้านได้ เพราะต้องรีบโอนบ้านภายใน 6 เดือน (ราวๆเดือนเมษายน 2559) จึงจะได้ลดค่าโอนและจดจำนอง ซึ่งเป็นยอดเงินสูงทีเดียว

เรื่องนี้ย่อมเป็นการย้ำเตือนคำสอนด้านการลงทุนที่ว่า Cash is King อีกครั้ง นั่นคือ เมื่อเข้าภาวะเศรษฐกิจขาลง ผู้ถือเงินสดย่อมได้เปรียบเสมอ

**************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
14 ตุลาคม 2558
**************************************************