เทคนิคลดแรงกดดันในการรับตำแหน่งใหม่ของ เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลคนใหม่

สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลแล้ว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีข่าวอะไรน่าตื่นเต้นเท่ากับการเซ็นสัญญาว่าจ้างผู้จัดการทีมคนใหม่ของสโมสร นั่นคือ เจอร์เกน คล็อปป์ (Jurgen Klopp) อดีตผู้จัดการทีมดอร์ตมุนต์ ที่เคยพาทีมดังกล่าวคว้าแชมป์บุนเดสลีกาของเยอรมันได้ถึง 2 ครั้ง

JS74175528

เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เขาถูกคาดหวังทันทีว่าจะนำทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิป ลีกสูงสุดของอังกฤษ ให้ได้ ถ้วยนี้เป็นถ้วยที่ห่างหายไปจากชาวแอนฟีลด์มาแล้วกว่า 25 ปี นี่คือความกดดันที่ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลต้องแบกรับทุกยุคทุกสมัย แต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จมาตั้งแต่ปี 1990 แบรนดอน ร็อดเจอร์ เกือบทำสำเร็จเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน แต่ผ่านไปปีกว่า เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม

แรงกดดันอย่างนี้ไม่เป็นผลดีต่อการบริหารทีมเลย การที่ผู้เล่นและผู้จัดการทีมต้องทำงานภายใต้แรงกดดันว่าจะต้องคว้าแชมป์ให้ได้ภายในไม่กี่เดือนนั้น เปรียบเสมือนการแบกของหนักๆตลอดเวลา เป็นแรงกดดันไร้สภาพ เพิ่มความเครียด ให้กับทุกคนในทีม จนอาจไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น

รายงานข่าว บอกว่า คล็อปป์ได้เจรจาเรื่องนี้กับเจ้าของทีมอยู่นาน เขายืนยันว่า “ไม่มีเป้าหมายอันดับของทีมในฤดูกาลนี้ ทุกคนในทีมจะมุ่งเน้นไปที่การเล่นฟุตบอลตามแบบฉบับที่น่าจดจำ” เช่นเดียวกับ การสัมภาษณ์ครั้งแรกของเขาในตำแหน่งผู้จัดการทีมว่า “การเก็บชัยชนะเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการที่คุณจะชนะได้อย่างไร และลงเล่นเกมอย่างไร ผมเชื่อในปรัญญาการเล่นฟุตบอลที่มีอารมณ์ร่วม, มีความรวดเร็ว และมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทีมของผมต้องเล่นอย่างเต็มสูบ และเล่นให้ได้ถึงขีดสุดความสามารถในทุกๆ เกม”

สำหรับทุกท่านที่เข้ารับตำแหน่งงานใหม่ ลองนำเอาเทคนิคของคล็อปป์ไปใช้งานได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะตั้งเป้าอันดับหรือตัวเลขภายในไม่กี่เดือนแรกของการรับตำแหน่ง แต่ให้มุ่งเน้นไปที่แนวทางและวัฒนธรรมการทำงานที่ควรจะเป็นก่อน เมื่อทุกคนในองค์กรไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ความสำเร็จย่อมจะตามมาอย่างแน่นอน

ข่าวจาก http://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/jurgen-klopp-no-liverpool-fc-10242117

Puss in Boots นิทานสอนกลยุทธ์ จับเสือมือเปล่า

กาลครั้งหนึ่ง ชายชรายากจนผู้มีบุตรชาย 3 คนได้ล้มป่วยลง เมื่อเขาสิ้นใจ เขาเหลือสมบัติให้ลูกๆเพียง 3 อย่าง นั่นคือ โรงสีเล็กๆ, ลา และแมว ลูกชายคนโตได้เอาโรงสีไป คนที่สองเอาลาไป เหลือเพียงแมวให้กับ ทอม น้องชายคนสุดท้อง
puss_in_boots_coverทอมกลุ้มใจมากว่าเขากับแมวจะทำมาหากินเอาชีวิตรอดอย่างไร ปรากฏว่า เจ้าแมวตัวนั้นกลายเป็นแมวพูดได้ มันเสนอแผนการว่า ให้หากระสอบหนังกับรองเท้าบู้ตให้มัน แล้วมันจะจัดการเอง เมื่อเจ้าแมวได้ของที่ต้องการ มันก็ใส่รองเท้าบู้ต เอาแครอตใส่กระสอบ และสะพายกระสอบ มุ่งหน้าไปทุ่งนาซึ่งมีกระต่ายมากมาย มันทำเป็นนอนแกล้งตาย เมื่อกระต่ายเข้ามากินแครอตในกระสอบ เจ้าแมวรีบผูกปากกระสอบให้แน่น แล้วมุ่งหน้าไปยังปราสาทเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา และทูลฯว่า “ใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ได้รับบัญชาจาก ดยุกแห่งคาราบาส เพื่อนำกระต่ายมาเป็นของขวัญให้พระองค์”

วันต่อมา เจ้าแมวไปที่ทุ่งนาอีก คราวนี้เขาเอาข้าวโพดใส่ในกระสอบ พอเปิดกระสอบ นกกระทาก็บินเข้าไป เขาก็มัดปากกระสอบแล้วเอาไปถวายพระราชาในฐานะตัวแทน ดยุกแห่งคาราบาส หลังจากนั้น เจ้าแมวก็กลายเป็นอาคันตุกะประจำปราสาท

วันหนึ่ง ทอมกับแมวเดินอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าแมวรู้ว่า วันนี้พระราชาจะเสด็จพร้อมเจ้าหญิงอราเบลล่าผ่านมาทางนี้ เมื่อรถม้าประจำพระองค์ใกล้มาถึง เจ้าแมวบอกให้ทอมถอดเสื้อผ้าและกระโดดลงไปในแม่น้ำ ทอมทำตามอย่างงงๆ ฝ่ายแมวก็ตะโกนว่า “ช่วยด้วย! ช่วยเจ้านายข้า ดยุกแห่งคาราบาสด้วย” เมื่อราชรถผ่านมาถึง พระราชาจำเจ้าแมวได้เลยให้ทหารช่วยทอมขึ้นมา แล้วให้คนรับใช้ไปหาชุดของเจ้าชายมาให้ พระราชาและเจ้าหญิงจึงรู้จักทอมในฐานะ ดยุกแห่งคาราบาส แล้วทั้งหมดก็ร่วมทางกันไปส่งดยุกแห่งคาราบาสที่ปราสาท แต่เจ้าแมวรีบวิ่งนำหน้าไป พร้อมสั่งชาวนาระหว่างทางให้บอกพระราชาว่า ดยุกแห่งคาราบาส เป็นเจ้าของที่นาทั้งหมด มิฉะนั้นเจ้านายของเขาจะสับพวกเขาไปทำเนื้อสับให้หมด ชาวนาตกใจกลัวก็พากันบอกพระราชาตามที่แมวสั่งไว้ เป็นอย่างนี้ไปตลอดทาง

เจ้าแมวนำรถม้าไปจนถึงปราสาทของยักษ์กินคนที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์อะไรก็ได้ ยักษ์ให้แมวเข้าไปหวังจะกิน แต่เจ้าแมวกลับท้าทายให้ยักษ์ลองแปลงร่างเป็นสิงโต และต่อมาขอให้แปลงเป็นหนู เมื่อยักษ์หลงกลแปลงร่างเป็นหนู แมวก็รีบตะครุบกินทันที เมื่อพระราชามาถึง ปราสาทก็กลายเป็นของ ดยุกแห่งคาราบาส แล้ว หลังจากการต้อนรับอย่างหรูหรา พระราชาก็ประทับใจในมารยาทและอุปนิสัยของดยุกที่แม้จะมั่งคั่งล้นฟ้า ก็ไม่ลืมตัว ยังต้อนรับพระองค์ด้วยความอ่อนน้อม พระองค์จึงเอ่ยปากให้ดยุกมาแต่งงานกับเจ้าหญิงอราเบลล่า และแล้ว ทอม ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง และกลายเป็น เจ้าชาย อยู่กับเจ้าหญิงอย่างมีความสุขในปราสาท เช่นเดียวกับเจ้าแมวเจ้าเล่ห์แสนกล ที่เรียกกันว่า Puss in Boots

นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานพื้นบ้านของยุโรป พบหลักฐานเป็นหนังสือครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เขาว่ากันว่า ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ ให้รู้ถึงความสำคัญของความไม่ย่อท้อต่อสถานการณ์ลำบากและการรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ รวมถึง การรู้จักแต่งตัวและการวางตัวให้เหมาะสม ส่วนผมเองมองว่า นิทานเรื่องนี้แสดงให้เห็นกลยุทธ์ “จับเสือมือเปล่า” อย่างชัดเจน สำหรับคนที่ไม่มีทุนรอนติดตัวมา บางครั้งการใช้กลยุทธ์นี้ก็สามารถพลิกชีวิตขึ้นมาได้

ผมเล่านิทานเรื่องนี้ให้ลูกฟัง พร้อมเตือนเขาไปด้วยว่า แม้ว่าเจ้าแมวจะฉลาดเจ้าเล่ห์จนทำให้เจ้านายเขากลายเป็นเจ้าชายได้ แต่หากพระราชาจับโกหกได้ พวกเขาก็จะหมดความน่าเชื่อถือตลอดไปด้วย ถ้าจะให้ดี ควรรู้จักใช้หัวพลิกแพลง แต่อย่าโกหกอย่างเจ้าแมวเลย สำหรับเราแล้ว ผลของการโกหกมันได้ไม่คุ้มเสียหรอก ในทางกลับกัน ผมก็สอนเขาด้วยว่า สมมติว่าเราเป็นพระราชาในนิทาน เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่ให้ถูกคนอื่นหลอกเช่นกัน บางครั้งคนที่แต่งตัวดูดี ใช่ว่าจะพูดความจริงเสมอไป โลกมันก็เป็นอย่างนี้เอง

*************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
2 ตุลาคม 2558
*************************************************

 

เคล็ดลับ 3 ข้อจาก เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน

12002293_1005130326198402_3461221424096807321_nเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (13 ก.ย. 2558) ผมมีโอกาสได้สนทนากับ เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้ง Virgin Group ซึ่งได้แวะมาเมืองไทยเพื่อพบปะกับชาว Virgin Thailand โดยมีพี่ประเสริฐ แกะดำทำธุรกิจ และอีก 3-4 ท่านร่วมวงอยู่ด้วย ในช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกันสั้นๆ พี่ประเสริฐได้ถามเซอร์ริชาร์ดว่า คุณมีธุรกิจมากมาย แล้วบริหารเวลาได้อย่างไร? ท่านเซอร์ตอบได้ใจความว่า เขามีคนเก่งๆมาช่วยมากมาย และยังมีความหลงใหล (Passion) ในงานที่ทำด้วย ซึ่งจะทำให้คุณหาเวลาได้เอง ที่สำคัญต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง จะได้มีพลังทำงานเต็มที่ และก็ตบท้ายว่า พวกเราไปออกกำลังกายที่ Virgin Active หรือยัง?

ด้วยบทสนทนาสั้นๆนี้ ผมถือว่าได้รับเคล็ดวิชาจากสุดยอดผู้ประกอบการระดับโลกอย่าง Sir Richard Brandson มาด้วยกัน 3 ข้อ นั่นคือ

1) ต้องใช้พลังทวี (Leverage) แบบ Other People’s Time คือมีคนเก่งๆมาช่วยทำงานให้

2) ต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อจะได้ทำงานที่เราหลงใหล และ

3) ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ต้องพร้อมขายของเสมอ (ท่านเลยชวนพวกเราไปออกกำลังที่ Virgin Active ของท่านไง)

*********************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
15 กันยายน 2558
*********************************************

กลยุทธ์ทำให้นกร้องเพลง ตอน 2 โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ

ตอนที่แล้ว ผมได้เล่าเรื่องของท่านโอดะ โนบุนะกะ ไปแล้ว มาถึงตอนที่ 2 ก็เป็นเรื่องของท่านโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้เฉลียวฉลาดและชำนาญงานการเมืองการปกครองมากที่สุด ผู้ที่บอกว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะสอนให้มันร้องเพลงให้ได้”

hideyoshi2

โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ เกิดเมื่อ 2 ก.พ. ค.ศ. 1536 อายุน้อยกว่าโนบุนะกะ 2 ปี ฮิเดโยชิเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน ไม่มีสายเลือดซามูไรหรือชนชั้นสูงอยู่เลย เมื่อโตขึ้น ได้ออกจากบ้านเพื่อไปเป็นทหาร เข้าร่วมกับกองทัพของโนบุนะกะในตำแหน่งพลทหารรับใช้ ผู้ดูแลรองเท้าให้โนบุนะกะ ต่อมา เขาได้แสดงความสามารถไต่เต้าตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ สามารถคิดกลยุทธ์เข้ายึดปราสาทกิฟุได้ จนได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพ เข้าร่วมทำศึกมากมายจนกลายเป็นขุนพลคนสำคัญของโนบุนะกะ

เมื่อโนบุนะกะเสียชีวิตจากการก่อกบฏของ อาเคชิ มิทสึฮิเดะ ทาง ฮิเดโยชิ จึงนำทัพเข้าปราบกบฏและเอาชนะพร้อมสังหารมิทสึฮิเดะได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ จากนั้น ฮิเดโยชิ ได้อ้างตนเป็นผู้คุ้มครองตระกูลโอดะ โดยเขาประกาศตั้ง โอดะ ฮิเดโนบุ บุตรชายวัยห้าขวบของโอบุนากะขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลโอดะคนใหม่ ทั้งๆที่ยังมีคนในตระกูลโอดะคนอื่นโตพอจะสืบตระกูลได้ ทำให้ขุนพลในตระกูลรู้ทันทีว่าฮิเดโยชิวางแผนจะขึ้นเป็นใหญ่ จึงเกิดการต่อสู้กัน ในที่สุด ฮิเดโยชิก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด และก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในภาคกลางของญี่ปุ่น แต่เขาไม่สามารถขึ้นเป็น โชกุน ได้เพราะชาติกำเนิดเป็นเพียงชาวนาเท่านั้น เป็นได้เพียงตำแหน่ง คัมปะกุ (Kampaku) หรือผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ เท่านั้น

ในเวลานั้น กล่าวได้ว่า ฮิเดโยชิ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ในด้านการปกครอง เขาได้ดำเนินการสำรวจที่ดินที่ใช้ในการเกษตรทั้งหมด ทำให้เกิดการปฏิรูปการใช้ที่ดินและพัฒนาผลผลิตการเกษตร, เขาเร่งยึดอาวุธจากชาวนาในชนบท เพื่อป้องกันการเกิดกบฏชาวนา โดยอ้างว่าต้องเอาไปหลอมเพื่อหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เรียกว่า การล่าดาบ (Sword Hunt), สนับสนุนให้ไดเมียวออกกฎหมายควบคุมสมาชิกของตนเองทำให้เกิดระบบสังคมชนชั้นที่ชัดเจน, ส่งเสริมการค้าเสรี สนับสนุนการต่อเรือ แต่งเรือสินค้าไปต่างประเทศ เปิดรับเรือสินค้าจากชาติอื่นๆ โดยมีเมืองนางาซากิ เป็นเมืองท่าติดต่อกับนานาชาติ ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรืองอย่างมาก

oda_nobunaga_toyotomi_hideyoshi_map_of_conquest
แผ่นดินญี่ปุ่นในยุคของ โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ
ในด้านการทหาร เขาได้บุกยึดเกาะชิโกกุ เกาะคิวชู จนสามารถรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นที่แตกแยกมาหลายร้อยปีให้กลับมารวมกันได้ จากนั้น เขาต้องการแผ่ขยายอำนาจไปไกลกว่านั้น จึงส่งกองทัพ 150,000 คนไปบุกเกาหลี ครั้งแรกในปี 1592 โดยขึ้นฝั่งที่เมืองปูซาน เข้ายึดเมืองฮันซอง (กรุงโซลในปัจจุบัน) โดยใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น จากนั้น บุกยึดเมืองเปียงยาง แต่ทางราชวงศ์หมิงของจีน ได้ส่งกองทัพเข้ามาช่วยเกาหลี ทำให้ต้องเจรจาสงบศึก ต่อมา ฮิเดโยชิได้ส่งกองทัพมาบุกเกาหลีอีกครั้งในปี 1597 แต่ครั้งนี้ จีนและเกาหลีได้เตรียมการไว้อย่างดี ทำให้การบุกครั้งไม่สำเร็จอีกครั้ง

ช่วงท้ายของชีวิตฮิเดโยชิ เขาทราบดีว่า ด้วยชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยทำให้เขาไม่ได้เป็นโชกุน เขาจึงวางแผนให้บุตรชายวัย 5 ขวบของเขาขึ้นสืบทอดอำนาจ ด้วยการแต่งตั้ง สภาไทโร ซึ่งประกอบด้วยผู้อาวุโส 5 คน คือ โตกุกาวะ อิเอยาสุ, มาเอดะ โทชิอิเอะ, อุกิตะ ฮิเดอิเอะ, อุเอสึงิ คาเงคัตสึ และ โมริ เทรุโมโตะ เพื่อช่วยบริหารบ้านเมืองและคานอำนาจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อ ฮิเดโยชิได้เสียชีวิตในปี 1598 ด้วยวัย 61 ปี สภาไทโรก็แตกเป็นสองฝ่าย ในที่สุด โตกุกาวะ อิเอยาสุ ก็รวบอำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่แทนทายาทของฮิเดโยชิ

โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นตัวอย่างของบุคคลผู้สามารถสร้างตนจนประสบความสำเร็จสูงสุดในแผ่นดิน แม้ว่าจะเกิดมาในตระกูลที่ยากจนและต่ำต้อย ในแง่กลยุทธ์ เขาไม่มีเงินทุนตั้งต้นใดๆเลย มีจุดตั้งต้นแย่กว่าโนบุนากะเสียอีก จำเป็นต้องเริ่มจากการเป็นลูกจ้างของคนอื่น แสดงความรู้ความสามารถจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำ อีกทั้งเมื่อขึ้นเป็นใหญ่ ยังสามารถบริหารประเทศจนมีเศรษฐกิจรุ่งเรือง แผ่ขยายอำนาจข้ามทะเลไปเกาะอื่นๆ กล่าวได้ว่าเขาประสบความสำเร็จจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มาจากตระกูลต่ำต้อย อีกทั้งทายาทยังมีอายุน้อยมาก จึงไม่สามารถสืบต่ออำนาจของเขาต่อไปได้

หากเรานำมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุน ฮิเดโยชิ เปรียบเสมือนนักลงทุนที่เริ่มจากเงินทุนเป็นศูนย์ แต่เขาไม่ได้ใช้กลยุทธ์กล้าได้กล้าเสียเท่ากับโนบุนากะ เขาค่อยๆสะสมทุนให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อโอกาสทำกำไรที่มีความเสี่ยงต่ำมาถึง (วันที่โนบุนากะเสียชีวิต) เขาก็ทุ่มทุนที่สะสมมาสุดตัวและพลิกชีวิตขึ้นมาทันที จากนั้น เขาใช้ความได้เปรียบที่ได้มา ขยายพอร์ตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในประเทศ จึงข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จสูงสุดตามที่หวัง แต่พอร์ตในประเทศของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรนัก ผมคิดว่า นักลงทุนรายย่อยที่มาจากครอบครัวธรรมดา ไม่มีเงินถุงเงินถัง สามารถเรียนรู้ประวัติของฮิเดโยชิแล้วนำมาใช้กับชีวิตของเรา เพื่อที่ว่าจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
11 กันยายน 2558
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ฉบับสร้างชาติ โดย วีระชัย โชคมุกดา

 

กลยุทธ์ทำให้นกร้องเพลง ของ 3 วีรบุรุษสร้างชาติญี่ปุ่น ตอน 1

คนญี่ปุ่นมีเรื่องเล่ากันว่า หากถามวีรบุรุษผู้รวมชาติญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 16 ทั้งสามท่านว่า มีนกเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ เราอยากให้นกร้องเพลงให้เราฟัง เราจะต้องทำอย่างไร

ท่านโอดะ โนบุนะกะ ตอบว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะฆ่ามันให้หมด”
ท่านโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ตอบว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะสอนให้มันร้องเพลงให้ได้”
ท่านโตกุกาวะ อิเอยาสุ ตอบว่า “ถ้านกไม่ยอมร้องเพลง ข้าจะเฝ้ารอคอยให้มันร้องเพลง”

เรื่องเล่านี้สะท้อนกลยุทธ์ที่แตกต่างกันของทั้งสามท่านที่อยู่ร่วมสมัยกัน และได้สร้างวีรกรรมจนทำให้ญี่ปุ่นสามารถรวมชาติได้ โนบุนากะใช้ความเด็ดขาดปราบปรามเมืองต่างๆจนก้าวขึ้นเป็นใหญ่ ท่านฮิเดโยชิใช้ความสามารถในการวางแผนและปกครองขยายอำนาจไปทั่วญี่ปุ่น แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นท่านอิเอยาสุ ที่เฝ้ารอคอยให้ทั้งสองท่านแรกเสียชีวิตไป แล้วก้าวขึ้นเป็นใหญ่อย่างแท้จริง และตระกูลของท่านก็สืบทอดอำนาจในตำแหน่งโชกุนมาอีกกว่า 250 ปี เราลองมาฟังเรื่องราวของท่านแรกกันดีกว่า

Odanobunagaโอดะ โนบุนากะ เกิดเมื่อ 23 มิ.ย. ค.ศ. 1534 พ่อของเขาเป็นไดเมียว เจ้าแคว้นโอวาริ แคว้นเล็กๆในตอนกลางเกาะฮอนชู เขาเป็นคนมุทะลุ เอาแต่ใจตนเอง จนได้ฉายาว่า “ควายแห่งโอวาริ” เมื่อเขาอายุได้ 17 ปี พ่อของเขาได้เสียชีวิตลง ด้วยความเป็นลูกชายคนโต เขาจึงขึ้นเป็นหัวหน้าครอบครัวและไดเมียวแทนพ่อของเขา แต่ในงานศพของพ่อ เขากลับก่อเรื่องทะเลาะอาละวาดกลางงาน ทำให้อาจารย์ของเขาต้องทำเซ็ปปุกุ (ฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง) เพื่อชดใช้ความผิดที่สั่งสอนศิษย์ได้ไม่ดี ด้วยความที่เขาขึ้นเป็นไดเมียวตั้งแต่อายุยังน้อยและยังมีชื่อเสียงไม่ดี ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับในหมู่ญาติพี่น้องและบริวาร มีการวางแผนฆ่าเขาหลายครั้ง แต่โนบุนากะรู้ก่อนและจึงได้ชิงลอบสังหารฝ่ายตรงข้าม ผู้ที่ต่อต้านคนสำคัญคนหนึ่งคือ น้องชายของเขาเอง โอดะ โนบูยูกิ ได้ก่อกบฏขึ้น เขาเอาชนะน้องชายได้ แต่แม่ของเขาขอร้องให้ไว้ชีวิตน้อง เขาจึงปล่อยไป ต่อมา โนบูยูกิได้วางแผนกบฏอีกครั้ง คราวนี้โนบุนากะได้ปล่อยข่าวว่าล้มป่วย หลอกให้น้องชายเข้ามาเยี่ยมจึงถูกสังหาร หลังเหตุการณ์นี้ โนบุนากะได้ส่งทหารเข้าไปยึดอำนาจจากผู้คิดกบฏทั้งหมด เขาจึงสามารถรวมอำนาจในแคว้นได้อย่างมั่นคงเมื่อปี 1559

ต่อมา อิมางาวะ โตชิโมโตะ ไดเมียวแห่งแคว้นมิคาวา ผู้คิดการใหญ่นำทัพ 25,000 คนจะไปทำสงครามกับเกียวโต โดยผ่านมาทางแคว้นโอวาริ ของโนบุนากะ ซึ่งมีทหารเพียง 2,000 กว่าคนเท่านั้น แทนที่โนบุนากะจะอ่อนน้อมต่ออิมางาวะ และให้ยกทัพผ่านไปโดยดี โนบุนากะกลับนำทัพเพียง 2,000 กว่าคนเข้าต่อสู้ ด้วยความชำนาญในภูมิประเทศ และการส่งกองกำลังเฉพาะกิจเข้าจู่โจมอิมางาวะขณะเกิดพายุฝน จนสามารถตัดศีรษะอิมางาวะได้ ทัพของโอบุนากะจึงเอาชนะทัพจากแคว้นมิคาวาสำเร็จ ชัยชนะครั้งนี้สร้างชื่อเสียงให้กับโนบุนากะโด่งดังไปทั่วประเทศ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเขาและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น มีคนเข้ามาสวามิภักดิ์กับเขาจำนวนมาก ศัตรูก็เปลี่ยนมาเป็นมิตร แม้กระทั่ง โตกุกาวะ อิเอยาสุ ก็เข้ามาอยู่ฝ่ายเขาด้วย

โนบุนากะ ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาได้ปรับปรุงกองทัพของเขาใหม่ ด้วยเหตุว่าแคว้นของเขาเป็นแคว้นเล็ก มีซามูไรน้อย เขาจึงนำชาวนามาเป็นทหาร แต่ทหารชาวนามีฝีมือรบด้อยกว่าชนชั้นซามูไรมาก เขาจึงพัฒนาหอกขึ้นมาเป็นอาวุธประจำตัวของทหาร แทนที่ดาบซามูไร เพราะว่าในสนามรบ หอกมีประสิทธิภาพในการรบเหนือกว่าดาบ หลายครั้งสามารถเอาชนะนับรบซามูไรที่ชำนาญดาบได้ นอกจากนั้น เขายังเอา ปืนคาบศิลา มาใช้ในกองทัพ โดยไม่สนการถูกปรามาสว่าเอาอาวุธของคนขี้ขลาดมาใช้ ทั้งหมดนี้ทำให้กองทัพของโนบุนากะกลายเป็นกองทัพที่เข้มแข็งเป็นที่เลื่องลือ

ระหว่างนั้น โนบุนากะขยายอำนาจด้วยการเสนอลูกสาวหรือน้องสาวให้ไปแต่งงานกับเจ้าแคว้นรอบข้าง ใครไม่ยอมรับข้อเสนอ เขาก็จะยกทัพไปโจมตี ชื่อเสียงของโนบุนากะโด่งดังไปถึงองค์จักรพรรดิที่เกียวโต จักรพรรดิจึงส่งพระราชสาส์นขอความช่วยเหลือต่อโนบุนากะ ให้ช่วยกอบกู้อำนาจจากโชกุนคืนมายังพระองค์ ขณะเดียวกันโชกุนก็ส่งหนังสือมาขอความช่วยเหลือจากเขาเช่นกัน เขาจึงมองว่า ตัวเขาเองได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้ปกป้องประเทศญี่ปุ่น เขาจึงจัดทำตรายางประจำตัวของเขาขึ้นมา มีข้อความว่า “ปกครองจักรวรรดิด้วยพละกำลัง” จากนั้น โนบุนากะ ได้ยกทัพมายังเมืองหลวงเกียวโต แต่งตั้งโชกุนหุ่นเชิดของเขาขึ้นมา พร้อมปราบปรามเมืองที่แข็งข้อ ด้วยความดีความชอบนี้ จักรพรรดิได้แต่งตั้งเขาเป็น ไนไดจิน หรือ อัครมหาเสนาบดี เขาจึงก้าวเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงในญี่ปุ่น

Azuchimomoyama-japan
อาณาเขตภายใต้การปกครองของโอดะ โนบุนากะ เมื่อถึงแก่กรรม ค.ศ. 1582

อย่างไรก็ตาม ผู้ต่อต้านเขายังคงมีอยู่จำนวนมาก หนึ่งในศัตรูสำคัญของโนบุนากะก็คือ พระนักรบในศาสนาพุทธ ที่มีอิทธิพลสูงมากในญี่ปุ่น ส่วนโนบุนากะเองนั้น ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ จึงได้เข้าปราบปรามพระนักรบเหล่านั้นด้วยความโหดเหี้ยม การกวาดล้างครั้งใหญ่คือ การที่เขานำทหาร 30,000 คนเข้าล้อมภูเขาฮิเออัน เขาศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธญี่ปุ่น แล้วเผาวัด ฆ่าทุกคนที่ถูกพบเห็น ไม่ว่าจะเป็น พระ สตรี และเด็ก และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เขาสร้างกำแพงล้อมชาวพุทธที่ตั้งมั่นอยู่ทางตะวันออกของเกาะฮอนชู แล้วจุดไฟเผาฆ่า 20,000 ชีวิตในนั้น

ในปี 1582 โนบุนากะได้นำทัพไปทำสงครามที่คิวชู ระหว่างทาง อาเคชิ มิตสึฮิเดะ ลูกน้องของเขา ได้วางแผนนำกองกำลังย้อนกลับมาล้อมโนบุนากะซึ่งขณะนั้นมีทหารคุ้มกันไม่มาก ไม่สามารถต้านทานได้ โนบุนากะตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง หรือเซ็ปปุกุ ปิดชีวิตนักรบผู้ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีแห่งซามูไร อย่างไรก็ตาม ผู้สืบทอดอำนาจของเขากลับไม่ใช่ลูกชายของเขา แต่กลายเป็น โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ขุนพลคนสนิทของเขาแทน

หากให้สรุปบทเรียนจากเรื่องราวของโนบุนากะในด้านกลยุทธ์ จะได้ข้อคิดว่า โนบุนากะเติบโตจากตระกูลที่มีอำนาจไม่มากนัก เขาจึงต้องใช้กลยุทธ์บุกตะลุยไปข้างหน้า ไม่เว้นทางถอย เพราะไม่มีทรัพยากรเหลือพอให้ถอย เขาไม่สนใจแบบแผนดั้งเดิม เพราะนั่นจะทำให้เขาสู้กับผู้มีอำนาจในขณะนั้นไม่ได้ เขาต้องคิดหาแนวทางใหม่ๆเพื่อให้เขาได้เปรียบคนอื่น เช่น นำชาวนามาเป็นทหาร ใช้หอกยาวแทนดาบ นำปืนมาใช้การต่อสู้ เป็นต้น กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของเขาเป็นหลัก แต่เขาไม่สามารถสร้างทายาทขึ้นมาสืบต่อได้ทันและเพียงพอ ทำให้เมื่อเขาพลาดท่าเสียที ตระกูลของเขาก็เสื่อมอำนาจลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเรานำมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุน โนบุนากะก็เหมือนกับนักลงทุนที่ไม่ได้มีเงินทุนตั้งต้นมากมายนัก เขาต้องใช้กลยุทธ์ทุ่มหมดหน้าตัก ถ้ามีโอกาสก็ใช้มาร์จิ้นเต็มที่ เมื่อเขาชนะ ผลตอบแทนจึงมากมายทวีคูณ เขาไม่เลือกเล่นหุ้นแบบมาตรฐาน แต่หาแนวทางใหม่ๆเพื่อเทรดสร้างผลตอบแทนให้เร็วและสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธ์ทุ่มสุดตัวเช่นนี้ เมื่อเขาพลาด สิ่งที่เขาสร้างมาก็ต้องสูญไปเกือบทั้งหมดเช่นกัน

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
8 กันยายน 2558
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดย วีระชัย โชคมุกดา

 

กลยุทธ์เอาตัวรอดด้วยคราสของโคลัมบัส

ในศตวรรษที่ 16 ระหว่างการเดินทางสำรวจโลกครั้งที่ 4 ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ กองเรือของเขาได้เผชิญกับพายุครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งเจอปัญหาหอยทะเลเจาะเนื้อไม้จนเรือเริ่มรั่ว ทำให้เขาต้องนำกองเรือขึ้นฝั่งที่ เกาะจาไมกา ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1503 เมื่อคณะขึ้นฝั่ง ชนพื้นเมืองบนเกาะจาไมกาได้ต้อนรับโคลัมบัสและลูกเรือด้วยความเป็นมิตร ดูแลให้อาหาร เครื่องดื่ม และที่พัก อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะของโคลัมบัสติดเกาะเป็นเวลานานหลายเดือนเพื่อรอความช่วยเหลือจากอาณานิคมสเปนใกล้ๆ ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อลูกเรือของโคลัมบัสได้เข้าไปขโมยของและทำร้ายชาวเกาะ ชาวเกาะจึงหยุดการให้อาหารและน้ำกับคณะของโคลัมบัส

Eclipse_Christophe_Colomb

หากเหตุการณ์ยังดำเนินเช่นนี้ต่อไป ขณะที่ความช่วยเหลือยังมาไม่ถึงเสียที คณะของโคลัมบัสคงต้องอดตายบน เกาะจาไมกาแน่ๆ เขาจึงคิดหากลยุทธ์ที่จะเอาตัวรอดให้ได้ แล้วเขาก็นึกถึง ปฏิทินดาราศาสตร์ (Ephemerides) ที่เขานำติดตัวมา ในปฏิทินนั้น ได้ระบุปรากฏการณ์จันทรุปราคา ซึ่งคำนวณโดย เรจิโอมอนตานุส (Regiomontanus) นักดาราศาสตร์และโหรชั้นนำของประเทศเยอรมัน เขาพบว่า จะเกิด จันทรุปราคาเต็มดวง ขึ้น ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1504 เขาจึงคิดแผนที่จะใช้ความรู้นี้พาคณะของเขาให้รอดจากสถานการณ์อดอยากในขณะนั้น

โคลัมบัสเชิญหัวหน้าเผ่าชนพื้นเมืองมาประชุมแล้วบอกหัวหน้าเผ่าว่า พระเจ้าของชาวคริสต์ทรงพิโรธต่อพฤติกรรมของชนพื้นเมืองมาก ที่ไม่ยอมดูแลให้อาหารและน้ำกับคณะของโคลัมบัสซึ่งเป็นผู้นับถือในพระเจ้า หากยังไม่ยอมดูแล พระเจ้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ปรากฏ โดยภายใน 3 คืนจากนี้ ซึ่งเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์จะลุกเป็นไฟด้วยพิโรธแห่งพระเจ้า แสงแห่งพระจันทร์จะดับลงไป อย่างไรก็ตาม หัวหน้าเผ่าและบริวารต่างไม่เชื่อในคำพูดของโคลัมบัส

ค่ำวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1504 เมื่อพระจันทร์เต็มดวงโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าตะวันออก ความผิดปกติของพระจันทร์ก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาชนพื้นเมือง เงาคราสได้เริ่มบดบังแสงจันทร์ และคืบคลานปกคลุมทั้งดวง ชนพื้นเมืองต่างแตกตื่นตกใจวิ่งมายังเรือของโคลัมบัส อ้อนวอนให้เขาช่วยขอร้องต่อพระเจ้าให้ยกเว้นโทษกับพวกเขาด้วยโดยพวกเขาจะดูแลคณะของโคลัมบัสอย่างดี โคลัมบัสจึงตอบว่า เขาจำเป็นต้องเข้าไปในห้องของเขาเพื่ออธิษฐานต่อพระเจ้า แล้วเขาก็กลับเข้าไปในห้องของเขาบนเรือ เปิดปฏิทินดาราศาสตร์ ใช้นาฬิกาทรายคำนวณเวลาที่คราสจะสิ้นสุดลง รอจนถึงเวลานั้นแล้วกลับออกมาบอกกับทุกคนว่า พระเจ้าทรงให้อภัยแล้ว จากนั้นพระจันทร์ก็เริ่มสว่างกลับมาอีกครั้ง

วันรุ่งขึ้น ชนพื้นเมืองรีบนำอาหารและน้ำมาให้คณะของโคลัมบัส ไม่กี่เดือนต่อมา เรือของสเปนก็เดินทางมาช่วยเหลือโคลัมบัสที่เกาะจาไมกา จากนั้น โคลัมบัสก็ได้นำคณะของเขาแล่นเรือกลับสเปน สิ้นสุดการเดินเรือสำรวจโลกครั้งสุดท้ายของเขา

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การมีความรู้เหนือกว่าคนอื่นย่อมทำให้สามารถคิดกลยุทธ์ที่เหนือกว่าคนอื่นเช่นเดียวกัน สมดังคำกล่าวที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” นั่นเอง

***************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
3 กันยายน 2558
***************************************************

 

 

กลยุทธ์พลิกฟื้นธุรกิจของกุชชี่

เมื่อกลางทศวรรษ 1990 โดเมนิโก เดอโซเล เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Gucci เขาต้องตัดสินใจว่าจะกอบกู้แบรนด์หรูแห่งนี้อย่างไร ระหว่างเดินหน้ากลยุทธ์ “รสนิยม ไม่ใช่กระแสนิยม” ต่อไป หรือต้องหากลยุทธ์อื่นที่จะช่วยให้บริษัทพลิกฟื้นกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม

กุชชี่ (Gucci) แบรนด์สินค้าหรูหราระดับโลก ก่อตั้งขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1923 เติบโตขึ้นมาด้วยคุณภาพของสินค้าที่เป็นเลิศและฝีมือการทำที่ประณีต ประสบความสำเร็จในอิตาลี และขยายไปทั่วโลก การเติบโตพุ่งทะยานในช่วงทศวรรษ 1970 เหล่าคนดังชั้นนำทั่วโลกต่างนิยมใช้สินค้าแบรนด์นี้ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหญิงเกรซ เคลลี และโซเฟีย ลอเรน ดาราชั้นนำ ต่างก็ถือกระเป๋ากุชชี่เสมอ หรือ ควีนอลิซาเบธแห่งอังกฤษ และเอเลนอร์ รูสเวลต์ อดีตสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา ก็ชื่นชอบร่มกุชชี่ ทำให้กุชชี่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมชั้นสูง เป็นที่ปรารถนาของสตรีทั้งหลาย ดังคำพูดของประธานคนที่สอง อัลโด กุชชี่ ที่ว่า “คุณภาพจะยังอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าราคาจะถูกลืมเลือนไปแล้ว” หากเราจะเปรียบเทียบกับแบรนด์หรูคู่แข่งแล้ว กุชชี่ก็อยู่ในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับ แอร์เมส

แต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงต้นทศวรรษ 1980 เกิดความขัดแย้งในครอบครัวกุชชี่ ถึงขั้นลูกชายฟ้องว่าพ่อโกงภาษี จน อัลโด กุชชี่ ประธานกุชชี่ต้องติดคุกที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างที่ทะเลาะกันในครอบครัว แบรนด์กุชชี่ก็ตกต่ำลง เพราะผู้บริหารได้ขายลิขสิทธิ์การใช้แบรนด์ไปให้สินค้ากลาดเกลื่อนไปหมด จนมีผลิตภัณฑ์ในชื่อ Gucci ถึง 22,000 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า ไพ่ ขวดเหล้าวิสกี้ จนทำให้กุชชี่กลายเป็นแบรนด์ราคาถูกและเกร่อไปหมด

กลางทศวรรษ 1980 มอริซิโอ กุชชี่ ทายาทคนหนึ่งของตระกูล ผู้มีหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกมีเสน่ห์ ก็ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัท พร้อมซื้อหุ้นจากคนอื่นๆในตระกูลได้สำเร็จ เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ทันทีว่า “กุชชี่เปรียบได้กับ รถแข่งชั้นเลิศระดับเฟอรารี่ แต่ถูกใช้งานเหมือนกับ รถบ้านคันเล็ก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กุชชี่จะมีคนขับคนใหม่ และด้วยเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และกลไกที่เหมาะสม เราจะคว้าชัยในการแข่งขัน” กุชชี่จะนำเสนอ “รสนิยม ไม่ใช่กระแสนิยม” เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่ “คุณจะไม่โยนทิ้งหลังสิ้นสุดฤดูกาล” “ครั้งหนึ่งการเป็นเจ้าของกุชชี่ถือเป็นสิทธิพิเศษ และเราจะทำให้มันเป็นเช่นนั้นอีกครั้ง”

ด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผนวกกับเสน่ห์แบบหนุ่มอิตาลีของมอริซิโอ ทั้งนายธนาคาร ผู้ถือหุ้น และผู้เกี่ยวข้อง ต่างก็เชื่อว่า มอริซิโอสามารถนำความยิ่งใหญ่กลับมาสู่กุชชี่ได้แน่นอน มอริซิโอจึงเริ่มดำเนินกลยุทธ์ตามวิสัยทัศน์นี้ทันที เขาลดจำนวนสินค้าที่ได้รับสิทธิให้ใช้ชื่อ Gucci จาก 22,000 ชนิด เหลือเพียง 7,000 ชนิด, ลดจำนวนแบบกระเป๋าถือจาก 350 แบบ เหลือ 100 แบบ, ปิดร้านกว่า 800 สาขาจาก 1,000 สาขา ฯลฯ ในด้านการตลาด มอริซิโอได้ให้ สปอนเซอร์ทีมชาติอิตาลีในกีฬาแข่งเรือใบ, เช่าอาคารหรูหราในมิลานเป็นสำนักงานใหญ่, ซื้อคฤหาสน์ยุคศตวรรษที่ 16 ทำเป็นศูนย์ฝึกอบรมพนักงาน ฯลฯ ในด้านสินค้า เขาได้ดึง ดอว์น เมลโล สุดยอดฝีมือจากธุรกิจค้าปลีกสินค้าหรู มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ ที่นำเสนอ “รสนิยม ไม่ใช่กระแสนิยม”

อย่างไรก็ตาม ผลจากการดำเนินงานตามกลยุทธ์ของมอริซิโอ กลับกลายเป็นว่า กุชชี่ต้องขาดทุนมากมายยิ่งกว่าเดิม ในช่วงปี 1991-1993 กุชชี่ขาดทุนรวมกันถึง 102 ล้านดอลลาร์ เฉพาะปี 1992 ปีเดียว ขาดทุนถึง 50 ล้านดอลลาร์จากยอดขาย 200 ล้านดอลลาร์ จนผู้ถือหุ้นที่เข้ามาลงทุนอย่าง อินเวสต์คอร์ป หมดความอดทน จึงซื้อหุ้นจากมอริซิโอมาทั้งหมด และเปลี่ยนผู้บริหารครั้งใหญ่ เมื่อเดือนสิงหาคม 1993 นี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกุชชี่ ที่ไม่มีคนในตระกูลกุชชี่ถือหุ้นหรือบริหารบริษัทอีกต่อไป

โดเมนิโก เดอ โซเล
โดเมนิโก เดอ โซเล

อินเวสต์คอร์ป ตัดสินใจแต่งตั้ง โดเมนิโก เดอ โซเล (Domenico De Sole) ขึ้นเป็น CEO คนใหม่ เดอโซเลเริ่มงานด้วยการเรียกตัวผู้บริหารทั่วโลกมาประชุมกันที่ฟลอเรนซ์เช่นเดียวกับที่มอริซิโอเคยทำ แต่ครั้งนี้ เดอโซเลไม่ได้เรียกมาประกาศวิสัยทัศน์ แต่เขาเรียกมาเพื่อรับฟังข้อมูล เขาต้องการแก้ปัญหา “ด้วยข้อมูล ไม่ใช่หลักการ” เขาต้องการเดินหน้าด้วยข้อมูลของจริง จากหน้างานจริง ไม่ใช่สัญชาตญาณ หลังจากรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว เขาพบว่า ยอดขายของกุชชี่ไม่ได้มาจากสินค้ารสนิยมแบบที่มอริซิโอวาดฝันไว้ แต่มาจากสินค้ากระแสนิยมที่ลูกค้าซื้อแล้วเปลี่ยนตามฤดูกาล นอกจากนี้ ด้วยภาวะขาดทุนติดต่อกันหลายปี เดอโซเลไม่มีงบประมาณมากพอที่จะทำตลาดเพื่อยกระดับแบรนด์กลับไปเทียบเท่าเดิมเคียงข้างแอร์เมส

ในที่สุด เดอโซเลตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะไม่ทวงคืนตำแหน่งทางการตลาดแบรนด์หรูกลับมาเช่นเดิมแล้ว แต่เขาจะพาแบรนด์ กุชชี่ให้อยู่ในระดับแบรนด์หรูระดับกลางค่อนข้างสูง ใกล้เคียงกับ ปราดา และหลุยส์ วิตตอง เขาตั้งเป้าว่า “กุชชี่จะเป็นผู้นำแฟชั่นที่มอบสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า” เมื่อเขามุ่งเป้าหมายไปที่ลูกค้ากระแสนิยม เขาก็แต่งตั้ง ทอม ฟอร์ด (Tom Ford) นักออกแบบวัย 32 ปีขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนอสไตล์ใหม่ของกุชชี่ สินค้าที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น นำสมัยมากขึ้น ออกใหม่ทุกฤดูกาล, ตกแต่งร้านสาขาใหม่ให้เข้ากับสไตล์ใหม่, เพิ่มงบโฆษณาขึ้นเท่าตัว ผลักดันทอม ฟอร์ด ขึ้นเป็นหน้าตาและตัวแทนของกุชชี่, สร้างสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ชั้นเยี่ยมไม่กี่ราย สนับสนุนให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนโดยรวม,​ยกเครื่องโครงสร้างต้นทุนครั้งใหญ่ และลดราคาสินค้ายกแผง 30% เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างชัดเจน

เพียงสามปีที่เดอโซเลขึ้นเป็น CEO กุชชี่ก็ได้รับตำแหน่ง บริษัทที่ยอดเยี่ยมแห่งปี และตลอดห้าปี (1995-2000) กุชชี่มีรายรับเพิ่มขึ้น 36% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54% สร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนเฉลี่ย 34% (สูงกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 10% เท่านั้น) มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า โดยคำนวณจากตอนกลางทศวรรษ 1990 ที่อินเวสต์คอร์ปเสนอขายกุชชี่ให้กับ LVMH ในราคา 400 ล้านดอลลาร์ แล้วถูกปฏิเสธ แต่พอปี 1999 มีข่าวว่า LVMH เสนอซื้อกุชชี่ทั้งกิจการที่ 8,000-9,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง เดอโซเล ไม่ต้องการขายหุ้นให้คู่แข่ง เขาจึงติดต่อให้กลุ่ม Pinault-Printemps-Redoute เข้ามาซื้อหุ้น 40% ในราคา 3,000 ล้านดอลลาร์แทน

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีศึกษา “กุชชี่” นี้คือ นักกลยุทธ์ต้องคิดกลยุทธ์มาจากข้อมูลจริงๆ ไม่ใช่ใช้สัญชาตญาณตัวเองอย่างเดียว ต้องลงไปคลุกฝุ่นติดดิน ไม่ใช่วางแผนอยู่บนหอคอยงาช้าง และเมื่อตัดสินใจเลือกกลยุทธ์แล้ว ก็ต้องดำเนินกลยุทธ์นั้นไปทุกองคาพยพของบริษัทเพื่อผลักดันให้กลยุทธ์นั้นนำพาบริษัทไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
31 สิงหาคม 2558
************************************************

ข้อมูลจาก หนังสือ The Strategist โดย Cynthia A. Montgomery บทที่ 5: Turn Purpose into Reality

เมื่อ Starbucks ใช้กลยุทธ์ขายไวน์และเบียร์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Starbucks เครือข่ายร้านกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ประกาศกลยุทธ์ใหม่ในชื่อว่า “Starbucks Evenings” ซึ่งเป็นการขายไวน์และเบียร์ หลังเวลา 16:00 น. โดยเริ่มจากร้านสตาร์บัคส์ 70 สาขา และคาดว่าจะมีการขยายบริการนี้ไปทั่วสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ทำไมร้านกาแฟยักษ์ใหญ่อย่างสตาร์บัคส์ถึงตัดสินใจขายไวน์และเบียร์ในร้าน นั่นจะทำให้ประสบการณ์ภายในร้านที่ถือว่าเป็นจุดแข็งที่สุดของสตาร์บัคส์เปลี่ยนไปหรือไม่

starbucks evenings1

 

เมื่อเรามาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของกลยุทธ์นี้ จะพบว่า ข้อดีข้อสำคัญก็คือ ช่วงเย็นถึงค่ำเป็นช่วงที่คนเข้ามาทานกาแฟค่อนข้างน้อย คนส่วนใหญ่ไม่อยากทานกาแฟตอนค่ำซึ่งอาจทำให้นอนไม่หลับได้ ดังนั้น การที่มีสินค้าตัวใหม่ที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อได้อีกในช่วงนี้จะเป็นการเพิ่มยอดขายได้อีกมาก แต่กลยุทธ์นี้ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันในแง่ที่ว่า เมื่อร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว บรรยากาศของร้านจะเปลี่ยนไปกลายเป็นผับเป็นบาร์ไปหรือไม่ แล้วจะทำให้ลูกค้าเก่าไม่พอใจหรือเปล่า เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่นั่งวิเคราะห์อยู่ในห้องทำงานไม่ได้ จำเป็นต้องทำวิจัยจากลูกค้าจริงๆ

ด้วยความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง Starbucks จึงได้เริ่มทดลองขายไวน์และเบียร์ช่วงเย็นตั้งแต่ปี 2010 โดยเริ่มต้นทดลองในร้านบางร้าน เช่น ร้านในรัฐวอชิงตัน, โอเรกอน, ลอสแอนเจลิส, ชิคาโก, ฟลอริดา และแอตแลนต้า ผู้บริหารระดับสูงของสตาร์บัคส์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เราได้เรียนรู้ว่าลูกค้าต้องการมาร้านสตาร์บัคส์เพื่อดื่มไวน์หรือเบียร์ซักแก้ว มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่ลูกค้าจะไปนั่งช่วงเย็นถึงค่ำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เป็นกันเอง เสียงไม่ดัง คุณสามารถนัดเพื่อนกลุ่มเล็กๆมานั่งพูดคุยกันได้” สตาร์บัคส์พบว่า ลูกค้าขาประจำของสตาร์บัคส์กว่า 70% ดื่มไวน์ ขณะที่คนอเมริกันที่ดื่มแอลกอฮอล์นั้น มีเพียง 31% เท่านั้นที่บอกว่าชอบไวน์ และจากร้านที่ทดลองโครงการนี้พบว่า ลูกค้าประจำของสตาร์บัคส์ชอบใจมาก ข้อมูลที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ 60% ของลูกค้าที่ใช้บริการนี้เป็นผู้หญิง เมื่อทำวิจัยเจาะลงไป พบว่า ลูกค้าเห็นว่า ร้านสตาร์บัคส์เป็นที่ที่ปลอดภัยและเหมาะต่อการชวนเพื่อนๆมาพบปะกันมากกว่าผับบาร์ การเสิร์ฟไวน์ได้ดึงดูดลูกค้าที่เป็นกลุ่มอ่านหนังสือ (Book clubs) กลุ่มถักนิตติ้ง และแม้กระทั่งกลุ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งก่อนหน้านี้มักใช้บ้านของคนในกลุ่มเป็นที่พบปะกัน

starbucks evenings3

การทำโครงการนี้ของสตาร์บัคส์ไม่ใช่แค่การหาไวน์และเบียร์มาขาย แต่บริษัทได้ออกแบบการให้บริการในร้านให้สอดคล้องกับบริการใหม่นี้ด้วย ตั้งแต่ การออกแบบที่นั่งภายในร้านที่ต้องเพิ่มเก้าอี้แบบลำลองมากขึ้น รวมถึงการคิดออกแบบโต๊ะและพื้นที่ที่เหมาะสำหรับผู้คนมานั่งพบปะพูดคุยจิบไวน์กัน, การออกแบบแก้วไวน์แบบไม่มีขา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการหกเลอะ, การออกแบบเมนูอาหารจานเล็กๆไว้แกล้มไวน์และเบียร์ เช่น ชีส, ไส้กรอก, ซาลามี ฯลฯ, การจัดหาไวน์และเบียร์ที่รสชาติเหมาะสมไปกันได้กับความเป็นสตาร์บัคส์, การฝึกอบรมบาริสต้าของร้านจากเดิมที่เน้นเรื่องกาแฟ ก็ต้องเพิ่มเรื่องไวน์และเบียร์ เพราะต้องแนะนำให้ลูกค้าได้ด้วย

หลังจากสตาร์บัคส์เตรียมความพร้อมมากว่า 5 ปี ตอนนี้จึงได้ประกาศใช้กลยุทธ์นี้ขยายไปยังร้านสตาร์บัคส์สาขาต่างๆทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าหากประสบความสำเร็จตามที่คาด ก็คงขยายไปใช้ยังร้านสาขาในประเทศต่างๆทั่วโลก สิ่งที่เราในฐานะนักกลยุทธ์น่าจะเรียนรู้จากเรื่องนี้ก็คือ การจะรู้ว่ากลยุทธ์ใดจะได้ผลหรือไม่ ก็ต้องทดลองนำไปใช้จริงๆ แล้วที่สำคัญที่สุดคือ นำผลจากการทดลองนั้นมาตัดสินใจว่าจะลุยต่อหรือไม่ และถ้าจะลุยต่อ ก็ต้องนำผลลัพธ์นั้นมาปรับปรุงให้กลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานนั้นดียิ่งขึ้น เราจึงจะประสบความสำเร็จได้จริงๆ

*****************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
24 สิงหาคม 2558
*****************************************************

เครดิตภาพจาก http://www.starbucks.com

กลยุทธ์ต้องพลิกแพลงตามสถานการณ์ ไม่ใช่ยึดติดตามตำรา

ตำราพิชัยสงครามซุนวู บทที่สอง ว่าด้วยการทำศึก เขียนไว้ว่า “เมื่อรบพึงชนะโดยเร็ว ยืดเยื้อทหารจะอ่อนเปลี้ย ขวัญกำลังใจจะเสีย…การทำศึกยืดเยื้อไม่เคยเป็นผลดีต่อประเทศชาติ” นั่นหมายความว่า ถ้าจะรบ ต้องรบให้ชนะอย่างรวดเร็ว อย่าทำศึกยืดเยื้อ แต่เมื่อครั้งสงครามจีน-ญี่ปุ่น (ปี 1937-1945) ญี่ปุ่นบุกเข้าจีนอย่างรวดเร็ว ยึดดินแดงจีนไปได้มาก เหมาเจ๋อตุงกลับเสนอให้ทำสงครามยืดเยื้อจึงจะชนะ ถามว่า เหมาเจ๋อตุงไม่รู้เรื่องตำราพิชัยสงครามหรือ ย่อมไม่ใช่ แต่นั่นเป็นเพราะเหมาเจ๋อตุงเป็นสุดยอดนักกลยุทธ์ จึงรู้ว่าต้องพลิกแพลงตามสถานการณ์

unk-serf

ตอนที่ญี่ปุ่นเข้าโจมตีจีนอย่างรวดเร็ว ทัพเจียงไคเช็คแตกพ่ายไม่เป็นกระบวน ชนชั้นนำจีนมีความเห็นออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกคิดว่าจีนต้องพ่ายแพ้แน่ๆ อีกฝ่ายหนึ่งกลับคิดว่าจีนประเทศใหญ่ คนเยอะ ถ้าจะเอาชนะญี่ปุ่น ต้องใช้กลยุทธ์รบเร็วแตกหักเร็ว จึงจะชนะญี่ปุ่นเด็ดขาด ฝ่ายแรกนั้นก็เป็นพวกสิ้นหวัง แต่ฝ่ายหลังก็เป็นนักยุทธศาสตร์ตามตำรา โดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงตอนนั้นเลย

เหมาเจ๋อตงได้ออกหนังสือตอนนั้นในชื่อว่า “ว่าด้วยสงครามยืดเยื้อ” วิเคราะห์สถานการณ์ตอบโต้ความเห็นทั้งสองฝ่าย และเสนอว่า ถ้าจีนจะชนะ ต้องทำสงครามยืดเยื้อ โดยเหมาได้ชี้แจงว่า ตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศจักรวรรดินิยมอันดับต้นๆของโลก ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อขยายอำนาจ แต่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็ก กำลังคน ทรัพยากร มีน้อย ทนสู้สงครามยาวนานไม่ได้ เหตุที่ญี่ปุ่นคิดก่อสงครามขยายอาณาจักรก็เพื่อแก้ปัญหานี้ คือจะได้ทรัพยากรจากประเทศที่ญี่ปุ่นเข้ายึด แต่เหมาบอกว่า สงครามกลับจะทำลายทรัพยากรที่ญี่ปุ่นต้องการต่างหาก และการสนับสนุนจากฝ่ายประเทศฟาสต์ซิสต์ต่อญี่ปุ่นนั้นจะเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศจีนนั้น เหมาวิเคราะห์ว่า เป็นประเทศที่อ่อนแอทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และการจัดตั้งทางการเมือง แต่ความอ่อนแอเหล่านี้ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รวมพลังคนจีนที่ต้องการฟื้นฟูปลดแอกประเทศจนเกิดพลังที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญ ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่โต ทรัพยากรมาก คนมาก ทหารมาก ยืนหยัดทำสงครามเป็นเวลานานได้ พูดง่ายๆก็คือ ญี่ปุ่นเปรียบเสมือนดวงตะวันกำลังตกดิน ส่วนจีนเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์แรกขึ้น ด้วยการวิเคราะห์นี้ เหมาเจ๋อตงจึงเชื่อมั่นว่า จีนต้องทำสงครามยืดเยื้อจึงจะเอาชนะญี่ปุ่นได้ ซึ่งตรงข้ามกับตำราพิชัยสงครามซุนวูเลยทีเดียว

ผลลัพธ์ของสงครามจีน-ญี่ปุ่นอันยืดเยื้อยาวนานเกือบสิบปีครั้งนั้น สิ้นสุดด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นไม่อาจรุกคืบยึดจีนได้ทั้งประเทศตามที่คาดหวัง แต่กลับไปเปิดสงครามทางฝั่งแปซิฟิคกับสหรัฐอเมริกา จนถูกอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิจนต้องยอมแพ้สงคราม พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้โอกาสหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ รุกคืบยึดพื้นที่ เอาชนะกองทัพของเจียงไคเช็คจนเจียงต้องหนีไปเกาะไต้หวัน และเหมาเจ๋อตงก็ได้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นสุดยอดนักกลยุทธ์ของเหมาเจ๋อตง ผู้ไม่ยึดติดกับตำรา แต่พลิกแพลงยุทธศาสตร์ตามสถานการณ์ อย่างแท้จริง

**********************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
20 สิงหาคม 2558
**********************************************************

ทีมฟุตบอลพรีเมียร์อังกฤษ ทำเงินเป็นอันดับ 1 ของลีกในยุโรป

เป็นที่รู้กันดีว่า ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่แฟนบอลชาวไทย แต่หากเรามาดูผลประกอบการของสโมสรเหล่านี้ พวกเขายังเป็นลีกอันดับหนึ่งหรือไม่

Screen Shot 2015-08-19 at 12.27.50 AM

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Deloitte ได้ออกรายงาน Annual Review of Football Finance สำหรับข้อมูลงบการเงิน ฤดูกาล 2013/14 โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ขอเริ่มจาก รายได้รวมของทีมฟุตบอลของแต่ละลีกในยุโรป ปรากฏว่า ทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษทำเงินเป็นอันดับ 1 ในยุโรป เป็นจำนวน 3,898 ล้านยูโร มีอัตราเติบโตสูงถึง 32% โดยมีลีกบุนเดสลีกาของเยอรมันทำเงินมาเป็นอันดับ 2 ที่ 2,275 ล้านยูโร (เติบโต 13%), อันดับ 3 จึงเป็นลาลีกาของสเปน ทำเงินได้ 1,933 ล้านยูโร (เติบโตเพียง 3%)

สาเหตุที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ มีอัตราการเติบโตสูงถึง 32% นั้น มาจาก ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลที่สูงถึง 1,760 ล้านยูโร (คิดเป็น 54% ของรายได้ทั้งหมด) ซึ่งเป็นปีแรกของแพกเกจลิขสิทธิ์ปัจจุบัน ที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้วว่าราคาสูงมากๆ เช่นเดียวกับ บุนเดสลีกาที่ได้เงินจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดจากแพคเกจปัจจุบันเป็นปีแรกเช่นกัน ดังนั้น จะเห็นว่า ธุรกิจฟุตบอลนั้น รายได้ที่สำคัญที่สุดคือ ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าจะกำไรหรือไม่ เชื่อมั้ยว่า ปัจจุบัน รายได้จากการขายตั๋วชมฟุตบอลของทีมพรีเมียร์ลีกมีสัดส่วนเพียง 19% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้นเอง

สำหรับสาเหตุที่ลาลีกาสเปนทำเงินได้อันดับสามนั้น สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการกระจุกตัวของรายได้อยู่เพียงไม่กี่ทีม ในฤดูกาล 2013/14 มีทีมที่มีรายได้สูงขึ้นเพียงสองทีมจากมาดริดเท่านั้น ส่วนอีก 18 ทีม รายได้กลับลดลง อย่างไรก็ตาม ทางการสเปนได้สนับสนุนธุรกิจฟุตบอลด้วยการออกกฎหมายว่า ตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 เป็นต้นไป ลิขสิทธิ์ฟุตบอลสเปนในประเทศจะต้องขายรวมกันทั้งลีก ด้วยหวังว่าจะทำให้รายได้ลิขสิทธิ์รวมจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านยูโร ที่ผ่านมา ลิขสิทธิ์บอลสเปนค่อนข้างวุ่นวาย เพราะมีการขายลิขสิทธิ์แยกกัน อย่างทีมบาร์เซโลนาขายลิขสิทธิ์แยกจากทีมอื่น เชื่อกันว่า หลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ลาลีกาจะสามารถแซงบุนเดสลีกาไปเป็นลีกทำเงินอันดับสองของยุโรปได้

ในแง่การทำกำไรของทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษในฤดูกาล 2013/14 นั้น ภาพรวมของลีกดูดีทีเดียว เพราะมีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ขาดทุนจากการดำเนินงาน แต่เมื่อเรามาเจาะรายละเอียด พบว่า ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงถึง 117 ล้านปอนด์ ขณะที่ทั้งพรีเมียร์ลีกรวมกัน สร้างกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 614 ล้านปอนด์ หมายความว่า แมนยูทีมเดียวทำกำไรเท่ากับ 19% ของทั้งลีกรวมกัน นั่นทำให้แมนยูมีฐานะการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาก จนยากที่ทีมอื่นจะสู้ได้

โดยสรุปแล้ว กลยุทธ์การทำกำไรของทีมฟุตบอลยุโรปในปัจจุบัน มาจากการสร้างความนิยมของลีกให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ไปทั่วโลกนั่นเอง

*************************************************
โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
CelestialStrategist.com
19 สิงหาคม 2558
*************************************************